ถอดรหัสสงครามนิวเคลียร์

ต่างประเทศ25 มี.ค. 2565 • 23:00 น.
ถอดรหัสสงครามนิวเคลียร์
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย สงครามยูเครนดำเนินมาเป็นสัปดาห์ที่สี่แล้ว นับวันก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งสลับซับซ้อนมากขึ้นไปเรื่อยๆ สืบเนื่องมาจากจีนกำลังก้าวเข้าไปมีส่วนโยงใยกับสงครามมากขึ้นทุกทีทุกที เมื่อวันศุกร์ที่ 18 มีนาคม 2022 ที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้ได้มีการพูดคุยสนทนาทางโทรศัพท์ผ่านวิดีโอระหว่าง “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” กับ “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” เป็นเวลานานเกือบสองชั่วโมง ที่การเจรจาต้าอวยในครั้งนี้สร้างความตึงเครียดต่อผู้นำทั้งสองอย่างคาดการณ์ไม่ถึงเลยทีเดียว!!! โดยช่วงหนึ่งของการสนทนาประธานาธิบดีโจ ไบเดน ทั้งข่มและขู่แถมยังกล่าวตักเตือนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมตามแบบฉบับอเมริกันชนว่า “หากจีนให้ความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือว่าด้านเม็ดเงินให้แก่รัสเซียในสงครามยูเครนแล้วละก็ ผลร้ายจะต้องมาถึงจีนอย่างแน่นอน” อนึ่งสนธิสัญญาสามสิบปีระหว่างรัสเซียและจีนที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2022 ที่ต่างฝ่ายต่างได้ตกลงกันไว้ว่า ทั้งสองประเทศจะร่วมมือเป็นหุ้นส่วนต่อกันอย่างไม่มีขอบเขตเป็นระยะเวลา 30 ปี ดังนั้นสนธิสัญญาฉบับนี้จึงนับเป็นข้อผูกพันอันเหนียวแน่นของทั้งสองประเทศในวงกว้าง ที่ยังไม่เคยประสบพบเห็นมาก่อนเลยว่า จะมีสองประเทศทำสัญญาหุ้นส่วนร่วมกันเยี่ยงนี้ ซึ่งไม่แน่ใจว่าประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง เผอเรอหรือตกกระไดพลอยโจน หรือมิเช่นนั้นประธานาธิบดีปูตินก็อาจจะวางหมากเดินเกมต้องการจะให้จีนติดบ่วงกับดัก หากเกิดสงครามยูเครนขึ้น!!! การประกาศเป็นหุ้นส่วนต่อกันด้วยเวลาอันยาวนานถึงสามสิบปีนั้น ถือเป็นเรื่องผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายล้วนๆ โดยจีนอาจจะหวังผลประโยชน์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติจากรัสเซีย แต่สำหรับปูตินเขาคงจะเล็งไปที่ผลประโยชน์ทางการเมือง การเยือนประเทศจีนของประธานาธิบดีปูตินในช่วงที่มีกีฬาโอลิมปิกเป็นที่แน่นอนว่าผู้นำทั้งสองคงจะวางแผนล่วงหน้าเอาไว้หลายเดือนแล้ว เพราะเห็นได้จากการที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงมิได้เอ่ยปากเชื้อเชิญประธานาธิบดีโจ ไบเดนให้เข้าร่วมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก เมื่อครั้งที่มีการพูดคุยกันทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2021 ด้วยซ้ำไป ขณะนี้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อาจกำลังจะนั่งกุมขมับเกิดอาการลังเลใจว่า จะเข้าไปช่วยเหลือรัสเซียเกี่ยวกับสงครามยูเครนด้วยวิถีทางใดดี เพราะจีนเคยกล่าวปฏิเสธไปก่อนหน้านี้ว่า รัสเซียมิเคยเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากจีนเลย แต่กลับมีข่าวกรองจากสหรัฐรั่วไหลออกมาว่า “เป็นความจริงที่รัสเซียเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากจีน” อนึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้อธิบายถึงผลร้ายต่อจีนหากเข้าไปให้ความช่วยเหลือต่อรัสเซียอย่างชัดเจนว่า “ จีนจะต้องรับผิดชอบต่อความช่วยเหลือใดๆก็ตามที่มอบให้แก่รัสเซีย” โดยประธานาธิบดีไบเดนยังประกาศก้องต่อไปอีกว่า “และหากเป็นเช่นนั้นจริงๆสหรัฐฯจะแซงก์ชั่นจีน” นับตั้งแต่สงครามยูเครนเกิดขึ้นดูเหมือนว่าจีนวางตัวสนับสนุนรัสเซียอย่างเหนียวแน่นออกหน้าออกตา โดยจีนมิได้มีท่าทีที่จะตำหนิการกระทำของรัสเซียแต่อย่างใด ทั้งๆที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติถึง 140 ประเทศจาก 193 ประเทศได้ออกมากล่าวประณามรัสเซียแล้ว แม้กระทั่งผู้พิพากษาศาลโลกก็มีมติด้วยเสียง 13 ต่อ 2 เสียงให้รัสเซียหยุดยิง ซึ่ง2เสียงที่ว่านั่นก็คือ จีนและรัสเซีย ที่ลงมติไม่เห็นด้วย!!! สำหรับปัญหาเกี่ยวกับไต้หวันที่ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนและประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้หยิบยกขึ้นมากล่าวถกเถียงกันนั้น โดยประธานาธิบดีสีได้อ้างว่าไต้หวันเป็นของจีน ส่วนประธานาธิบดีไบเดนก็อ้างว่า ไต้หวันเป็นประเทศเอกราช ซึ่งไม่แน่ว่าสหรัฐฯอาจจะต้องการใช้ไต้หวันเป็นแบบฉบับของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งปัญหาเกี่ยวกับไต้หวันคงจะกลายเป็นประเด็นร้อนจนกลายเป็นวิกฤติทำนองเดียวกับสงครามยูเครนก็เป็นไปได้ อย่างไรก็ตามการพูดคุยระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดนกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงสี ก็ยังมีโหมดของการหยอดคารมคมคายอันหยดย้อย โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวว่า “สันติภาพและความปลอดภัยเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่สุดของประชาคมระหว่างประเทศ” ซึ่งเป็นคำพูดที่สวยหรู แต่การกระทำมิได้เป็นไปตามที่ปากพูด อีกทั้งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังกล่าวต่อไปอีกว่า “สงครามยูเครนจำต้องยุติในเร็ววันนี้” แต่กลับไม่ได้อธิบายว่า จะต้องทำอย่างไร? อนึ่งขณะนี้สหรัฐฯได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทั้งทางด้านมนุษยธรรม ด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ และแม้แต่ด้านการเงินถึง 14 พันล้านเหรียญ เพื่อให้ยูเครนนำไปปกป้องตนเอง อีกทั้งสหรัฐฯยังใช้นโยบายคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ทั้งนี้คนอเมริกันส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วยในการช่วยเหลือยูเครนอย่างท่วมท้น แต่ปรากฏว่ารัฐบาลสหรัฐฯกลับต้องการช่วยเหลือในวงจำกัด เพราะเกรงไปว่านาโตอาจจะต้องเผชิญหน้ากับรัสเซียจนส่งผลเสียหายตามมาและอาจจะนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเลขาธิการสหประชาชาติได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า โอกาสที่จะนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์ ย่อมมีความเป็นไปได้สูง ซึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดนก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี และถึงแม้ว่าสหภาพโซเวียตจะล่มสลายไปแล้วเมื่อสามสิบปีก่อนก็ตาม แต่อาวุธนิวเคลียร์ยังคงอยู่ในอุ้งมือของปูตินและก่อนรัสเซียบุกยูเครนประธานาธิบดีปูตินได้กล่าวว่า “ใครก็ตามที่พยายามจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรา…ต้องรู้ว่าการตอบสนองของรัสเซียจะเกิดขึ้นทันทีและจะนำคุณไปสู่ผลที่ตามมาอย่างที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อนในประวัติศาสตร์ของคุณและรัสเซียยังได้เปรียบบางประการในอาวุธประเภทล่าสุด” และจากข้อมูลของ “Energy Intelligence Group” ซึ่งเป็นศูนย์พลังงานทั่วโลก เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2022 รายงานว่าสหรัฐฯมีหัวรบประมาณ 5,550 ลำและรัสเซียมี 6,255 ลำ และในขณะที่สงครามยูเครนดำเนินอยู่ปูตินได้ประกาศ “การแจ้งเตือนการต่อสู้ของกองกำลังนิวเคลียร์” เพื่อกีดกันนาโต้จากการแทรกแซงและข่มขู่ยูเครน อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯได้แสดงความกังวลว่ารัสเซียสามารถใช้อาวุธนิวเคลียร์ในยูเครนได้หากกองกำลังนาโตเข้าสู่ความขัดแย้งโดยตรงกับรัสเซีย อนึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้กล่าวเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2022 นี้ว่า “สหรัฐฯไม่ต้องการทำสงครามกับรัสเซียในกรณีของยูเครน” โดยเขาให้เหตุผลที่ว่า “หากนาโตเข้าไปเผชิญหน้ากับรัสเซียก็อาจจะนำมาสู่สงครามโลกครั้งที่สาม ฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยง” กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นการรุกรานยูเครน ของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และการที่เขาออกคำสั่งให้กองกำลังนิวเคลียร์อยู่ในการเตรียมความพร้อมและยังข่มขู่ต่อไปอีกว่า “สงครามยูเครนอาจจะถึงจุดๆหนึ่ง ที่ยังไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์” และเมื่อสองสัปดาห์ก่อนประธานาธิบดีปูตินก็ได้ออกมากล่าวทำนองเดิมๆว่า “หากใครเข้าไปแทรกแซงในสงครามยูเครน จะต้องได้รับผลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” และการที่เขาออกมากล่าวเยี่ยงนี้ ทำให้หลายๆฝ่ายต่างพากันหวั่นวิตกว่า หากประธานาธิบดีปูตินจนมุมหมดหนทางไปต่อ เขาก็อาจจะตัดสินใจกดปุ่มระเบิดอาวุธนิวเคลียร์ ฉะนั้นประธานาธิบดีโจ ไบเดนคงคิดหาทางออกเอาไว้หลายๆทาง เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะจากการใช้อาวุธนิวเคลียร์อันแสนจะร้ายแรงละครับ