เหลียวหลัง-แลหน้านานาข่าวต่างประเทศปี64

ต่างประเทศ31 ธ.ค. 2564 • 17:28 น.
เหลียวหลัง-แลหน้านานาข่าวต่างประเทศปี64
คืบคลานใกล้เข้าทุกขณะ สำหรับ ปีฉลู วัวทอง ที่กำลังจะผ่านพ้น สู่ปีขาล พยัคฆาเจ้าป่า ที่กำลังจะมาถึง อีกไม่กี่อึดใจ โดยในช่วงที่ “ฉลูนักษัตร” คือ ปีวัวทีกำลังจะผ่านไปนั้น ก็มีข่าวคราวเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย และหลายเหตุการณ์อีกเช่นกัน ที่ได้รับความคาดหมายว่า จะยังคงดำเนิน หรืออาจส่งผลกระทบเป็นประการต่างๆ ลากยาวไปถึงช่วง “ขาลนักษัตร” คือ ปีเสือ ที่กำลังจะมาถึงอีกต่างหากด้วย ซึ่งนานาเหตุการณ์อันบังเกิดขึ้นที่สำคัญๆ ก็ได้แก่ การขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของนายโจ ไบเดน ภายหลังจากนายไบเดน มีชัยชนะเหนือคู่แข่งคนสำคัญอย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ จนกลายเป็นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปในการเลือกตั้งซึ่งมีขึ้นเมื่อปลายปี 2020 (พ.ศ. 2563) ซึ่งผลการเลือกตั้งที่ออกมา ได้สร้างความปั่นป่วนให้แก่สหรัฐฯ เนื่องจากนายทรัมป์ ไม่ยอมรับผลเลือกตั้งในช่วงแรกๆ จนเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นถึงในอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ หรือสภาคองเกรส จนถือเป็นความดำมืดครั้งเลวร้ายที่สุดในวงการเมืองสหรัฐฯ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนที่ในเวลาต่อมานายไบเดน เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2021 (พ.ศ. 2564) และในการนี้ ก็ได้มีประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เมื่อปรากฏว่า ผู้ที่มาดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นสุภาพสตรี นาม “กมลา แฮร์ริส” ซึ่งถือเป็นสุภาพสตรีคนแรกของประเทศที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ แถมยังเป็นชาวผิวสีลูกผสมระหว่างจาเมกากับอินเดีย มิใช่ชาวผิวขาวอีกต่างหากด้วย และได้ประกอบพิธีสาบานตนรับตำแหน่งในวันเดียวกันนั้น พลันที่ก้าวเท้าเข้าสู่ทำเนียบขาว ในฐานะประธานาธิบดีเพียงวันแรก นายไบเดน ก็ลงนามยกเลิกคำสั่งฝ่ายบริหารของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ถึง 17 ฉบับรวด พร้อมกันนั้น ก็เดินหน้าบริหารประเทศ จัดการปัญหาต่างๆ ที่กำลังรุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ จนชะลอตัว และการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ซึ่งการดำเนินนโยบายต่างประเทศข้างต้น ถือว่ามีความสำคัญ และได้รับการจับตาจ้องมองเป็นพิเศษ ในฐานะที่สหรัฐอเมริกา ได้ชื่อว่า เป็นประเทศมหาอำนาจหมายเลข 1 ของโลก สร้างผลกระทบให้ประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านบวก หรือด้านลบ ก็ตาม หรือแม้กระทั่งผลของการดำเนินนโยบายอาจจะนำไปสู่เหตุการณ์สำคัญๆ ต่างๆ เกิดขึ้นได้ โดยในประเด็นนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีไบเดนนั้น ในทันทีที่เขานั่งบัลลังก์ ก็ได้ประกาศนานาประเทศให้ทราบว่า “อเมริกาได้กลับมาแล้ว (America is back.)” ก่อนให้คำมั่นว่า จะใช้วิถีทางการทูตแทนการใช้กำลังทหาร ซึ่งคำพูดเหล่านี้ แม้จะดูดี แต่ทว่า ในการเผชิญหน้ากันบนสังเวียนจริง ปรากฏว่า ประธานาธิบดีไบเดนดูจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในช่วงขวบปีที่ผ่านมา จากบททดสอบในหลายกรณีด้วยกัน เช่น กรณีการถอนทัพกองทัพสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถาน พร้อมกับยุติสงครามอัฟกานิสถาน จนส่งผลให้ภาพลักษณ์ของอเมริกาดูจะตกต่ำไปมิใช่น้อย ถึงขนาดที่หลายคนบอกว่า ทำให้นึกถึงวันปิดฉากของสงครามเวียดนามเมื่อหลายทศวรรษก่อนกันเลยทีเดียว ขณะที่ นโยบายต่างประเทศกับจีนแผ่นดินใหญ่ จากกรณีต่างๆ เช่น ปัญหาไต้หวัน ปัญหาพิพาทในทะเลจีนใต้ เป็นต้น ที่เกิดกระทบกระทั่งกลายเป็นวิวาทะระหว่างสหรัฐฯ กับจีนแผ่นดินใหญ่ กันหลายยก นอกจากนี้ ก็ยังมีปัญหากับรัสเซีย กรณีเผชิญหน้าในยูเครน ภูมิภาคยุโรปตะวันออก โดยปัญหาการเผชิญหน้าทั้งปวงข้างต้น ก็ลากยาวต่อเนื่องจากปีนี้ไปจนถึงปีหน้า และเป็นโจทย์ใหญ่ว่า สหรัฐฯ จะจัดการรับมือปัญหาเหล่านี้กันอย่างไร วิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อน ถือเป็นอีกวิกฤติของมนุษยชาติ ที่ได้รับผลกระทบกันไปทั่วโลก จากวิกฤติปัญหาที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “โลกร้อน” โดยวิกฤติปัญหานี้ในช่วงขวบปีที่กำลังจะผ่านพ้นไป ก็ทำให้เกิดทั้งคลื่นร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า ฝนจากฤดูมรสุมที่แปรเปลี่ยนไปจากเดิม การก่อเกิดภัยทางธรรมชาติหลายพื้นที่ เช่น อุทกภัย วาตภัย เป็นต้น การละลายของพื้นที่หิมะและธารน้ำแข็ง จนทำให้ปริมาณระดับน้ำทะเลสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน ในปลายปีนี้ที่ผ่านมา โลกเราก็ได้มีโอกาสกลับมาประชุมว่าด้วยปัญหาโลกร้อนกันได้อีกครั้ง หลังเลื่อนมาจากปีก่อน โดยเป็นการประชุมที่เรียกว่า การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ “คอป 26” ซึ่งจัดมีขึ้นนครกลาสโกว สกอตแลนด์ แดนสหราชอาณาจักร ซึ่งในที่ประชุมก็ได้พยายามผลักดันให้ลด ละ เลิก การใช้พลังงานจากซากฟอสซิล เช่น น้ำมัน ถ่านหิน แล้วหันมาใช้พลังงานสะอาดแทน พร้อมกับตั้งเป้าที่จะทำให้อุณหภูมิโลกชะลอการเพิ่มสูงขึ้น คือ พยายามที่จะไม่ให้สูงกว่าที่เป็นอยู่ 1.5 องศาเซลเซียส ให้จงได้ ทั้งนี้ วิกฤติภาวะโลกร้อนนี้ จะยังคงลากยาวไปถึงปีหน้า ก็ยังเป็นประเด็นที่รณรงค์กันอย่างต่อเนื่อง แบบชนิดอยู่คู่โลกเราเลยทีเดียวก็ว่าได้ วิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยกให้เป็นวิกฤติด้านสาธารณสุขที่ยืดเยื้อยาวนานครั้งหนึ่ง สำหรับ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2019 (พ.ศ. 2562) จนเป็นที่มาของชื่อไวรัสร้าย ก่อนลากยาวมาอย่างต่อเนื่อง ณ ชั่วโมงนี้ พร้อมกับแผลงฤทธิ์ทำให้มีผู้ป่วยติดเชื้อสะสมทั่วโลกรวมแล้วกว่า 280 ล้านราย ในจำนวนก็ถูกไวรัสโควิด-19 พ่นพิษคร่าชีวิตไปแล้วถึงเกือบ 5.5 ล้านราย และเชื้อไวรัสยังได้กลายพันธุ์อาละวาดอย่างไม่ยั้ง โดยในช่วงขวบปีที่กำลังจะผ่านพ้นไป ก็เป็นการสำแดงฤทธิ์ของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ก่อนที่ช่วงปลายปีก็มีสายพันธุ์ใหม่ออกมาอาละวาด นั่นคือ โอไมครอน ซึ่งคาดว่าจะเขย่าโลกกันแบบข้ามปี จากปีนี้ไปถึงปีหน้า อย่างไม่มีทีท่าว่าไวรัสร้ายนี้จะไปยุติกันเมื่อไหร่ โดยชาวโลกเรายังต้องพึ่งพิงการฉีดวัคซีน การสวมหน้ากากอนามัย การหมั่นทำความสะอาดฝ่ามือ และต้องเว้นระยะห่างทางสังคมกันต่อไป