ประธานาธิบดีโจ ไบเดนปูพรมแดง ต้อนรับ “นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี” แห่งอินเดีย
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าในอดีตที่ผ่านมาเมื่อเก้าปีก่อน “นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี” แห่งอินเดียเคยถูกปฏิเสธวีซ่าเข้าสหรัฐฯ แต่บัดนี้กลับตาลปัตรกลายเป็นนักการเมืองเนื้อหอมที่สหรัฐอเมริกานิยมชมชอบไปเสียแล้ว
โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน 2023นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการจาก “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน”และสภาคองเกรส แถมด้วยคนอเมริกันกว่าเจ็ดพันคนที่ต่างแห่แหนไปต้อนรับและส่งเสียงเชียร์อย่างกึกก้อง เมื่อนายกรัฐมนตรีโมดีเดินทางมาถึงทำเนียบขาว!!!
ทั้งนี้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ว่า “ข้าพเจ้าเชื่อมานานแล้วว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอินเดียมีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นแห่งศตวรรษที่ 21 และข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนแรกในรอบสิบห้าปีที่มีโอกาสได้ต้อนรับการเยือนของผู้นำแห่งสาธารณรัฐอินเดีย และขอกล่าวคำว่ายินดีต้อนรับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี สู่ทำเนียบขาว”
แค่เพียงประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวคำต้อนรับจบประโยคลง ปรากฏว่าผู้เข้าร่วมต้อนรับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ก็ได้ส่งเสียงเชียร์อย่างกึกก้องว่า “โมดี! โมดี! โมดี!”
โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้กล่าวเสริมต่อไปอีกว่า “หากย้อนกลับไปในอดีตครั้งที่ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี และท่านเพิ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เราเคยมีโอกาสใช้เวลาพูดคุยเจรจากันหลายครั้งหลายครา และขณะนี้ก็มีโอกาสที่เราจะสานต่อความสัมพันธ์ที่ไว้เนื้อเชื่อใจและเคารพซึ่งกันและกันอย่างจริงใจ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาที่ทั่วทุกมุมโลกกำลังเผชิญอยู่อย่างท้าทายในศตวรรษนี้”
ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ก็ได้กล่าวตอบว่า“การเป็นหุ้นส่วนความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหรัฐอเมริกาและอินเดีย ถือเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของทั้งโลก…อินเดียและสหรัฐอเมริกาได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในทุกเรื่องตั้งแต่ปัญหาการยุติความยากจนและการขยายการเข้าถึงในการบริการด้านสุขภาพ เรื่อยไปจนถึงการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปจนถึงการแก้ปัญหาความไม่มั่นคงด้านอาหารและพลังงาน…อีกทั้งเรายังเป็นเสาหลักเพื่อสร้างความมั่นใจที่จะทำให้เทคโนโลยีที่สำคัญและที่เกิดใหม่ ที่เราทั้งสองประเทศจะร่วมสานต่อในการเป็นหุ้นส่วนจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีความสำคัญสำหรับสหรัฐอเมริกาและอินเดียและสำหรับนานาประเทศทั่งโลกอีกด้วย”
ตอนหนึ่งนายกรัฐมนตรีโมดีได้ยังเสริมต่อไปอีกว่า “ข้าพเจ้าขอแสดงความขอบคุณต่อประธานาธิบดีโจ ไบเดน สำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นและมิตรภาพที่มอบให้ และพิธีต้อนรับที่ยิ่งใหญ่ ณ ทำเนียบขาวในวันนี้ ถือเป็นเกียรติและเป็นความภาคภูมิใจสำหรับคนอินเดียมากกว่า 1.4 พันล้านคน และยังเป็นเกียรติต่อคนอินเดียมากกว่า 4 ล้านคนที่พำนักอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา และยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสได้เห็นชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียจำนวนมากในรัฐสภาคองเกรสอีกด้วย”
นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ยังได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากสภาคองเกรสอีกด้วย
ขณะที่นายกรัฐมนตรีโมดีกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาชิกสภาคองเกรส เขาได้ชี้ไปที่ “รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส” ที่นั่งบนแท่นเวทีด้านหลังและได้กล่าวยกย่องว่า“เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ให้แก่ประเทศอินเดีย”
สำหรับการกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสนั้น นายกรัฐมนตรีโมดีได้กล่าวตอนหนึ่งว่า “เรามาจากสถานการณ์และประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน แต่เราก็เป็นหนึ่งเดียวกันมีวิสัยทัศน์และมีโชคชะตาร่วมกัน”
ในตอนท้ายนายกรัฐมนตรีโมดีได้กล่าวปิดท้ายว่า “เมื่อความร่วมมือของเราก้าวหน้าก็จะนำความเฟื่องฟูทางด้านเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น จนมีผลทำให้นวัตกรรมเติบโต วิทยาศาสตร์เฟื่องฟูเพิ่มพูนความรู้เพื่อผลประโยชน์ของมนุษยชาติ ของท้องทะเลและของท้องฟ้าให้มีความปลอดภัยมากขึ้น มีประชาธิปไตยที่มั่นคงจนทำให้โลกน่าอยู่มากขึ้น”
เมื่อมองจากภาพรวมของการเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีโมดี ในครั้งนี้นับได้ว่าทั้งสองประเทศต่างได้กระชับความสัมพันธ์และมีข้อตกลงกันว่า ในปีค.ศ. 2024 ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันทำงานทางด้านกลาโหม ด้านการดูแลสุขภาพ เศรษฐกิจและเทคโนโลยีด้านอวกาศ โดยมีข้อตกลงที่จะทำภารกิจร่วมกันในองค์การนาซา ณ สถานีอวกาศนานาชาติ !!!
และเมื่อวิเคราะห์ในแง่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯต่อข้อตกลงด้านการเป็นหุ้นส่วนกับประเทศอินเดียแล้วนั้น ดูเหมือนประธานาธิบดีโจ ไบเดนคาดการณ์เอาไว้ว่า จะเป็นความความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ระหว่างสองประเทศและแน่นอนว่าย่อมจะลดความสัมพันธ์ของอินเดียที่มีต่อรัสเซียให้ลดน้อยถอยลงอีกด้วย
ทั้งนี้ทางด้านการต่างประเทศของอินเดียนั้นนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ออกมากล่าวว่า “อินเดียยังคงยืนหยัดที่จะวางตัวเป็นกลาง”
ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า อินเดียไม่เคยแสดงท่าทีคัดค้านต่อการรุกรานของรัสเซียในการบุกเข้ารุกรานยูเครน” และอินเดียยังส้มหล่นได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซีย เพราะรัสเซียต้องการเงินตราเข้าประเทศหลังจากที่โดนคว่ำบาตรนั่นเอง
และการวิเคราะห์จากข้อมูลดาวเทียมของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์พบว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันหลายสิบลำเดินทางจากรัสเซียพุ่งตรงไปอินเดียวทุกๆเดือนในช่วงสงครามยูเครน โดยอินเดียกลายเป็นผู้ซื้อหลักน้ำมันดิบจากรัสเซีย
และจากรายงานข่าวของ International Energy Agency เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วยังได้ออกมาระบุว่า อินเดียซื้อน้ำมันเกือบสองล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณร้อยละ 45% ของการนำเข้า ทำให้อินเดียมีธุรกิจที่ดีจากการกลั่นน้ำมันดิบ และจากการวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ระบุว่า ราคาโดยเฉลี่ยที่รัสเซียขายให้แก่อินเดียอยู่ที่ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยก่อนหน้าที่จะเกิดสงครามยูเครนส่วนใหญ่แล้วอินเดียสั่งซื้อน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศแถบตะวันออกกลาง
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นจากการรายงานครั้งล่าสุดของสำนักหยั่งเสียง Morning Consult ด้านภาพลักษณ์โดยรวมของ“นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี” แห่งประเทศอินเดียปรากฏออกมาว่าขณะนี้ได้กลายเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกเหนือจากผู้นำจากบรรดานานาประเทศ โดยขณะนี้ “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน”ได้รับคะแนนนิยมจากทั่วโลกแค่เพียง 40% และจากการเยือนสหรัฐฯอย่างเป็นทางการของผู้นำอินเดียในครั้งนี้ ก็อาจจะเป็นโอกาสดีที่สหรัฐฯจะพูดจาโน้มน้าวหว่านล้อมให้อินเดียยอมถอยห่างจากรัสเซียและหันหลังให้กับจีนละครับ