ศาลสูงสุดสหรัฐฯสั่งปิดล็อคประตูเลือกตั้งประธานาธิบดีทรัมป์
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
ไม่ว่าเราจะยึดอาชีพอะไรก็ตาม แต่หากเฝ้าติดตามเรื่องราวการเมืองสหรัฐฯ ก็จะรู้ว่าผู้นำเยี่ยงสหรัฐฯประเทศมหาอำนาจของโลกเขามีการแก้ไขปัญหากันอย่างไร ให้สามารถพลิกฟื้นคืนจากความล้มเหลว กลับคืนสู่การเป็นพี่เบิ้มยักษ์ใหญ่ที่น่าเกรงขามเหมือนดังเดิม
อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2020 นับว่าเป็นวันที่สำคัญสุดๆของประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอเมริกาสองเรื่องด้วยกัน
โดยเรื่องแรกก็คือข่าวดีเกี่ยวกับวัคซีนรักษาโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ที่สหรัฐฯได้ทยอยส่งไปยังรัฐต่างๆทั่วประเทศ และเรื่องที่สองได้แก่เรื่องของ”ว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ!!!
การค้นพบวัคซีนสำหรับใช้สกัดกั้นเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ในระยะสั้นๆนั้น นับได้ว่าสหรัฐฯมีความพร้อมทางด้านการค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์และมีความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิชิตโรคได้อย่างรวดเร็วจนน่าภาคภูมิใจ
แต่ในช่วงห้าสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ กลับปรากฏว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มิได้ให้ความสนใจต่อชีวิตของชาวอเมริกันที่พากันร่วงหล่นพรูราวกับใบไม้ เสียชีวิตเพราะโรคระบาดร้ายกว่าสามแสนคน แต่เขาดันใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการมุ่งโจมตีว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อต้องการจะพลิกฟื้นจากการเป็นผู้แพ้ว่า “มีการโกงการเลือกตั้ง” ทั้งๆที่เขาไม่สามารถจะหาหลักฐานใดๆมาพิสูจน์ได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว
อีกทั้งห้าสัปดาห์ที่ผ่านมานี้คณะทนายความของประธานาธิบดีทรัมป์ยังกระหน่ำยื่นร้องเรียนต่อศาลไปแล้วกว่าห้าสิบคดี ทำให้ผู้พิพากษาทั้ง 86 คนที่สังกัดทั้งจากค่ายพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน โดยผู้พิพากษาบางคนประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้แต่งตั้งมาด้วยตนเอง ที่เหล่าบรรดาผู้พิพากษาพากันเร่งทำงานกันจนหัวหมุนงุนงง แต่ไม่นานนักก็มีผลการสรุปคดีต่างๆปรากฎออกมาว่าประธานาธิบดีทรัมป์พ่ายแพ้ในทุกๆคดีอย่างเป็นเอกฉันท์!!!
อนึ่งคดีแรกที่ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังให้นักการเมืองของค่ายพรรครีพับลิกันร้องเรียนต่อศาลสูงสุดให้คว่ำผลการเลือกตั้งไม่ให้นับคะแนนที่ส่งทางไปรษณีย์ 2.5 ล้านบัตรของรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งมีโจ ไบเดนเป็นผู้ชนะในรัฐนี้ 80,000 เสียง โดยประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งความหวังตั้งใจเอาไว้ว่า ผู้พิพากษาทั้งสามท่านที่เขาแต่งตั้ง และอาจจะมีผู้พิพากษาค่ายอนุรักษนิยมอีกสามคนเอื้ออำนวยให้เขาสามารถชนะคดีได้ แต่เขาต้องกินแห้วพบกับความผิดหวัง สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมนี้ศาลสูงสุดมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ปฏิเสธไม่รับฟังข้อเรียกร้อง โดยมีตัวพิมพ์เพียงบรรทัดเดียวมิได้อธิบายเหตุผลใดๆทั้งสิ้น เท่ากับเป็นการตอกหน้าประธานาธิบดีทรัมป์เข้าอย่างจัง
และดูเหมือนว่าขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ก็กำลังเร่งรุดตั้งหน้าตั้งตาทำงานแข่งกับเวลา เพราะวันที่ 14 ธันวาคมคณะผู้เลือกตั้ง “Electoral College” ทั้ง 50 รัฐจะประชุมกันในแต่ละรัฐ เพื่อตัดสินใจที่จะออกมาประกาศว่าใครคือประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนต่อไปเป็นทางการ
กระนั้นก็ตามดูเหมือนว่าประธานาธิบดีทรัมป์ยังมิยอมถอดใจไม่ลดละ ยังคงดิ้นรนเดินหน้าสู้ต่อไป โดยเขาชักใยอยู่เบื้องหลังเช่นกันให้อัยการสูงสุด 18 รัฐ แถมยังผลักดันให้นักการเมืองที่สังกัดพรรครีพับลิกัน 126 คนในสภาผู้แทนฯร่วมกันฟ้องเรียกร้องให้ศาลสูงสุดสหรัฐฯล้มเลิกคว่ำคะแนนเลือกตั้งใน 4 รัฐอันได้แก่ รัฐจอร์เจีย รัฐมิชิแกน รัฐเพนซิลเวเนียและรัฐวิสคอนซิน ซึ่งมีคะแนนอิเล็กโทรัลรวมกัน 64 คะแนน โดยเขาได้ตั้งความหวังไว้ว่าหากศาลสูงสุดเอื้ออำนวย เขาก็อาจจะมีหวังนั่งอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่สองอีกสี่ปี แต่ผลปรากฏออกมาแล้วว่า ศาลสูงสุดไม่ยอมรับไต่สวนคำร้องด้วยคะแนน 9 ต่อ 0 เพราะไม่มีหลักฐานใดๆ ถือว่าเป็นความปราชัยดับความฝันครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีทรัป์ ทำให้เขาทำใจไม่ได้ออกมาโวยวายโจมตีผู้พิพากษาศาลสูงสุดว่า “ไม่มีสติปัญญา ขาดความกล้าหาญ”
อนึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้กล่าวตำหนิ “รัฐมนตรียุติธรรม วิลเลียม บาร์”ที่เห็นต่างขัดกับเขาโดยรัฐมนตรียุติธรรมบาร์ได้ออกไปให้สัมภาษณ์กับข่าวเอพีเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมานี้ถึงการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรมที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ไม่พบหลักฐานใดๆว่า มีการโกงการเลือกตั้ง” มีผลทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ฉุนจัด และเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมนี้ปรากฏว่ารัฐมนตรียุติธรรมวิลเลียม บาร์ ตัดสินใจยื่นใบลาออกแล้ว
และเป็นที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่งที่ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะพ่ายแพ้คดีครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม แต่เขาก็ยังสามารถหาเงินเรี่ยไรได้มากกว่า 200 ล้านเหรียญ ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาอย่างหนาหูว่า ประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง หรืออาจจะเก็บเอาไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งในปี 2024
สำหรับการกล่าวสุนทรพจน์เป็นเวลาสิบนาทีกว่าของ ว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน หลังจากที่ได้รับการรับรองว่า เขาคือประธานาธิบดีคนต่อไปเริ่มต้นด้วยการที่เขาได้ออกมาเรียกร้องให้คนอเมริกันทั้งคนที่ออกมาลงคะแนนเลือกเขาและคนที่ไม่นิยมชมชอบมิได้ลงคะแนนให้กับเขาก็ตาม แต่เขาขอร้องว่า “ควรมีความสามัคคีหันหน้าเข้าหากัน เพื่อขจัดความแตกแยก พลิกฟื้นจิตวิญญานคนอเมริกันให้กลับคืนมา เพื่อเริ่มต้นศักราชใหม่”
โดยตอนหนึ่งของสุนทรพจน์ว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้กล่าวตำหนิติเตียนต่อประธานาธิบดีทรัมป์ตรงๆไม่อ้อมค้อมว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เคารพต่อเจตจำนงของคนอเมริกัน ไม่เคารพต่อระบอบประชาธิปไตย ไม่ยอมรับในหลักนิติธรรม และยังไม่ยอมรับต่อรัฐธรรมนูญอันศักดิ์สิทธิ์ของสหรัฐอเมริกา”
โดยว่าที่ประธาธิบดีไบเดนยังได้กล่าวเน้นว่าประธานาธิบดีทรัมป์และบรรดาเหล่าพันธมิตรของเขาว่า “การกล่าวโจมตีเจ้าหน้าที่นับคะแนนว่ามีการโกงการเลือกตั้งของประธานาธิบดีทรัมป์นั้นไร้เหตุผลฟังไม่ขึ้น”
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะได้รับชัยชนะและว่าที่รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส จะเป็นสุภาพสตรีคนแรกที่ได้รับในตำแหน่งดังกล่าวก็ตาม แต่นักการเมืองค่ายพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ยังคงยืนกรานไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง มีแค่เพียง ”วุฒิสมาชิกจอห์น ทูน” ผู้นำอันดับสองของพรรครีพับลิกันเท่านั้นที่ได้ออกมาแถลงในวันเดียวกันกับการกล่าวสุนทรพจน์ของไบเดนว่า “โจ ไบเดนคือว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 46 อย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้น”
อนึ่งน่าจะเป็นข่าวดีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคมนี้ที่วุฒิสมาชิกมิชท์ แมคคอนเนลผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาที่เป็นพันธมิตรคนสำคัญของประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงความยินดีต่อว่าที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดนโดยผู้นำทั้งสองได้เคยทำงานใกล้ชิดในวุฒิสภามาหลายสิบปีนับได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดีและเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้นำท่านนี้
และในวันเดียวกันปรากฏว่าประธานาธิบดีลาดิเมียร์ ปูตินผู้นำรัสเซียได้ส่งสาส์นแสดงความยินดีต่อว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนแต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ยอมรับการพ่ายแพ้แต่ต้องดูว่าในวันที่ 20 มกราคม 2021 ประธานาธิบดีทรัมป์จะมีสปิริตไปร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนหรือไม่
อนึ่งหลังวันที่ 20 มกราคม 2021 ซึ่งเป็นวันที่โจ ไบเดน จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่อย่างไรก็ตามเงาของประธานาธิบดีทรัมป์คงจะมีแอบแฝงอยู่จางๆยังมิได้เลือนลางหายไป และเมื่อมองย้อนหลังถึงคดีความทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาที่ประธานาธิบดีทรัมป์ครอบครองเอาไว้เต็มมือ จึงมีคำถามที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ในขณะนี้ที่ว่าอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าเราจะได้เห็นเขาออกมาให้อภัยโทษให้แก่ใครหน้าไหนกันบ้าง
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นการที่ผู้พิพากษาทั้งเก้าท่านลงมติ 9 ต่อ 0 ถึงสองครั้งคราติดต่อกัน พอจะอนุมานได้แล้วว่าประธานาธิบดีทรัมป์หาได้มีหลักฐานใดๆที่จะเป็นข้อเท็จจริงให้เป็นที่ประจักษ์ต่อศาล ฉะนั้นจึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯจะล๊อคประตูลั่นกลอนปิดตายทุกๆด้านกับประธานาธิบดีทรัมป์ แล้วเปิดประตูต้อนรับว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อสร้างความหวังใหม่ สร้างความสมานฉันท์ และฟื้นฟูสหรัฐฯให้หวนกลับคืนมาเป็นประเทศพี่เบิ้มยิ่งใหญ่ดังเดิมอย่างที่ควรจะเป็นละครับ