ศึกเลือกตั้งกลางเทอมโค้งสุดท้าย อันแสนคึกคักของสหรัฐฯ
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
อีกเพียงแค่สิบวันข้างหน้าในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2022 นี้ก็จะเป็นวันเลือกตั้งกลางเทอม เพื่อเป็นบททดสอบให้เห็นว่า
“ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” สามารถผ่านข้อสอบของการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯได้ดีหรือไม่?
อีกทั้งยังเป็นบทพิสูจน์อีกด้วยว่าประชาชนคนอเมริกันจะเทใจยกคะแนนเสียงของตนเองมอบแก่พรรครีพับลิกันหรือพรรคเดโมแครต เพื่อให้เข้าไปคุมเสียงข้างมากเป็นปากเป็นเสียงแทนพวกเขาในรัฐสภาปีหน้าที่กำลังจะถึงนี้!!!
การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนหน้านี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯทั้งหมด 435 ที่นั่งจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ยกแผง โดยขณะนี้พรรคเดโมแครตได้เปรียบมีเสียงข้างมากเพียงแค่ 220 ต่อ 212 ที่นั่ง และมีที่นั่งว่างสามที่นั่ง และในการเลือกตั้งกลางสมัยนี้พรรคไหนก็ตามที่จะเข้าไปคุมเสียงข้างมากจะต้องได้รับชัยชนะเกินครึ่งนั่นก็คือ 218 ที่นั่ง
สำหรับวุฒิสภาในขณะนี้พรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตต่างก็มีจำนวนวุฒิสมาชิกเท่าๆกันพรรคละ 50 เสียง แต่พรรคเดโมแครตได้เปรียบเพราะเวลาลงมติ “รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส” ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ตัดสินชี้ขาดก็คงจะต้องออกเสียงสนับสนุนให้แก่พรรคเดโมแครตของเธออย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามจากรายงานการประเมินผลของสำนักหยั่งเสียงชื่อดัง FiveThirtyEight โดยเฉลี่ยจากสำนักหยั่งเสียงต่างๆทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วเอามาประเมินว่า พรรคไหนอยู่ในสถานะใดโดยระบุว่าขณะนี้พรรคเดโมแครตมีความหวังว่าจะได้คุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาอยู่ที่ 55% ต่อ 45% ส่วนในสภาผู้แทนราษฎรปรากฏว่าพรรครีพับลิกันมีโอกาสเข้าไปคุมเสียงข้างมากอยู่ที่ 80% ต่อ 20%
ดูเหมือนว่าในสองปีที่ผ่านมานี้พรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีความได้เปรียบพอสมควร เพราะนั่งคุมเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎร ในวุฒิสภา และ ยังคุมทำเนียบขาวอีกด้วย
ดังนั้นในอีกสิบวันข้างหน้าประธานาธิบดีโจ ไบเดน จำต้องวิ่งรอกออกตระเวนหาเสียงเพื่อช่วยเหลือนักการเมืองในพรรคอย่างแข็งขัน แถมยังจะต้องวิ่งวุ่นเที่ยวเสาะหาเม็ดเงินเพื่อใช้โฆษณาหาเสียงอีกด้วยเช่นกัน!!!
ยิ่งคะแนนนิยมของพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตกำลังคู่คี่สูสีกันเยี่ยงนี้ ก็เป็นการยากอย่างยิ่งในการคาดการณ์ผลการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง
ดูเหมือนว่าการเมืองของสหรัฐอเมริกาขณะนี้แบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างค่อนข้างเด่นชัด โดยขั้วหนึ่งยึดเอาพื้นที่ที่เป็นฐานการเมืองของพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นสีแดง ส่วนขั้วของพรรคเดโมแครตเป็นสีน้ำเงิน
จะเห็นได้ว่าในพื้นที่ของพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่แล้วจะเป็นรัฐที่อยู่ใจกลางและรัฐทางใต้ของสหรัฐฯและในแถบชานเมือง อาทิเช่น รัฐไอดาโฮ รัฐอะแลสกาและรัฐไวโอมิง ซึ่งจะโชว์ให้เห็นว่าเป็นสีแดงก่ำ
ส่วนพื้นที่ของพรรคเดโมแครตส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองใหญ่ๆที่มีประชากรหนาแน่น อาทิเช่น มหานครนิวยอร์ก และ แคลิฟอร์เนีย เป็นต้น โดยจะโชว์ให้เห็นถึงแถบสีน้ำเงินเข้ม
ส่วนรัฐที่ไม่ใช่ทั้งสีแดงก่ำหรือสีน้ำเงินเข้ม ก็จะกลายเป็นรัฐที่ทั้งสองพรรคพยายามทุ่มเทเงินจำนวนมหาศาล เพื่อโน้มน้าวจูงใจให้ผู้ออกเสียงเทคะแนนเข้าพรรคของตน ซึ่งขณะนี้กำลังมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเลยทีเดียว!!!
แล้วใครคือสมาชิกฐานเสียงของพรรคเดโมแครต และใครเป็นสมาชิกฐานเสียงผู้สนับสนุนของพรรครีพับลิกัน?
ขณะนี้มีชาวอเมริกันที่ลงทะเบียนเลือกตั้งกลางเทอมในปีค.ศ. 2022 ไปแล้วราวๆ 210 ล้านคน
โดยผู้ที่นิยมชมชอบและสังกัดอยู่ในพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนผิวขาว กลุ่มนักธุรกิจใหญ่ๆ กลุ่มอนุรักษนิยมขวาตกขอบ และผู้ที่มีการศึกษาค่อนข้างจำกัด
ส่วนผู้ที่เป็นฐานเสียงสังกัดอยู่ในพรรคเดโมแครตส่วนใหญ่เป็นกลุ่มหัวก้าวหน้า ซ้ายจัด กลุ่มคนส่วนน้อย คนผิวสี มีรายได้ต่ำ เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม และสังกัดอยู่ในศาสนานิกายคาทอลิก
จากสำนักหยั่งเสียงชื่อดัง Pew Research ได้เปิดเผยรายงานครั้งล่าสุดนี้ว่า ชาวเอเชียที่มีสัญชาติอเมริกันและมีสิทธิออกเสียงในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯครั้งนี้มีถึง 13.3 ล้านคน และส่วนใหญ่นิยมชมชอบ พรรคเดโมแครต ยกตัวอย่างเช่น ชาวอินเดียนิยมชมชอบพรรคเดโมแครตมากถึง 70% รองลงมาเป็นชาวญี่ปุ่นที่นิยมพรรคเดโมแครต อยู่ที่ 62% ส่วนคนฟิลิปปินส์และคนจีนนิยมชมชอบพรรคเดโมแครตเท่าๆกันที่ 52%
เนื่องจากในสถิติมิได้มีรายงานถึงคนไทยและเนื่องจากผมมีความใกล้ชิดกับสังคมพี่น้องชาวไทยในนครลอสแอนเจลิส ทำให้ผมรู้สึกว่า คนไทยส่วนใหญ่มีความนิยมชมชอบพรรคเดโมแครตมิใช่น้อย!!!
และจากการสำรวจของสำนักหยั่งเสียง Pew Research ซึ่งเป็นสำนักหยั่งเสียงอิสระได้เปิดเผยว่า อัตราสัดส่วนฐานเสียงทั้งของพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตปรากฏว่า มีเท่าๆกัน นั่นก็คือฝ่ายละ 41% และยังมีพรรคเล็กพรรคน้อยอีกนับไม่ถ้วน ส่วนผู้ที่ไม่นิยมชมชอบยึดติดอยู่กับพรรคใดพรรคหนึ่งก็คือ “ฝ่ายอิสระ” ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายอิสระมักจะกลายเป็นพลังสำคัญในการตัดสินผลการเลือกตั้ง!!!
ส่วนการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะถึงอีกไม่นานนี้อาจจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ใครจะเป็นตัวเต็งกลายเป็นตัวแทนของทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตในการลงแข่งขันเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปีค.ศ. 2024
สำหรับพรรคเดโมแครตในขณะนี้ ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ออกมาแสดงเจตนารมณ์แล้วว่า “จะลงเลือกตั้งเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต” และขณะนี้ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีนักการเมืองคนใดออกมาแสดงท่าทีจะออกมาท้าชิง
ส่วนในค่ายพรรครีพับลิกันก็ยังไม่ปรากฏอีกเช่นกันว่า จะมีนักการเมืองคนใดกล้าออกมาประกาศท้าทายว่า จะลงแข่งขันกับ “อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” แต่เนื่องจากขณะนี้เขามีคดีต่างๆมากมายหลายคดี ทำให้โอกาสที่เขาจะเข้าไปเป็นตัวแทนของพรรคในการลงแข่งขันประธานาธิบดีในปี 2024 ก็ค่อนข้างมีอุปสรรค
และจากผลการหยั่งเสียงของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี ซึ่งเป็นหนึ่งในสามของสื่อหลักยักษ์ใหญ่ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม 2022 นี้ว่า สมาชิกของพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต 75% ต่างมีความกระตือรือร้นที่จะสนับสนุนนักการเมืองในพรรคของตน โดยมี 47% ต้องการให้พรรคเดโมแครตคุมเสียงข้างมาก และมี 46% ต้องการที่จะให้พรรครีพับลิกันคุมเสียงข้างมากในรัฐสภา
ส่วนคะแนนนิยมของประธานาธิบดีโจ ไบเดนแม้ว่าจะสร้างผลงานชิ้นโบว์แดงเอาไว้มากมายก็ตาม แต่กลับปรากฏว่าเขาได้รับคะแนนนิยมแค่เพียง 45% เท่านั้น
ในการเลือกตั้งกลางเทอมนี้คนอเมริกันถึง 79% เล็งเห็นถึงปัญหาเศรษฐกิจเป็นอันดับต้นๆ โดยคนอเมริกันส่วนใหญ่วิตกกังวลในเรื่องราคาอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และเรื่องราวของสงครามยูเครน
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นหากการเลือกตั้งกลางเทอมปรากฏผลออกมาว่า พรรครีพับลิกันได้รับชัยชนะสามารถเข้าไปคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรค่อนข้างแน่นอนว่ามีโอกาสจะเปลี่ยนประธานสภาฯ ซึ่ง “ส.ส.เควิน แม็คคาธี”คนสนิทผู้ใกล้ชิดของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวเต็งในการแต่งตั้ง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงๆการผ่านร่างกฎหมายสำคัญๆก็คงจะยากเย็นยิ่งๆขึ้นและคงจะเป็นโอกาสที่นักการเมืองหัวรุนแรงผู้ไม่ชื่นชอบประธานาธิบดีโจ ไบเดน ออกมาเคลื่อนไหวหาทางปลดเขาออกจากตำแหน่งทำนองเดียวกันกับนักการเมืองพรรคเดโมแครตกำลังดำเนินการกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อีกทั้งการสนับสนุนสงครามยูเครนก็คงจะลดน้อยลง โดยประธานสภาฯคนใหม่คงจะหาทางตัดทอนลดงบประมาณการให้ความช่วยเหลือยูเครน ที่เราๆท่านๆคงทำได้แค่เพียงจับตามองในโค้งสุดท้ายว่าใครคือผู้วิน วินมาแรง และใครจะหลุดโค้งตกออกจากโผละครับ