ฤา“เบลารุส”ทรุดซ้ำรอย“ยูเครน2”?
ภาพ “สงครามกลางเมืองยูเครน” ซึ่งปะทุคุโชนมาตั้งแต่ต้นปี 2014 (พ.ศ. 2557) ยังคงจำติดตา สะท้านใจ ในฐานะ “สงครามตัวแทน” ระหว่างมหาอำนาจตะวันตก ที่สนับสนุน “ฝ่ายรัฐบาลกลางกรุงเคียฟ” กับพี่เบิ้มใหญ่รัสเซีย ที่ยืนเป็นแบ็กให้กับ “กลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนทางตะวันออกของยูเครน”
กระทั่งหลายคนของผู้สันทัดกรณีก็ชี้ว่า นี่คือ “สงครามเย็นยุคใหม่” หลังการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียตรัสเซีย เมื่อช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 ซึ่งนับถึง ณ วินาทีนี้ “สงครามกลางเมืองยูเครน” ที่สู้รบกันมา 6 ปีกว่า ก็ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะจบยุติลงเมื่อใด
ล่าสุด ฉากการสงครามสู้รบกันกลางเมืองแบบนั้น ก็ทำท่าอาจจะขยายสมรภูมิไปปรากฏยัง “เบลารุส” อีกหนึ่งประเทศบริวารของอดีตสหภาพโซเวียตรัสเซียอีกเช่นกัน ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศยูเครน สถานการณ์ก็ออกอาการว่าจะดิ่งถลำนำไปสู่ “สงครามกลางเมือง” เหมือนอย่างที่ยูเครนประสบ
โดยเป็นคำกล่าวของคนระดับ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ” กันเลยทีเดียว
นั่นคือ “นายเซอร์ไก ลาฟรอฟ” ผู้ดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย”
การออกมากล่าวของนายลาฟรอฟข้างต้น มีขึ้นภายหลังจาก “เบลารุส” กำลังประสบ “ปรากฏการณ์ม็อบ” ซึ่งมีประชาชนมาชุมนุมประท้วงรัฐบาล เพราะไม่พอใจอย่างรุนแรงในผลการเลือกตั้งที่ปรากฏผลออกมาว่า “นายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก” ในวัย 65 ปี ซึ่งครองอำนาจปกครองเบลารุสมานานถึง 26 ปี มีชัยชนะได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปอีกสมัย
ขณะที่ ผู้สมัครฝ่ายค้าน ที่ชาวเบลารุส หมายมั่นปั้นมือว่าจะคว้าชัยได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ อย่าง “นางสเวียตลานา ติคานอฟสกายา” นักการเมืองรุ่นใหม่วัยเพียง 37 ปีเท่านั้น จะเปลี่ยนผ่านการเมืองสู่เบลารุสยุคใหม่ ผลปรากฏว่า คะแนนเสียงที่นายลูคาเชนโกได้ ชนะทิ้งห่างอย่างไม่เห็นฝุ่นเหนือนางติคานอฟสกายา
โดยตามการประกาศของทางการเบลารุส ระบุว่า นายลูคาเชนโก ได้คะแนนเสียงไปจำนวนมากถึง 4,661,075 เสียง หรือคิดเป็นร้อยละ 80.10 ขณะที่ นางติคานอฟสกายา ได้ไปเพียง 588,622 เสียง หรือคิดเป็นร้อยละ 10.12 เท่านั้น ซึ่งมีรายงานด้วยว่า หลังเลือกตั้ง นางติคานอฟสกายา ได้ลี้ภัยทางการเมืองไปพำนักที่กรุงวิลเนียส เมืองหลวงของลิทัวเนีย
พร้อมกันนี้ ก็ยังมีรายงานอีกว่า ผู้นำฝ่ายค้านหญิงแกร่งรายนี้ ยังคงสำแดงพลังขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในเบลารุส โดยล่าสุด นางติคานอฟสกายา ได้ออกมาประกาศตนว่า เธอเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงประเทศเบลารุส และเธอก็เชื่อมั่นว่า นายลูคาเชนโก จะยื้อยึดเก้าอี้ประธานาธิบดีต่อไปได้อีกไม่นาน ต้องมีอันกระเด็นตกจากเก้าอี้ คือ ต้องพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีของเบาลารุสเป็นแน่ ก่อนย้ำทิ้งท้ายว่า เธอสนับสนุนการชุมนุมประท้วงในเบลารุสอย่างเต็มที่ และว่าจะไม่ลงชิงชัย สมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีเบลารุสอีก
สร้างความกังขาให้แก่เหล่านานาชาติ โดยเฉพาะมหาอำนาจตะวันตก เช่น สหภาพยุโรป หรืออียู ที่ออกมาประกาศไม่ยอมรับในผลการเลือกตั้ง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เช่นเดียวกับที่สถานการณ์บรรยากาศ ตลอดจนอารมณ์ของประชาชนชาวเบลารุส ที่ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า นายลูคาเชนโก โกงการเลือกตั้งครั้งมโหฬาร จึงชนะได้ด้วยคะแนนเสียงมหาศาลขนาดนั้น จนต้องรวมตัวเดินขบวนประท้วง ก่อนไปชุมนุมกันที่ย่านสำคัญๆ เช่น จตุรัสใจกลางกรุงมินส์ก และบริเวณด้านหน้าที่พำนักของนายลูคาเชนโก เป็นอาทิ
นับถึงวันนี้ ก็ลากยาวมานานถึง 17 วัน แล้ว ที่ม็อบรวมตัวประท้วง พร้อมทั้งขับไล่นายลูคาเชนโกให้พ้นจากตำแหน่งอย่างเสร็จสรรพ
ทั้งนี้ ในการชุมนุมเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุด โดยมีผู้ชุมนุมมาร่วมประท้วงที่บริเวณจตุรัสอิสรภาพ ใจกลางกรุงมินส์ก หลายแสนคน ซึ่งม็อบท้าทายทั้งคำเตือนของฝั่งรัฐบาล ที่ประกาศก้องข่มขู่ว่า พร้อมที่จะใช้กำลังทหาร แทนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าจัดการต่อกลุ่มผู้ชุมนุม โดยมีรายงานด้วยว่า กองทัพเบลารุส ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย ที่มีประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เป็นผู้นำ ได้ระดมกำลังทหารไปตามจุดสำคัญๆ ต่างๆ รวมถึงอนุสาวรีย์ทั้งหลาย ในกรุงมินส์ก เพื่อป้องปรามกลุ่มผู้ชุมนุมมิให้มาทำลาย
เรียกว่า แบ่งขั้ว เลือกข้างของสองฟากมหาอำนาจ คือ มหาอำนาจตะวันตก และพี่เบิ้มรัสเซีย ในการให้การสนับสนุนในแต่ละฝ่าย โดยมหาอำนาจตะวันตก หนุนหลังต่อฝ่ายค้าน ขณะที่ พิ่เบิ้มรัสเซีย ยืนเคียงข้างต่อฝ่ายรัฐบาลประธานาธิบดีลูคาเชนโก
พร้อมกันนี้ นายลาฟรอฟ ได้แสดงทรรศนะโจมตีฝ่ายค้านเบลารุสด้วยว่า เคลื่อนไหวเสมือนหนึ่งยากเห็นการนองเลือดในเบลารุส รวมไปถึงสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของฝ่ายค้านเบลารุสด้วยว่า เหมือนอยากจะให้ประเทศกลายเป็น “ยูเครน2” ที่คุโชนไปด้วยไปสงครามกลางเมือง จากความขัดแย้งของแต่ละฝ่าย