เบื้องหน้าเบื้องหลังการทำรัฐประหาร ที่โยงใยไปถึงอดีตประธานาธิบดีทรัมป์

ต่างประเทศ30 ธ.ค. 2565 • 16:00 น.
เบื้องหน้าเบื้องหลังการทำรัฐประหาร ที่โยงใยไปถึงอดีตประธานาธิบดีทรัมป์

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์  เศรษฐช่วย

ในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมาในรอบ 233 ปี นับตั้งแต่สมัยของ “ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน” เมื่อปีค.ศ. 1789 ยังไม่เคยปรากฏว่า มีการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบถูกต้องตามกฎหมายเลยแม้แต่ครั้งเดียว

แต่ทว่าได้เกิดขึ้นมาแล้วและถือเป็นครั้งแรกโดยเกิดขึ้นในสมัยของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ที่ปฏิเสธไม่ยอมรับในชัยชนะผลการเลือกตั้งของ “โจ ไบเดน” ซึ่งเขายังคงต้องการที่จะนั่งครองอยู่ในตำแหน่งต่อไป หรืออาจจะพูดได้ว่า การกระทำในครั้งนี้เป็นการก่อรัฐประหารก็คงไม่ผิดเท่าใดนัก เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน!!!

เป็นที่น่าสังเกตอีกว่า หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลตามรัฐต่างๆมากกว่าหกสิบคดี และรวมอีกสองคดีที่เขายื่นฟ้องไปยังศาลสูงสุดสหรัฐฯ เพื่อต้องการจะพลิกผลการเลือกตั้ง แต่กลับต้องซดน้ำแห้วแก้วใหญ่ เพราะล้มเหลวทุกๆคดี

โดยปกติแล้วการทำรัฐประหารมักจะเกิดขึ้นในประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่อ่อนแอไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร และมีผู้นำที่เป็นเผด็จการต่อประชาชน

อย่างไรก็ตามจากการค้นคว้าของ “มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์” ซึ่งมีศูนย์ศึกษาการทำรัฐประหารใหญ่ที่สุดในโลกใช้ชื่อว่า “The Cline Center’s Coup d’Etat Project” ได้ออกมาสรุปถึงเหตุการณ์ในวันที่ 6 มกราคมปีค.ศ. 2021  ว่าเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร แต่เกิดล้มเหลวกระทำไม่สำเร็จ (ข้อมูลจากClineCenter.illinois.com และ www.discoursemagazine.com ‘Was January 6 Really an ‘Attemped Coup’? Discourse July 11, 2022)

โดยสถิติถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2022 ผู้ที่เข้าร่วมก่อเหตุการณ์ 964 คน ถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาก่ออาชกรรมสมรู้ร่วมคิดยุยุงปลุกปั่น!!!

ดังนั้นการที่สื่อทั่วไปแพร่ข่าวว่า เมื่อวันที่ 6 มกราคม ปีค.ศ. 2021  เป็นเรื่องของการก่อการจลาจล (Rebellion) นับว่าเข้าใจผิดไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ก่อนที่จะเกิดการโค่นล้มรัฐบาลก่อรัฐประหารประธานาธิบดีทรัมป์ได้พยายามผลักดันทุกๆวิถีทางที่จะให้ “รองประธานาธิบดีไมค์ เพนส์” พลิกผลการเลือกตั้ง เพื่อให้เขาได้อยู่ในตำแหน่งต่อ แต่กลับปรากฏว่ารองประธานาธิบดีไมค์ เพนส์ กล่าวปฏิเสธไม่ร่วมมือด้วย โดยยึดหลักที่ว่า เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เมื่อรองประธานาธิบดีไมค์ เพนส์ ไม่เล่นด้วยปฏิเสธต่อคำเรียกร้อง ประธานาธิบดีทรัมป์จึงได้วางแผนครั้งใหญ่ โดยทำการยุยงส่งเสริมให้ฝูงชนหลายร้อยคนบุกเข้าสู่รัฐสภา และเมื่อกลุ่มผู้ประท้วงเกิดอาการโกรธแค้นฮึกเหิมจนเข้าขั้นรุนแรงต้องการที่จะเอารองประธานาธิบดีไมค์ เพนส์ไปแขวนคอ แต่โชคดีที่หน่วยรักษาความปลอดภัยสามารถพาหนีทันรอดชีวิตไปได้อย่างหวุดหวิด!!!

นอกจากนั้นแล้วกลุ่มผู้ประท้วงยังหมายหัวต้องการที่จะทำร้ายถึงขั้นเอาชีวิตของ “ประธานสภาผู้แทนฯแนนซี เปโลซี” อีกด้วย

จากการก่อรัฐประหารในครั้งนั้น สร้างความเสียหายมากมายมหาศาล แถมยังเกิดภาพพจน์ด้านลบในสายตาของนานาชาติ และเหนือสิ่งอื่นใดเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต้องเสียชีวิตไปถึงห้านาย และยังมีผู้ร่วมก่อเหตุเสียชีวิตไปอีกห้าราย ตามมาด้วยทรัพย์สินในรัฐสภาถูกทำลายอีกมากมาย (New York Times, January 5, 2022)

ต่อมาไม่นานก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทบาทของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และพันธมิตรของเขา ว่าเป็นตัวการอยู่เบื้องหลังมีบทบาทในการยุยงปลุกปั่นฝูงชน เพื่อต้องการที่จะล้มล้างผลการเลือกตั้งปีค.ศ. 2020

ด้วยเหตุนี้นี่เอง จึงเป็นที่มาของการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบในเชิงลึกเกี่ยวกับการก่อรัฐประหาร โดย “ประธานสภาฯแนนซี เปโลซี” ได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาจำนวน 9 คน ใช้ชื่อว่า “คณะกรรมาธิการสภาฯ 6 มกราคม” (The House January 6 Committee)   โดยมี “ส.ส.เบนนี ทอมสัน”จากรัฐมิสซิสซิปปี สังกัดค่ายพรรคเดโมแครต รับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการฯ ส่วนฝ่ายพรรครีพับลิกันก็มี ส.ส.ลิซ เชนนีย์ (ลูกสาวของอดีตรองประธานาธิบดีดิค เชนนีย์) เข้าร่วมทำหน้าที่รองประธานคณะกรรมาธิการฯ

อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการสภาฯชุดนี้ได้มีการตรวจสอบเหตุการณ์ยาวนานกว่า 18 เดือน โดยเรียกสอบปากคำพยานมาแล้วกว่าพันคน รายงานหนากว่า 800 หน้า ที่รวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม แถมยังทำการตรวจสอบเอกสารไปแล้วมากกว่า 100,000 ชิ้นอีกด้วย!!!!

พยานปากสำคัญที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งชื่อ“นางสาวแคสซิดี ฮัทชินสัน” โดยเธอรับหน้าที่ผู้ช่วยให้กับผู้ที่เปรียบเสมือนเป็นมือข้างขวาของประธานาธิบดีทรัมป์ นั่นก็คือ “มาร์ค มิโดวส์” (Chief of Staff) อีกต่อหนึ่ง

จากการถอดเสียงการให้ปากคำของแคสซิดี้ ฮัทชินสัน ที่ได้นำมาตีพิมพ์เปิดเผยสู่สายตาของสาธารณชน เมื่อวันพฤหัสบดีที่  22  ธันวาคม 2022 ซึ่งมีใจความว่า อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำรัฐประหารและเขายังรู้ดีว่าฝูงชนผู้ก่อเหตุมีอาวุธร้ายแรงอยู่ในมือ

ก่อนหน้าที่แคสซิดี้ ฮัทชินสัน จะตัดสินใจเข้าเป็นพยานให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการสภาฯนั้น เธอต้องผ่านความกดดันอย่างหนักมาแล้วจากทั้งทีมงานของประธานาธิบดีทรัมป์และจากบิดาบังเกิดเกล้าและหมู่บรรดาญาติในครอบครัวของเธอ โดยพวกเขาปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน เพื่อใช้ในการว่าจ้างทนายความ

เริ่มแรกผู้ที่เข้าไปเป็นทนายความให้กับแคสซิดี ฮัทชินสัน ก็คือทนายความในวงโคจรของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษาทางด้านจริยธรรมประจำทำเนียบขาวชื่อว่า “สเตฟาน พาสซานติโน” ที่เขาแนะนำเธอว่าควรจะให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการสภาฯทำนองว่า “จำเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้” และแนะนำต่อไปอีกว่า “ยิ่งคุณจำได้น้อยเท่าไหร่ ก็จะเป็นผลดีต่อคุณเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นเราจะดูแลคุณเอง”

อีกทั้งยังมี “มาร์ค มีโดวส์” เสนาธิการของประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวให้คำมั่นสัญญาต่อเธอทำนองที่ว่า “หากเธอจงรักภักดีต่อประธานาธิบดีทรัมป์ เธอก็จะได้งานที่ดีที่สุดในโลก”

เนื่องจากแคสซิดี้ ฮัทชินสัน ไม่มีปัญญาที่จะว่าจ้างทนายความมาแก้ต่างให้กับตนเองได้ เธอจึงต้องก้มหน้าอดทนในภาวะจำยอมเรื่อยมา

แต่โชคดีที่แคสซิดี อัทชินสัน ได้รับความเอื้อเฟื้อจากทนายความคนใหม่ผู้ที่มีจริยธรรมประจำใจนั่นก็คือ “โจดี ฮันท์” คนสนิทของ “เจฟฟ์ เซสซันส์” อดีตอัยการสูงสุดคนแรกในรัฐบาลยุคอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเมื่อครั้งที่เซสซันส์ยังอยู่ในตำแหน่งก็ไม่สามารถที่จะทนแรงต้านทานและไม่สามารถอดทนต่อแรงผลักดันของประธานาธิบดีทรัมป์ในการที่จะให้เขาร่วมมือกระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายได้ เขาจึงตัดสินใจยื่นซองลาออกจากตำแหน่ง

เมื่อได้รับโอกาสแคสซิดี ฮัทชินสัน จึงตัดสินใจอย่างหนักแน่นว่า เธอจะต้องซื่อสัตย์ต่อตนเองและต่อประเทศชาติ โดยจะพูดความจริงตามคำสาบานที่เธอให้ไว้ต่อคณะกรรมาธิการสภาฯ”

และขณะที่แคสซิดี ฮัทชินสัน ให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการสภาฯอยู่นั้น เธอกล่าวว่า รู้สึกหวาดกลัว เหมือนดั่งว่าโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจ้องเขม็งมองข้ามไหล่ของเธออยู่ตลอดเวลา !!!

และเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม2022 ที่ผ่านมานี้  โจดี ฮันท์ ทนายความของแคสซิดี ฮัทชินสัน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า แคสซิดี ฮัทชินสัน เป็นผู้ที่มีความภักดีต่อประเทศชาติ และยังเป็นผู้ที่รักษาคำสาบานอย่างกล้าหาญ  ข้าพเจ้าต้องขอกล่าวคำขอบคุณที่เธอมีความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวต้องการที่จะแบ่งปันความจริงต่อชาวอเมริกันแบบไม่มีสิ่งอื่นใดเคลือบแฝง  

ทั้งนี้แคสซิดี ฮัทชินสัน ได้ให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการสภาฯทั้งหมดสี่ครั้งด้วยกัน โดยสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2022 ได้ออกมารายงานว่า การให้ปากคำของแคสซิดี ฮัทชินสัน นับเป็นข้อมูลในเชิงลึกและจะส่งผลเลวร้ายที่สุดต่ออดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างแน่นอน!!!

ดูเหมือนว่าเมื่อขั้นตอนการไต่สวนผ่านไปแล้วก็มีผลสรุปอย่างละเอียดของคณะกรรมาธิการสภาฯหนาว่า 800 หน้าเปิดเผยออกมาสู่สาธารณชนเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2022ที่เพิ่งผ่านมานี้ ให้ชาวอเมริกันได้รับทราบถึงเบื้องหน้าและเบื้องหลังการก่อรัฐประหารอย่างละเอียด โดยคณะกรรมาธิการสภาฯได้ตั้งข้อกล่าวหาต่ออดีตประธานาธิบดีทรัมป์สี่ข้อด้วยกัน นั่นก็คือ

หนึ่ง:ขัดขวางการดำเนินการของเจ้าพนักงาน โดยพยายามที่จะล้มเลิกผลการเลือกตั้งปีค.ศ. 2020

สอง: กล่าวประณามดูถูกและหมิ่นเหยียดหยามสหรัฐอเมริกา

สาม: สร้างข้อความอันเป็นเท็จ และ

สี่: ช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้มีการก่อจลาจล

และสุดท้ายคณะกรรมาธิการสภาฯมีมติเสนอให้สภาคองเกรสออกกฎหมายห้ามไม่ให้อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ดำรงการเมืองใดๆของรัฐบาลสหรัฐฯในอนาคต โดยภาพรวมแล้วจะเห็นได้ว่าบทสรุปของข้อกล่าวหาทั้งสี่นี้โฟกัสพุ่งตรงไปที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เพียงผู้เดียว

แต่เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2022 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาแถลงว่า “เป็นเรื่องไร้สาระ” แทบทั้งสิ้น

ส่วนข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการสภาฯได้นำเสนอออกมานั้น ขึ้นอยู่กับอัยการสูงสุดสหรัฐฯว่าจะดำเนินการฟ้องร้องต่ออดีตประธานาธิบดีทรัมป์หรือไม่และอย่างไร?

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นตราบใดที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงแหวกว่ายวนเวียนอยู่ในแวดวงโคจรการเมืองของสหรัฐฯ ก็คงจะไม่มีสิ่งใดเป็นเรื่องที่แน่นอนหรือนอนมาแน่ๆ เนื่องจากปีหน้าที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้สภาผู้แทนฯของสหรัฐฯก็จะมีพรรครีพับลิกันเข้าไปรับหน้าที่คุมเสียงข้างมาก โดยหากมี “ส.ส.เควิน แม็คคาร์ธี” ผู้ที่ซี้ย่ำปึ้กมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกให้เข้ามารับตำแหน่งประธานสภาฯจริงๆแล้วละก็ ไม่มีหลักประกันว่าจะมีสิ่งแปลกๆใหม่ๆเกิดขึ้นมาอีกหรือไม่?และอย่างใด?ละครับ