การประชุมสุดยอดฉันมิตรระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดนกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
ในนิตยสาร Foreign Affairs วันที่ 10 มิถุนายน 2021 เขียนโดย Michael Beckley ในหัวข้อเรื่องว่า “America Is not Ready for a War with China” โดยเขียนบรรยายเอาไว้ว่า ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมานับตั้งแต่สงครามเย็นยุติลง สหรัฐอเมริกาได้ทุ่มงบทางด้านการทหารถึง 19 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่าจีน 16 ล้านล้านเหรียญ และยังได้ชี้ว่าหากสงครามเกิดขึ้นสหรัฐฯอาจจะพบกับความพ่ายแพ้ ทั้งในอีกหกปีข้างหน้าทางด้านการทหารจีนจะมีแสนยานุภาพแซงขึ้นหน้าสหรัฐฯ
นิตยสารรายเดือน “The Atlantic” ซึ่งเป็นนิตยสารเก่าแก่มานานกว่า 164 ปี ที่ได้รับความน่าเชื่อถือสูงอีกฉบับหนึ่งได้บรรยายลงในบทความฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2021 นี้ว่า จีนอาจจะสร้างวิกฤตทางการทหารในช่องแคบไต้หวัน โดยปักกิ่งมีความทะเยอทะยานที่หวังและตั้งใจจะให้ไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่รวมตัวกันอีกครั้ง และต้องการจะให้ทะเลจีนใต้กลายเป็นทะเลสาปของจีน รวมทั้งจีนยังต้องการที่จะครองความเป็นหนึ่งของภูมิภาคเอเชียจนก้าวทะยานขึ้นไปสู่การเป็นชาติมหาอำนาจระดับโลก!!!
ในส่วนของสหรัฐอเมริกา “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” ได้ออกมากล่าวว่า “สหรัฐฯไม่ต้องการที่จะเสาะแสวงหาสงครามเย็น” แต่กลับมีคำถามที่ว่า แล้วสหรัฐอเมริกาสามารถจะยับยั้งมิให้จีนออกมาเป็นฝ่ายจุดชนวนเริ่มต้นประเด็นร้อนๆนี้ได้อย่างไร?
ฉะนั้นจึงเป็นที่มาของการประชุมสุดยอด
แบบเผชิญหน้าตัวต่อตัวทางวีดีโอระหว่างสองผู้นำชาติยักษ์ใหญ่ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อย่างเป็นทางการที่จะสื่อสารแบบเห็นหน้ากันในตอนเย็นๆของวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ 2021
อนึ่งที่ผ่านมาผู้นำทั้งสองเคยพูดคุยสนทนากันทางโทรศัพท์มาแล้วสองครั้ง นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว แต่ล่าสุดนี้เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2021 กลับปรากฏว่าความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกากลับทวีความรุนแรงขึ้นจนน่าวิตกกังวล!!!
ทางด้านสำนักข่าวรอยเตอร์ก็ได้รายงานว่า “นายหวั่ง ยี่”รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้ออกมาประกาศแจ้งให้ “นายแอนโทนี บลิงเคน”รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯได้รับทราบว่า จีนรับไม่ได้ที่สหรัฐฯสนับสนุนการประกาศเอกราชของไต้หวัน ดังนั้นประเด็นสำคัญหลักใหญ่ๆในการประชุมสุดยอดครั้งนี้คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของไต้หวัน เพราะจีนยืนหยัดมาโดยตลอดว่า “ไต้หวันคือดินแดนอีกส่วนหนึ่งของประเทศจีน”
แต่ทันทีที่เริ่มการประชุมสุดยอดปรากฎว่าบรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างฉันมิตรโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้กล่าวว่า “เราทั้งสองต่างมีความรับผิดชอบสูงส่ง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราทั้งสองจะต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมา และจะต้องทำงานเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน และจะไม่หันเหนำไปสู่ความขัดแย้งไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ และข้าพเจ้ารู้สึกมีความสุขมากที่ได้มีโอกาสพบกับเพื่อนเก่า”
และตอนหนึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิงก็ได้กล่าวว่า “ยินดีที่ได้พบกับท่านประธานาธิบดีโจ ไบเดนเพื่อนที่รักของข้าพเจ้า ทั้งนี้จีนและสหรัฐอเมริกาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มการสื่อสารและความร่วมมือต่อกัน”
อย่าลืมอีกด้วยว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิงต้องการให้สมาชิกในพรรคคอมมิวนิสต์จีนเล็งเห็นว่า เขาคือผู้นำแห่งประเทศที่สามารถจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกา ที่ต่างไปจากยุคสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงตั้งความหวังเอาไว้อีกว่า เขาจะได้รับเลือกให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีได้ต่อไปอีกห้าปีสมัยที่3 ซึ่งจะมีการเลือกตั้งกันใหม่ในปีหน้า
ตอนหนึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้กล่าวย้ำว่า จีนพร้อมแล้วที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกา โดยทั้งสองประเทศควรให้ความเคารพซึ่งกันและกัน
แล้วเพราะเหตุใดไต้หวันจึงมีความสำคัญต่อสหรัฐอเมริกา?
หากจะวิเคราะห์กันแล้วจะเห็นได้ว่า ไต้หวันนับเป็นสัญญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความสำเร็จในระบอบประชาธิปไตยที่ถือเป็นหน้าต่างเปิดกว้างอีกบานหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ที่ถึงแม้ว่าแรกเริ่มเดิมทีจะมีระบอบการปกครองแบบเผด็จการก็ตาม แต่ในช่วงเกือบสามสิบปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันไต้หวันสามารถพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างเต็มรูปแบบ
ส่วนทางด้านการค้านั้นปรากฏว่าไต้หวันเป็นคู่ค้าในอันดับที่เก้าของสหรัฐฯ
และด้านความมั่นคงปลอดภัยของไต้หวันปรากฏว่าเมื่อวันที่ 10 เมษายน 1979 สภาคองเกรสสหรัฐฯได้ให้หลักประกันด้านความมั่นคงปลอดภัยว่า หากไต้หวันถูกรุกรานสหรัฐฯจะผวาเข้าไปกางปีกหุ้มให้ความคุ้มครอง
นอกเหนือไปจากนั้นเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2021 ที่ผ่านมานี้ นักการเมืองของพรรครีพับลิกันได้ผนึกพลังร่วมมือกันเสนอร่างกฎหมาย เพื่อต้องการให้ความช่วยเหลือทางด้านอาวุธแก่ไต้หวันปีละสองพันล้านเหรียญเรื่อยไปจนถึงปี 2032 อีกทั้งไต้หวันยังเป็นลูกค้าซื้ออาวุธของสหรัฐฯรายใหญ่เป็นเงินถึง 23 พันล้านเหรียญนับตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปัจจุบัน
แล้วเพราะเหตุใดไต้หวันจึงมีความสำคัญต่อจีน?
สำหรับจีนแล้วนั้นไต้หวันถือเป็นส่วนหนึ่งของจีน แต่ทว่าในอดีตที่ผ่านมาไต้หวันตกเป็นอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจตะวันตก อาทิเช่นโปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ และในปีศตวรรษที่ 18 และศตวรรษที่ 19 ไต้หวันก็ต้องตกไปเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่น ซึ่งครั้งนั้นถือว่าเป็นฝันร้ายอันน่าขมขื่นของจีน และขณะนี้จีนต้องการเรียกศักดิ์ศรีด้วยการเอาไต้หวันกลับคืนมาเป็นส่วนหนึ่งของจีน!!!
นอกจากปัญหาไต้หวันแล้วที่ผ่านมาสหรัฐฯกับจีนก็ยังมีข้อขัดแย้งกันในอีกหลายๆประเด็นที่ต่างฝ่ายต่างจ้องจับผิดตำหนิซึ่งกันและกัน อาทิ ปักกิ่งพยายามผลักดันให้ประธานาธิบดีไบเดนยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าจีนมูลค่ากว่า 350,000 ล้านเหรียญที่ในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่มเพดานภาษีสินค้าที่มาจากจีนมากขึ้น แต่ในทางกลับกันในยุคของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็ได้พยายามผลักดันให้จีนมอบความร่วมมือกับสหรัฐฯในการค้นหาต้นตอการเกิดโรคระบาดโควิด- 19 แต่จีนกลับทำนิ่งเฉย
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้ออกมาประกาศกล่าวย้ำๆตลอดมาว่า “สหรัฐฯกำลังแข่งขันกับระบอบเผด็จการ และสหรัฐฯก็จะต่อสู้ เพื่อปกป้องไต้หวันจากการรุกรานของจีน”
ส่วนประเด็นร้อนที่ว่า จีนต้องการจะรวมไต้หวันเข้าไปเป็นหนึ่งเดียว และหากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆก็ยังไม่แน่ใจว่าจะออกมาในรูปแบบใด ซึ่งเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นการประชุมสุดยอดที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน และ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ร่วมพูดคุยกันแบบประนีประนอมฉันมิตรผ่านทางวิดีโอคอลนานกว่าสามชั่วโมง นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่แสดงสปิริตใช้ความเป็นเพื่อนที่เคยทำงานร่วมกันมาก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังได้แสดงความคิดเห็นต่างมุม โดยผู้นำแห่งประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งสองเป็นฝ่ายชี้นำความคิดเห็นของสื่อและความคิดเห็นของมหาชนบนโลกเป็นหลักใหญ่ และเมื่อเรื่องราวของการพูดคุยออกมาค่อนข้างราบรื่นดีเกินความคาดหมาย ทำให้นานาประเทศต่างเบาใจว่าอุณหภูมิความตึงเครียดและความขัดแย้งในโลกคงจะลดลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อยละครับ