สิ่งที่คุณมองเห็นได้เมื่อคุณมองช้าลง (The Things You Can See Only When You Slow Down ) “จงรักตนเอง...แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบ”

ไลฟ์สไตล์4 ต.ค. 2568 • 07:00 น.
สิ่งที่คุณมองเห็นได้เมื่อคุณมองช้าลง (The Things You Can See Only When You Slow Down ) “จงรักตนเอง...แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบ”

ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

 “..การสัมผัสใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งผ่านการมองเห็นอย่างตั้งใจและลึกซึ้ง..ย่อมจะทำให้ชีวิตได้ข้อตระหนักของการดำรงอยู่ที่เปี่ยมด้วยคุณค่าที่ยากจะลืมเลือน.. ..ยิ่งเมื่อเราค่อย ๆ มอง..ปรากฏการณ์ของสิ่งที่มองเห็นก็จะทวีความชัดเจนขึ้นในเบื้องลึกของความหมายที่ยากจะตีความ..เป็นรากฐานหลักที่จะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปด้วยก้าวย่างแห่งความมุ่งหวังที่มั่นคง..แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น..เราต่างจำเป็นที่จะต้องรักตนเองอย่างเข้าใจเสียก่อน..ชีวิตจึงจะบรรลุผลสู่ความสมบูรณ์แบบได้.. “ผ่านผัสสะจากความไม่สมบูรณ์แบบ..ชีวิตจะหยั่งเห็นถึงความเป็นสัจจะ..” นั่นคือวิถี...!

 

สัมผัสลึกจากหนังสือ “สิ่งที่คุณมองเห็นได้ เมื่อคุณมองช้าลง” (The Things You Can See Only When You Slow Down )..ผลงานสร้างสรรค์ทางจิตวิญญาณอันล้ำลึกของ “เฮมิน ซูนิม” (Haemin Sunim) หนึ่งในอาจารย์และนักเขียนนิกายเซน..ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดชาวเกาหลีใต้ มีผลงานขายมากกว่า 3 ล้านเล่ม เป็น  “หนังสือที่ได้รับความนิยม” ในฐานะคู่มือที่ไม่เพียงแต่สำหรับการนั่งสมาธิเท่านั้น..แต่ยังเพื่อการทบทวนการกระทำในชีวิตของตนเองแต่ละอย่างอีกด้วย

หนังสือเล่มนี้..คือหนังสือแห่งแนวคิดที่ชี้ให้เห็นถึงหนทางในการสร้างสรรค์สติ และการดำเนินชีวิตอย่างมีความหมาย..ด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งแต่เรียบง่าย..ส่งผลต่อผู้ที่ได้สัมผัส..ที่จะสามารถพบกับความสุขสงบอันแท้จริง..ด้วยการผ่อนพัก การรู้จักเฝ้ามองสิ่งต่าง ๆ อย่างมีสติ..รวมทั้งการยอมรับในที่สุด ถึงความประพฤติปฏิบัติในชีวิต...ของเรา..! โดยการเน้นย้ำถึงว่า..ความสุขสงบนั้นไม่ได้มาจากภาวะเร่งรีบของโลกภายนอก..แต่มาจากจิตใจของเราที่รู้จักถึงการผ่อนพัก..และมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างมีมิติ/การค้นหาความหมาย จากประสบการณ์ใหม่ ๆ ของชีวิต/รวมทั้ง..การยอมรับในความธรรมดาเป็นการหยั่งเห็นถึงการใช้ชีวิตที่ถูกที่ควร .. รวมถึงการสร้างสัมพันธภาพที่ดี..!

สิ่งที่เราสามารถพานพบและสัมผัสได้จากแง่มุมนี้ก็มีอยู่หลายลักษณะ..นับแต่.. “คนสำคัญในชีวิต”..ว่ากันว่า..ในวันที่เราเร่งรีบ และโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว/มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นในทุกด้านทุกวัน..เป็นผลให้เราจำต้องวิ่งออกไปไขว่คว้าอยู่เสมอ ๆ /จนทำให้ลืมในสิ่งสำคัญที่จริงแท้ของชีวิต..อย่าง "สัมพันธภาพ"..มีผู้คนอยู่มากมายที่หลุดจากวงโคจรของกันและกันไป เพราะไม่ได้ดูแลใจกันให้ดี ..! เหตุนี้ ..การใช้ชีวิตให้ช้าลง จึงทำให้เราได้มีโอกาสและเวลา หันมามองคนอื่น ๆ อย่างตั้งใจมากขึ้น... “คนที่เรารักชอบกินอะไร?..ชอบใช้ชอบใส่เสื้อผ้าแบบไหน?..ตัดผมมาใหม่/หวีผมบ้างไหม?..บางครั้งสิ่งเหล่านี้..เราก็แทบไม่รู้ไม่เห็น..ไม่รับรู้ในกันและกันเลย..! ประเด็นต่อมา..คือ “สิ่งที่เรามีอยู่แล้ว..” กล่าวคือ..การที่เราวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วอาจทำให้เราผิดพลาดในการมองเห็น..ในสิ่งดี ๆ ที่เรามีอยู่ หรือสิ่งงดงามใด ๆ ในระหว่างทาง.. การใช้ชีวิตที่ยุ่งเหยิงยุ่งยากเปรียบได้ดั่งการถูกไล่ล่า..อยู่ตลอดเวลา.....ทั้งจากงาน/จากข้อความต่าง ๆ /จากสิ่งรบกวนรอบตัว..ส่งผลทำให้เรา..พลาดจังหวะในการฟังเสียงของจิตใจและร่างกายของตัวเอง..บางครั้งสิ่งดี ๆ ก็ต้องใช้เวลาในการสังเกตสัมผัสและเรียนรู้.. เราอาจจะพบว่า..สิ่งที่เราต่างก็กำลังไขว่คว้าตามหานั้น..มันอยู่ในตัวเราเสมอมา..!

ประเด็นสุดท้าย ณ ที่นี้ก็คือ “อารมณ์ที่ผ่านไป”..โดยถ้าหากใช้ชีวิตให้ช้าลงสักนิด..เราจะได้พบเห็นอารมณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา..เดี๋ยวเศร้า เดี๋ยวสุข เดี๋ยวซาบซึ้ง เดี๋ยวหดหู่..ฯลฯ ..เมื่อประสบกับประสบการณ์เช่นนั้น..ก็ให้ลองพิจารณาตัวเองอย่างสงบ..เราก็จะประจักษ์ว่า..ทุกอารมณ์เมื่อผ่านเข้ามาแล้วก็จะต้องผ่านออกไป..ความทุกข์จะอยู่กับเราไม่นาน..ความสุขจะหายไป..ความเศร้าจะกลับมาเยือนอีกครั้ง..! “เมื่อเราใช้ชีวิตให้ช้าลง เราจะมีเวลาสังเกต..ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้..มีสติ เข้าใจชีวิต และไม่พลัดหลงไปตามอารมณ์ หรือตกอยู่กับอาการจมจ่อมอยู่กับความทุกข์เนิ่นนานจนเกินไป..! ..ประเด็นในแต่ละบทตอนของหนังสือเล่มนี้"ท่านซูนิม"ได้เล่าขานถึงวิถีคิดอันลึกซึ้งและแยบยลผ่านกระบวนการตีความที่อธิบายถึง..ความหมายแห่งเจตจำนงของชีวิตที่แท้..ที่สมควรจะเป็น...ด้วยข้อความสั้นๆ ..ที่ท่านโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย..ซึ่งได้รับกระแสการตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้คนมากมาย..ไม่ว่าจะเป็นบัณฑิตที่กำลังท้อแท้จากการหางานทำ/แม่ม่าย..ที่กำลังคิดสั้นต่อชีวิตของตัวเอง/ตลอดจน ผู้บริหารที่ต้องการเริ่มต้นวันใหม่..ด้วยหัวใจอันเงียบสงบ..!

..บทเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้..จึงเริ่มต้นด้วยการกระตุกสำนึกคิดของ"ท่านซูนิม"ต่อประเด็นสำคัญที่ว่า..เมื่อทุกอย่างรอบตัวเคลื่อนไหวเร็วเหลือเกิน.. “โลกกำลังยุ่ง..หรือเป็นจิตใจของฉันกันแน่..!” เนื่องเพราะ..ตามคำสอนของ “พระพุทธเจ้า”..สายทางระหว่างจิตใจและอารมณ์นั้นบางเฉียบ..มันเป็นภาพลวงตา...จริง ๆ แล้ว..โลกไม่ได้สุขหรือทุกข์ด้วยตัวของมันเอง..แต่จิตใจของเราต่างหากที่ฉายแววประสบการณ์เฉพาะตัว..ของเราออกไปสู่โลก..!..และ..ในฐานะท่านเป็นพระและอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านจึงมีตารางงานและตารางชีวิตที่แน่น..แต่เมื่อ..ได้มีการพิจารณาให้ลึกลงไป..ท่านก็ได้ตระหนักว่า..แท้จริงแล้ว..ท่านเลือกที่จะมีชีวิตเช่นนี้เอง..เพราะ “มีความสุขกับการช่วยเหลือผู้อื่น”..

..จะเห็นได้ว่า..โลกไม่เคยบ่นว่าตัวเองยุ่งเลย..การมองโลกของเราจึงสะท้อนจิตใจของเรา..!“ในสายตาของพระพุทธเจ้า..ทุกคนคือพระพุทธเจ้า/ในสายตาของหมู..ทุกคนคือหมู” ประโยคนี้..สะท้อนถึงความจริงอันลึกซึ้ง  โดยเฉพาะกับประเด็นที่ว่า.."โลกที่เรามองเห็น..คือภาพสะท้อนแห่งจิตใจของเรา...เมื่อจิตใจเราสงบ โลกก็สงบด้วย” ประเด็นสำคัญที่น่าใคร่ครวญต่อมา..คือเราจำเป็นต้องเป็นเพื่อนกับอารมณ์ให้ได้.. “ท่านซูนิม” ระบุว่า..คนที่มีวิธีรับมือกับอารมณ์โกรธเกลียด อิจฉา..มาจนถึงครึ่งทางแล้ว..ก็ด้วยพวกเขามีสติพอที่จะสังเกตเห็นสภาวะแห่งจิตใจของตัวเอง..!

“คนส่วนใหญ่ จมอยู่ในอารมณ์..โดยไม่มีการตระหนักรู้ในตนเอง” ท่านจึงชี้ให้เห็นว่า..แรงกระตุ้นแรกเมื่อรู้สึกถึงอารมณ์ด้านลบ..คือการควบคุมมัน เพื่อไม่ให้รู้สึกถูกควบคุมหรือถูกคุกคาม..เราอยากกำจัดมันทันที..หรือหนีไปจากมัน..เราแทบไม่คิดว่า..มันสมควรได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น..! ด้วยเหตุนี้..แทนที่จะพยายามควบคุมหรือขจัดอารมณ์ด้านลบ.. “ท่านซูนิม” จึงได้แนะนำให้แยกพลังงานดิบของอารมณ์ออกจากป้ายกำหนดทางภาษา เช่น ความโกรธ หรือ ความเกลียด แล้วเฝ้าดูมันอย่างสงบ..จนพลังงานนั้น..จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น..!ในคำสอน..คำให้การของ “ความรักแท้และรักธรรมดา” “ท่านซูนิม” ได้เล่าถึงประสบการณ์ความรักครั้งแรกของท่าน..กับมิชชันนารีชาวอเมริกัน..มันเป็นเรื่องที่ฟังดูน่าอับอายในการผิดศีลของพระรูปหนึ่ง..ท่านไม่เพียงแต่เล่าถึงความรู้สึกที่รุนแรงและเจ็บปวด แต่ยังเชื่อมโยงถึงประสบการณ์ในงานเขียนของ “คาห์ลิล ยิบราน”..กวีชาวเลบานอน.. ที่ท่านชื่นชม.. “เมื่อความรักผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณ..มันจะครอบงำคุณ..ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลายเป็นสิ่งสำคัญ” “ท่านซูนิม” ได้เขียนอธิบายถึงความรู้สึก ถึงตัวคนที่หายไปจากโลก/เหลือเพียงเธอในโลกนี้../ราวกับว่าทุกสิ่งในโลกเกิดจากเธอ/ “วันนี้..เมื่อฉันนึกถึงความรักครั้งแรกของฉัน ซึ่งเป็นการรักเขาข้างเดียว..ฉันไม่รู้สึกเศร้าอีกต่อไป..ความรู้สึกเหล่านั้นหายไปนานแล้ว มันถูกแทนที่ด้วยความกตัญญูอย่างลึกซึ้ง ฉันรู้สึกซาบซึ้งต่อรักครั้งแรกของฉัน..ต่อยิบราน..ต่อจักรวาล ที่แนะนำฉันให้รู้จัก"ความมหัศจรรย์"ของความรักและ ความทุ่มเท..

“ท่านซูนิม” ได้เน้นย้ำว่า.. “ความรักหาใช่..สิ่งที่เราเฝ้าไขว่คว้าด้วยกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไข..แต่จะเป็นเหมือนแขกที่ไม่ได้รับเชิญ..จะมาหาเมื่อมันต้องการมา..และ จะจากกันเมื่อเราเรียกร้องมันมากไป..!” ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่สมควรจะต้องพินิจพิเคราะห์อย่างยิ่ง..ก็คือ “ประเด็นแห่งความเชื่อในทางศาสนาและจิตวิญญาณที่แตกต่าง..”

“ท่านซูนิม” ในฐานะพระของพุทธศาสนา..มีมุมมองที่น่าประทับใจเกี่ยวกับความเชื่อในศาสนาที่แตกต่าง..ท่านได้อ้างถึงคัมภีร์ไบเบิล..ในพระธรรมมัทธิว..บทหนึ่งที่ว่า.. “อย่าตัดสินเมื่อคุณไม่ถูกตัดสิน เพราะตามวิถีที่คุณตัดสิน คุณจะถูกตัดสิน และด้วยมาตรฐาน การวัดของคุณ มันจะถูกวัดกับคุณ” ..ท่านรู้สึกว่า..ข้อความนี้คล้ายเหมือนกับกฎแห่งกรรมในพุทธศาสนา ซึ่งมักจะอธิบายในตะวันตกว่า.."คุณเก็บเกี่ยวในสิ่งที่คุณหว่านหรือวิบากกรรม จะตามสนอง..ถึงแม้ว่า.. “ท่านซูนิม” จะเป็นพุทธ แต่ท่านก็ได้รับอิทธิพลอันลึกซึ้งจากข้อความหลายตอนในพระคัมภีร์ไบเบิล..

ผมตระหนักว่า.. “สัจธรรม” ไม่ใช่ทรัพย์สินเฉพาะของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง มันมีคุณสมบัติสากล ที่ช่วยให้ผู้คนจากประเพณีศาสนาที่แตกต่าง..ได้หันมายอมรับกัน สุดท้าย.. “ท่านซูนิม” ได้แนะนำให้เรา ชะลอชีวิตลง เมื่อรู้สึกเร่งรีบ วิตกกังวล หรือเจ็บปวด..แม้จะเพียงชั่วขณะก็ตาม..โดยให้นำความตระหนักรู้ทั้งหมด มาอยู่กับปัจจุบัน..แล้วหายใจลึก ๆ /คุณได้ยินอะไร? หัวใจคุณรู้สึกอะไร?/ร่างกายคุณรู้สึกอย่างไร?/ท้องฟ้าเป็นเช่นไร?/.. ท่านชี้ให้เห็นว่า..เมื่อเราชะลออคติลง..เราจะเห็นความสัมพันธ์ ความคิด และความเจ็บปวดของเราได้อย่างชัดเจน เราจะไม่พานพบกับสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป...เราสามารถที่จะก้าวออกมาและชื่นชมสิ่งเหล่านั้นได้ตามที่เป็น ...

“ใบหน้าของครอบครัวและเพื่อนร่วมงานที่คอยช่วยเหลือเสมอ/ทัศนียภาพที่ผ่านทุกวันแต่ไม่สังเกต/เรื่องราวของเพื่อนที่เราไม่ตั้งใจฟัง../”..ในความเงียบของการหยุดพักความเป็นทั้งหมดของเรา..ถูกเปิดเผยขึ้น..อย่างเงียบ ๆ ... ปัญญา..ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องพยายามแสวงหา..แต่มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ..เมื่อเราชะลอตัวลงกระทั่งสังเกตถึง “สิ่งที่มีอยู่แล้ว” นี่คือหนังสือ..ที่มีรากลึกทางความคิด..เป็นผัสสะแห่งการรับรู้ทางจิตวิญญาณในนัยสำนึกผ่านประสบการณ์จริง..ด้วยกระบวนการที่รับรู้ด้วย “ธรรมทัศน์” อันหยั่งลึก..

“ท่านซูนิม” สร้างตัวตนแห่งข้อเขียนของท่านอย่างมีจังหวะของการก้าวย่างอันท่วมท้นไปด้วยความกรุณา..บอกกล่าวต่อผู้รับสารอันเป็นคุณประโยชน์ของท่าน..ด้วยวิถีปฏิบัติที่เนิบช้า แต่อุดมไปด้วยพลวัตรของการดื่มด่ำกับธารสำนึกของการมีชีวิตอยู่อันเบิกบานและถาวร..! เมื่อเราเข้าใจโลกแห่งการปฏิบัติอันทับซ้อนได้แล้ว..เงาร่างแห่งจิตวิญญาณจะปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น..ในความเป็นเนื้อแท้แห่งชีวิตของเรา..ตลอดไป..!

“เชิญพร คงมา” แปลหนังสือที่ได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ไปถึง 35 ประเทศ ออกมาอย่างเข้มข้น..และลึกซึ้ง..เข้าใจถึงเนื้อในแห่งพลังและช่องทางของการตระหนักรู้นานาของ “ผู้เขียน” เป็นการเสริมส่งให้ผลงานอันงอกงามทางจิตใจเล่มนี้..งดงามในงดงามต่อจิตวิญญาณอันสูงค่า...ยิ่ง ๆ ขึ้น..! “มนุษย์รู้จักโลก..ผ่านหน้าต่างของจิตใจ..เมื่อจิตใจวุ่นวายโลกก็เป็นเช่นนั้น..ครั้นเมื่อจิตใจสงบสุข โลกก็เป็นเช่นนั้นด้วย..เช่นกัน..!”

แท็กที่เกี่ยวข้อง