สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ร่วมกับ นักวิชาการ นักการศึกษาด้านพิพิธภัณฑ์ หน่วยงานการศึกษา และองค์กรด้านศิลปวัฒนธรรม 9 แห่ง จัดการประชุมวิชาการด้านพิพิธภัณฑ์ “Museum Forum 2017: Museum Education NOW!” แกะปมปัญหาและหาทางออกประเด็นงานการศึกษาในพิพิธภัณฑ์ไทยที่ยังขาดความสอดคล้องในด้านของนโยบายการใช้พิพิธภัณฑ์เป็นสื่อเพื่อการศึกษา และสร้างเสียงสะท้อนสู่หน่วยงานการศึกษาให้บรรจุการเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์เข้าสู่หลักสูตร ในฐานะทรัพยากรการเรียนรู้อย่างแท้จริง นายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กล่าวว่า ที่ผ่านมา สพร. ได้ดำเนินการพัฒนา สื่อการเรียนรู้แบบต่างๆ (Education Program Showcase) โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของรูปแบบการสื่อสารในแต่ละช่วงวัย และเน้นแนวคิดการเรียนรู้โดยมีปฏิสัมพันธ์ ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสหรือการลงมือทำ อาทิ 1.สมุดกิจกรรมสำหรับชั้นปฐมวัย ที่เน้นสื่อด้วยภาพ มากกว่าตัวอักษร โดยออกแบบชุดความรู้ให้เชื่อมโยงกับวัตถุจัดแสดง เนื้อหาง่าย ไม่ซับซ้อน กระตุ้นความสนใจ เสริมสร้างจินตนาการ และปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ในวัยเด็ก 2. สมุดกิจกรรมสำหรับชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษา เน้นการบูรณาการความรู้สหสาขาวิชาให้เชื่อมโยงกับความรู้ที่เคยได้เรียนรู้มา เน้นการสื่อด้วยข้อความที่สั้นกระชับ ใช้ภาพสีสัน ผสมผสานรูปแบบกิจกรรมหรือเกมอย่างง่าย เพิ่มพัฒนาการด้านมิติสัมพันธ์ ที่จะทำให้การเรียนผ่านพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่อสำหรับเด็ก 3.คู่มือพิชิตองค์ความรู้ (Tool Kits) ชุดการเรียนรู้สำหรับ “ครู” เพื่อเป็นสื่อประกอบการเรียนรู้ด้านสังคมศาสตร์ โดยสอดแทรกความรู้ผ่านเกมและกิจกรรมสำหรับเยาวชน ที่หากเทียบกับสาขาวิชาอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์ หรือ คณิตศาสตร์แล้ว สื่อสำหรับวิชาสังคมศาสตร์ยังขาดความปัจจุบันทันสมัยอยู่มาก 4.ชุดอีเลิร์นนิ่ง จากอิทธิพลของเทคโนโลยีที่มีบทบาทต่อการศึกษา ชุดอีเลิร์นนิ่งจึงตอบรับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ให้สามารถเรียนรู้อย่างสนุกเพลิดเพลินได้ทุกที่ทุกเวลา 5.สื่อที่จับต้องได้ เกมส์ และสื่อบันเทิงเชิงสาระสร้างสรรค์ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ การสัมผัสและลงมือทำ ที่ช่วยกระตุ้นให้สมองในการจดจำและเรียนรู้อย่างยั่งยืน อาทิ แบบจำลองโบราณวัตถุ จิ๊กซอว์ 3 มิติ เกมเศรษฐียุคสุวรรณภูมิ เกมส์การ์ดจับคู่ 6.โปรแกรมเรียนรู้ (School Programs) โปรแกรมบูรณาการเรียนรู้ตัวเลือกสำหรับโรงเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนได้รับประสบการณ์เรียนรู้และประโยชน์สูงสุดจากการทัศนศึกษาพิพิธภัณฑ์ กระตุ้นความสนใจของนักเรียนโดยการเชื่อมโยงความรู้ที่เคยเรียนมากับความรู้ใหม่ ใช้กิจกรรมและสื่อการเรียนรู้อื่นๆ อาทิ เวิร์กชอป สื่อที่จับต้องได้ การเล่นเกมส์ กิจกรรมสันทนาการ ประกอบกับการเรียนรู้รูปแบบดั้งเดิมอย่างการตอบคำถามในสมุดคำถามหรือใบงาน ที่ออกแบบให้สอดคล้องกับวัตถุจัดแสดงและเส้นทางการเดินภายในพิพิธภัณฑ์ นอกจากสื่อการเรียนรู้ของทาง สพร. ที่เน้นพัฒนาสื่อรูปแบบดั้งเดิม ให้เข้ากับยุคสมัยและพฤติกรรมการเรียนรู้ของเยาวชนระดับปฐมวัย จนถึงมัธยมศึกษาเองแล้ว เครือข่ายพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ยังมีการพัฒนาสื่อการเรียนรู้สำหรับเยาวชนในระดับอุดมศึกษา ที่มีความสนใจเฉพาะด้านมากยิ่งขึ้น อาทิ แบบจำลองระหัดวิดน้ำ 3 มิติ โดยหอไทยนิทัศน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เพื่อการศึกษาด้านโครงสร้างภูมิปัญญาไทยสมัยก่อน ผ่านการเล่าเรื่องโดยใช้เทคโนโลยียุคใหม่ “ทั้งนี้ปัจจุบันการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดกรอบโครงสร้างเวลาสำหรับกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและการศึกษานอกห้องเรียน ในระดับมัธยมศึกษา ประมาณ 100 ชั่วโมงต่อปี หรือประมาณ 8% ของเวลาเรียนทั้งหมด ซึ่งจากการศึกษาทฤษฎีการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้และกรณีศึกษาจากต่างประเทศ พบว่า กระบวนการเรียนรู้ซึมซับผ่านเพียงการดูการฟัง สมองจะสามารถเรียนรู้จดจำได้มากที่สุดแค่เพียง 50% เท่านั้น ซึ่งหากประเทศไทยมีการเพิ่มสัดส่วนการเรียนรู้ภายในพิพิธภัณฑ์ หรือการเรียนรู้ผ่านสื่อที่มีความทันสมัยให้เด็กได้รับประสบการณ์จริงเป็น 10-20% ของชั่วโมงการเรียนรู้ก็จะสามารถเสริมสร้างการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายราเมศ กล่าวสรุป