ทวี สุรฤทธิกุล

ใครจะลงเลือกตั้ง(ถ้ามี)โปรดฟังทางนี้

ท่านมีทางเลือกอยู่ไม่กี่ทาง(จนเหมือนว่าจะไม่มีทางเลือก)ในการลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งที่(อาจ)จะมาถึง เริ่มตั้งแต่การตั้งพรรค ไปจนถึงการหาเสียง การทำงานในสภา ตลอดจนการพัฒนาหรือสร้างพรรคให้ยั่งยืน เพราะแต่ละเรื่องนั้นจะต้องถูกควบคุมด้วยกฎหมายยุ่บยั่บไปหมด ตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงไปถึงกฎหมายลูก(บางคนบอกว่าอาจจะคุมไปถึงเทศบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นด้วย) แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ “ความจริงใจ” ของผู้ปกครองประเทศ ว่าน่าจะมีไม่มากนัก เพราะว่าดูท่านจะกลัว “นักการเมือง” เสียเหลือเกิน

ล่าสุดก็ตั้งคำถาม “เตะตัดขา” มา 6 ข้อ

สองสามวันมานี้ ผู้เขียนได้ไปอ่านบทความของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เขียนไว้เมื่อ พ.ศ. 2521 อันเป็นยุคที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน “ครองเมือง” โดยยึดอำนาจมาตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2519 แล้วให้ท่านอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียรเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านอาจารย์ธานินทร์ก็พูดในสภาขึ้นครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลของท่านนี้เป็นเนื้อหอยที่มีทหารเป็นเปลือกหอยปกป้องคุ้มครองไว้ ต่อมาผู้คนก็เรียกรัฐบาลนั้นว่า “รัฐบาลหอย” แต่รัฐบาลนี้ก็อยู่ได้เพียง 1 ปี 14 วัน เพราะในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 ทหารก็ “ตะเพิด” รัฐบาลหอยนั้นออกไป ด้วยเหตุที่กำลังจะพาประเทศไทยเข้ารกเข้าพงในปัญหาเรื่องคอมมิวนิสต์และสร้างความแตกแยกในสังคม รวมถึงเรื่องการสร้าง “ประชาธิปไตย 3 ขั้น 12 ปี” อันฮือฮานั้นด้วย

ตอนนั้นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ใช้ชื่อคอลัมน์ที่เขียนเป็นประจำในหน้า 5 ของหนังสือพิมพ์สยามรัฐว่า “ข้าวนอกนา” โดยท่านอธิบายว่าท่านเป็นนักการเมืองที่ออกมาอยู่ข้างนอก เหมือนข้าวที่ปลิวมางอกนอกนา ซึ่งตอนที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เขียนบทความที่ผู้เขียนได้อ่านมานี้ ท่านเรียกรัฐบาลที่เพิ่งถูกไล่ออกไปนั้นว่า “หอยเน่า” แล้วท่านก็วิจารณ์ทหารว่ากำลังจะเป็น “หอยผุ” คือทหารที่เคยเป็นเปลือกให้รัฐบาลนั้นก็กำลัง “เสื่อม” ไปด้วยเช่นกัน

เรื่องของเรื่องก็คือทหารกำลังคิดการใหญ่ในการควบคุมกลไกการปกครองประเทศ นอกเหนือจากการร่างรัฐธรรมนูญ 2521 ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เรียกว่า “ฉบับอะไรก็ไม่รู้” ทหารยังได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่ประกอบด้วยนายทหารผู้ใหญ่และ “ผู้เชี่ยวชาญ” อีกเป็นจำนวนมาก เป็นองค์กรในการปฏิรูปประเทศ หน้าที่หลักก็คือกำหนดยุทธศาสตร์และแผนงานต่างๆ ที่รัฐบาลหลังเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีในปี 2522 จะต้องใช้เป็น “กรอบ” ในการบริหารประเทศ เมื่อรวมกับวุฒิสภาที่ทหารได้แต่งตั้งคนของตนเข้าไปทั้งหมด (มีข้อมูลว่าสมาชิกวุฒิสภาในสมัยนั้นที่มี 200 คน กว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นทหาร ตำรวจ และข้าราชการ โดยเฉพาะทหารได้แต่งตั้งในลักษณะที่เรียกว่า “เป็นแผง” คือจัดไลน์ของผู้บังคับบัญชาทหารระดับต่างๆ ที่คุมฐานกำลังสำคัญๆ ขึ้นมาทั้งรุ่น โดยเฉพาะ จปร. 5 และ 7 ซึ่งต่อมาทหารสองรุ่นนี้ได้ “แข่งวาสนา” กัน กระทั่งนำมาสู่วิกฤติทางการเมืองในเดือนพฤษภาคม 2535) ก็ถือว่าทหารได้คุมกลไกในทุกๆ ระดับและทุกภาคส่วนของประเทศ ถึงขนาดมีการซุบซิบกันว่า “ไม่มีอะไรในแผ่นดินนี้ที่จะรอดพ้นเงื้อมมือทหารไปได้”

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มองอย่าง “ผู้มีตาทิพย์” อันเป็นแบรนด์เนมของท่านว่า ไม่ช้าไม่นานกองทัพจะพังเพราะทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากเกินไปแบบ “หมดทั้งเนื้อทั้งตัว” เช่นนี้ เพราะอำนาจนั้นไม่เข้าใครออกใคร โดยเฉพาะทหารซึ่งอันที่จริงก็มีอำนาจมากที่สุดกว่าใครๆ ในประเทศไทยอยู่แล้ว ได้ลงมาเล่นการเมืองอย่างเต็มตัว และอำนาจอันมากมายมหาศาลจน “เหลือกำลัง” นี้เองจะหวนมาทำลายกองทัพ

ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในปลายปี 2522 ทหารใหญ่หลายคนปฏิเสธเป็นพัลวันว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่พอเลือกตั้งเสร็จซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2521 ส.ส.ไม่ต้องมีสังกัดพรรค ส.ส.จำนวนมาก ซึ่งสื่อมวลชนสมัยนั้นก็ได้รายงานมาตลอดว่ามีการรวมตัวเพื่อหนุนทหารบางคนมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ก็ได้ร่วมกันเสนอชื่อพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็บริหารงานได้ไม่กี่เดือน พอถึงเดือนมีนาคม 2523 ก็ถูก ส.ส.กลุ่มหนึ่ง(ที่มีข่าวลือว่าสนิทสนมกับสมาชิกวุฒิสภาที่เป็น จปร.รุ่น 7)ยื่นญัตติซักฟอกในเรื่องน้ำมันแพง แต่ในวันที่ญัตตินี้เข้าสภาก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่วาระดังกล่าว นายกรัฐมนตรีคือพลเอกเกรียงศักดิ์นั้นก็ประกาศลาออก ด้วยการกล่าวความในใจถึง “ความชอกช้ำใจ” ที่ถูกหักหลังในการขึ้นสู่อำนาจ ทั้งจาก ส.ส.ในกลุ่มที่เคยสนับสนุนให้เป็นนายกฯ และจากทหารที่เชื่อใจกันมาตลอดว่า “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน”

ที่ผู้เขียนอ้างถึงบทความของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์และประวัติศาสตร์ทางการเมืองใน พ.ศ. 2521 – 2523 ไม่ได้มีเจตนาที่จะ “ตีปลาหน้าไซ” หรือ “กวนน้ำให้ขุ่น” หรือเพื่อที่จะให้ท่านที่จะลงเลือกตั้งในปีหน้า(ถ้ามี)เป็นกังวลใจ เพียงแต่อยากจะบอกว่าที่ทหารยุคนี้คิดจะ “เอามือปิดฟ้า” นั้นไม่เคยประสบความสำเร็จ ท่านอาจจะมีอำนาจล้นฟ้า จนกระทั่งคิดว่าจะคุมนักการเมืองหรือควบคุมการเมืองของประเทศนี้ได้ตลอดไป แต่ปัญหาของท่านที่น่ากลัวอย่างยิ่งก็คือ ท่านจะคุมทหารทั้งกองทัพและนักการเมืองทั้งประเทศนั้นได้จริงหรือ

ที่สุดอย่าลืมว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า”