ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

1. วิทยานิพนธ์ “เรื่องการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทยที่ผ่านมา” โดยทำการวิจัยและหาข้อมูลเพื่อให้เข้าใจว่า “คู่ขัดแย้งกล่าวหากันอย่างไร” โดยมุ่งเน้นไปที่การเมืองไทยช่วงที่มีความขัดแย้งเสิ้อเหลืองกับเสื้อแดงในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อทำความเข้าใจความคิดเห็นที่แตกต่างกันด้านอุดมการณ์ และ เพื่อดูว่า “ต่างฝ่ายมองอีกฝ่ายอย่างไร “ จึงเห็นเป็นศัตรูและนำไปปลุกระดม รวมทั้งอาจจะมีประเด็นอื่นๆที่สำคัญ ที่มีผลต่อการรับรู้และการเข้าใจของภาคส่วนต่างๆในสังคมไทยฯ “ประเด็นการสอบถามนี้” เพื่อให้ได้ข้อมูลว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไร เพื่อที่จะได้ยุทธศาสตร์ ในการปรับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นและลดความเสี่ยงในการเกิดความรุนแรงในประเทศไทย ฯลฯ

2. การจะทำให้วิทยานิพนธ์ที่ดี ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ จากหลายฝ่าย ที่ตรงไปตรงมา (ซึ่งยากมาก)สำหรับผู้คนที่อยู่ในสังคมไทย ผู้ที่เข้าร่วมเกี่ยวข้องในแต่ละฝ่าย ฝ่ายเป็นกลาง หรือ ภาครัฐ ฯ เพราะ สังคมไทย ขาด การสรุปบทเรียน การนำปัญหาหรือวิกฤตที่เกิดขึ้น มาวิเคราะห์เจาะลึก และหาข้อสรุปอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเป็นบทเรียนต่อสังคมและ ผู้ที่จะนำไปใช้ในการเคลื่อนไหวต่อไป

3. การขาดการสรุปบทเรียนเป็นข้ออ่อนใหญ่ของสังคมไทย ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ มหาวิทยาลัยต่างๆรวมทั้ง “บุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ” และสื่อที่เกาะติดสถานการณ์ ฯลฯ ซึ่งการจะได้ผลสรุปที่ตรงกับความจริงมากที่สุด ไม่สามารถทำได้โดยบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยลำพัง เพราะ แต่ละบุคคล ทั้งแกนนำหรือบุคคลฯ จะรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะส่วนที่ตนรับรู้ การมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องของผู้นำและบุคคลฝ่ายต่างๆ คือ “การขัดแย้งเชิงผลประโยชน์” จึงไม่เสนอความจริง อย่างตรงไปตรงมา หรือ การมีอคติความเชื่อของตนและกลุ่มบุคคลที่เข้าร่วม , การมีผลต่อคดีทางศาล ฯลฯ ซึ่งจะต้องมีการร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นกลางรักความจริง เพื่อบ้านเมืองที่รักของเรา เช่น เราไม่มีการสรุปบทเรียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ 24 มิถุนา 2475 , เหตุการณ์สำคัญที่ตามมา ,14 ตุลา 2516 , 6 ตุลา 2519 , เหตุการณ์ ที่นักศึกษาประชาชน เข้าไปร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ในป่า, 17 พฤษภา 2535, รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 , เหตุการณ์ก่อนและการเกิดขึ้นของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 2548-9 , เหตุการณ์ 7 ตุลา 2551 , การชุมนุมล้มการประชุมอาเซียน + 6 ที่พัทยา และการชุมนุมในกรุงเทพและสามเหลี่ยมดินแดง ปี 2552 ,

การชุมนุมใหญ่ปิดกรุงเทพฯเผาบ้านเผาเมือง ปี2553 ของคนเสื้อแดง นปช.พรรคเพื่อไทย กลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ฯ ที่มีตำรวจแดงและทหารบางส่วนของฝ่ายทักษิณเข้าร่วมฯ การชุมนุมของ “ เสธอ้ายฯและคณะ ที่สนามม้านางเลิ้งและลานพระรูปทรงม้าฯ ปี 2554 การชุมนุมใหญ่กปปส.ปี 2556-7,คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (People's Democratic Reform Committee ,PDRC )
และเหตุการณ์สำคัญๆ ที่มีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย เช่น “คดีซุกหุ้นภาคหนึ่ง” กรณีประธานสภาฯ ดร.อาทิตย์ เสนอชื่อ “ คุณอานันท์ ฯ “ เป็นนายกรัฐมนตรี ฯลฯ

คำถามสำหรับงานวิจัยนี้คือ
1.ที่มาสาเหตุของความขัดแย้งในแต่ละเหตุการณ์ในสังคมไทย

1.1 สาเหตุหลัก มาจากความขัดแย้งพื้นฐานในสังคมไทย คือ ความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมของโครงสร้างและระบบของสังคมไทย ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และกระบวนการยุติธรรม ที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และยังไม่สามารถแก้ไขได้ การขาดคุณภาพและความรับผิดชอบของประชาชนไทยทุกระดับ ตั้งแต่ชนชั้นนำของสังคม ข้าราชการทหาร ตำรวจ ภาคธุรกิจภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และประชาชน ซึ่งรวมทั้งรัฐบาลด้วย

1.2 สาเหตุของความขัดแย้งกรณี “ พธม. และ กปปส.” จากปัญหาหลักพื้นฐาน ตาม 1.1 ทำให้ คุณทักษิณ สามารถใช้ “ ความคิด- ทุน- พรรคการเมือง ข้าราชการ
นักวิชาการ คนเคยมีอุดมการณ์ สื่อ ในและต่างประเทศ รวมทั้งองค์กรโลกบาลต่างๆ ที่มีการจัดการ ฯลฯ “ผ่านโครงสร้างและระบบการเมืองฯ ผ่านการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม และการขาดคุณภาพของชาวบ้าน ทำการซื้อเสียงซื้อพรรค สส. สว ฯ จัดตั้งพรรคการเมืองเสียงข้างมากที่ทักษิณเป็นนายกฯ และจากนั้น ก็สร้างระบบทุนสามานย์ขึ้นมา โดย ใช้อำนาจรัฐ(ฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติฯ) คอร์รับชั่นโกงกิน แก้ไขกฎหมายที่มิชอบธรรม เพื่อตนเองครอบครัวและพวกพ้อง ฯลฯ ที่สำคัญที่เป็นจุดพลาดใหญ่ คือ การท้าทายอำนาจและทำลายสถาบันฯ ( จากความไม่พอใจการขวางเส้นทางสู่อำนาจฯและกลุ่มซ้ายจัดฯ) ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง เริ่มต้นจากภาคประชาสังคมภาคประชาชนและคนชั้นกลางฯมีการชุมนุมประท้วงฯ และการเข้ามาร่วมของ ขบวนการสนธิฯ ที่มีทุน สื่อฯ ( ที่ขัดแย้งผลประโยชน์กับรัฐบาลทักษิณ ฯ )
และที่ต่อเนื่อง คือ “การชุมนุมคัดค้านระบอบทักษิณของ เสธอ้ายและคณะ” และ กปปส.

1.3 กรณีเหตุการณ์ล้มการประชุมอาเซียน + 6 ที่พัทยา และการชุมนุมในกรุงเทพดินแดง ของกลุ่มเสื้อแดงฯ และกรณี “ชุมนุมใหญ่ปิดกรุงเทพฯเผาบ้านเผาเมืองของกลุ่มนปช.ฯ ทักษิณหนุนหลัง ปี 2552-3 ตามลำดับ ช่วงที่นายกอภิสิทธิ์ ปชป. เป็นรัฐบาล โดยเป้าหลักต้องล้มรัฐบาลอภิสิทธิ เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่

2. บุคคลและคณะบุคคลที่เป็นแกนนำของแต่ละฝ่าย มีความคิด มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์อย่างไร กล่าวสรุป ฝ่ายทักษิณแม้จะหลากหลาย แต่มีอำนาจรวมศูนย์ที่ทุกฝ่ายต้องขึ้นต่อ จึงมีเอกภาพมากกว่า เป้าหมายคือ การเป็นรัฐบาลของทักษิณนอมินี และการลดบทบาทสถาบันฯลง เพื่อมิให้เป็นอุปสรรคฯ แต่ฝ่าย พธม. จะมีความหลากหลายในเป้าหมาย ขาดเอกภาพการ่วมมือกันอย่างแท้จริง แต่มีเป้าร่วมฯ คือ ขจัดรัฐบาลทักษิณและนอมินี ( การใช้อำนาจมิชอบ การคอร์รับชั่นโกงกิน ฯ )

3. ปัญหาการนำ และ การมีส่วนรวมของประชาชนในเหตุการณ์ต่างๆ ประชาชนภาคส่วนต่างๆ ที่เข้าเหตุการณ์ มาจากการรับรู้ข่าวสารด้วยตนเอง การชักชวนของเพื่อนมิตร และข่าวการเผยแพร่จากสื่อของแกนนำ ซึ่งแกนนำมีวิธีการและรูปแบบการชุมนุมการประท้วงหลากหลาย การคิดตัดสินใจของแกนนำ ประชาชนมีส่วนร่วมน้อยมาก แต่เข้าร่วมเพราะเห็นด้วยในเป้าหมายการชุมนุม ซึ่งน่าจะเป็นบทเรียนที่สำคัญของการชุมนุม ทั้งแกนนำและประชาชนผู้ตาม ที่จะต้องปรับแก้ไข การนำเสนอ “วาทกรรมและข้อเท็จจริง” ของแกนนำ “มีทั้งจริงและไม่จริง ถูกและผิด” ไม่มี 100 % แต่โดยภาพรวม ฝ่ายเสื้อเหลือง จะมีฐานข้อมูลที่เป็นจริงมากกว่า และการติดตามข่าวสารได้ดีกว่า

4. การกล่าวหาของแกนนำเสื้อเหลืองและเสื้อแดงที่ประท้วงในความขัดแย้งของคนไทย นำไปสู่ความการขยายความรุนแรงได้อย่างไร? ลักษณะของการชุมนุมใหญ่ จะมีลักษณะร่วม คือ การนำเสนอประเด็นหลักและประเด็นรองต่อผู้ชุมนุม การปลุกเร้า และการนำเสนอรูปแบบและวิธีการเคลื่อนไหว การนำเสนอผ่านเวที สื่อ และการบอกต่อฯ แต่เนื่องจาก รัฐบาลที่ถูกประท้วง จะยึดหลักไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ แต่จะใช้การดำเนินการทางกฎหมาย และมักจะไม่ยอมลาออก โดยการถูกบังคับจากผู้ชุมนุม ( ไม่ว่าจะผิด หรือ ถูก ) ฯลฯ ฉะนั้นในฝ่ายผู้ชุมนุม ฯ ไม่มีทางเลือกอื่น จึงใช้วิธีการปิดถนน ปิดสถานที่ราชการ และชุมนุมยืดเยื้อฯ
หากรัฐบาลทำการปราบปราบด้วยวิธีรุนแรง จะทำให้คนมาร่วมมากขึ้น สื่อในและต่างประเทศจะประโคมข่าว การเกิดความรุนแรง จะมาจากฝ่ายรัฐบาลและผู้ชุมนุมฯ ที่จะใช้ความรุนแรงตอบโต้ หรือมีการยั่วยุกันฯ

2. คำถามที่มีต่อแกนนำหรือคนที่ขึ้นเวทีปราศัย

1)ทำไมคุณเลือกที่จะเป็นเสื้อเหลือง? โดยหลักการ และจากอุดมคติและประสบการณ์ในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ฝ่ายเหลืองถูกเป็นหลัก

2)เป้าหมายสุดท้ายของคุณคืออะไร? การได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่มาจากรัฐบาลที่ดีใช้ระบบที่เป็นธรรม และการพัฒนาคนให้มีคุณภาพมากขึ้น

3)คุณคิดว่าเป้าหมายสุดท้ายของอีกฝ่ายคืออะไร และความคิดพื้นฐานของอีกฝ่ายคืออะไร? การได้มีได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก และใช้อำนาจแก้ไขวิกฤตและสร้างประชาธิปไตย อย่างมีขั้นตอน แต่ปัญหาใหญ่ของฝ่ายแดง คือ การมีอคติต่อสถาบันฯทหาร คนชั้นกลาง และการไม่สนใจวิธีการที่ถูกต้อง

4)คุณเตรียมหัวข้ออย่างไรก่อนที่จะขึ้นปราศรัย? หลักการของตนเอง คือ ให้ความจริง และการเคารพผู้ชุมนุม ให้เข้าใจถึงอำนาจและพลังของประชาธิปไตย
ที่มาจากประชาชน (ตนเอง ) การเตรียมตัวในเรื่องเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญ และมีข้อมูลรูปธรรมประกอบ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ จะชอบ “ หลักการและวิธีการในการปราศรัย ที่ใช้ความรู้สติปัญญา ไม่ใช้ความรุนแรง “

5)คุณกระตุ้นให้คนเข้าฟังและดึงให้เขาอยู่ฟังการปราศัยนานๆได้อย่างไรในระหว่างการประท้วง? ตามหลักการข้อ 4 และการสำรวจรับฟังความเห็น จากการใช้เวลามาก ในการลงมาพูดคุยกับผู้ชุมนุม

6)คำพูดที่แกนนำบนเวทีใช้สื่อสารกับผู้คนในม็อบทำให้คนอยากใช้กำลังรุนแรงต่อฝ่ายตรงข้ามหรือไม่? ต้องยอมรับว่า “ มีไม่น้อย” ซึ่งมีทั้งความจริงและบางเรื่อง ไม่เป็นความจริง แต่หวังปลุกระดมฯ ซึ่งไม่ถูก

7)วิธีที่แกนนำพูดถึงฝ่ายตรงข้ามทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมเพิ่มขึ้นหรือไม่? การนำเสนอความรุนแรง และการสร้างความเกลียดต่อฝ่ายตรงข้าม เกิดขึ้นเสมอเพื่อกระตุ้นคน แต่ผิด

8) เป้าหมายสุดท้ายของแกนนำทั้งสองฝ่าย ฝ่ายมีอำนาจ ต้องการอยู่ในอำนาจต่อ ฝ่ายชุมนุม ต้องการให้ฝ่ายตรงข้าม ลาออก ซึ่งไม่เป็นจริงได้

9 ) ทำไมคุณคิดว่าการไกล่เกลี่ยขั้นสุดท้ายระหว่างทั้งสองฝ่ายล้มเหลว? หมายถึงการไกล่เกลี่ยระหว่าง "กปปส"กับ "นปช" ก่อนที่คุณประยุทธ์จะปฏิวัติทำไมถึงไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ เพราะ แต่ละฝ่าย มีเป้าหมายของตน ไม่ยอมฟังกัน โดยเฉพาะฝ่ายที่อยู่ในอำนาจฯ จะไม่ยอมเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ฝ่ายทหารหรือฝ่ายที่มีอำนาจฯ ไม่มีวิสัยทัศน์หรือความกล้าเสียสละเพียงพอ และที่สำคัญ พลังของทั้งสองฝ่าย ไม่มีฝ่ายใด มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ที่จะเผด็จศึกได้