ดร.วิชัย พยัคฆโส
payackso@gmail.com

การปรับ ครม. “ประยุทธ์ 5” ผ่านพ้นไปแล้ว ถึงวันนี้บรรดารัฐมนตรีที่ได้รับการโปรดเกล้าใหม่ต่างเข้าเฝ้าถวายสัจย์ปฏิญาณเป็นที่เรียบร้อย ต่างหาฤกษ์ยามเข้าไปรับงานกันตามประเพณีความเชื่อของไทยเราเพื่อเป็นกำลังใจ แต่สิ่งที่จะทำให้งานก้าวหน้า มั่นคง ขึ้นอยู่กับการพัฒนางานที่รับผิดชอบให้เกิดเป็นรูปธรรมมากกว่า

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปมากแล้วเกี่ยวกับความหวังอีก 1 ปี ของครม.ประยุทธ์5 ซึ่งแน่นอนที่สุด รัฐมนตรีทั้งใหม่และเก่าต่างก็ได้รับโจทย์จากนายกรัฐมนตรีกันถ้วนหน้าเพื่อให้เป้าหมาย 4 ปี ของรัฐบาล คสช.บรรลุเป้าหมาย เพื่อนำความสุขมาสู่ประชาชนตามที่ตั้งใจไว้

ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ารัฐบาล คสช.ได้ปรับทิศทางการพัฒนาบ้านเมืองมาได้ในระดับหนึ่ง ผมวิเคราะห์ในฐานะประชาชนได้ว่ารัฐบาลคงมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ 4 ปี แรกในการทำงานก่อนจะคืนอำนาจให้แก่ประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย

ปีแรก เป็นภาระกิจที่หนักหน่วงในการยุติปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคน 2 กลุ่ม จำเป็นต้องใช้ ครม. ที่เป็นตำรนวจ ทหาร เพื่อใช้อำนาจและความเด็ดขาดให้เกิดความสงบสุข และทำได้ดี สามารถระงับความขัดแย้งทางการเมืองลงได้ระดับหนึ่ง

ปีที่สอง เป็นปีที่สร้างความเข้าใจและความสมานฉันท์ แม้ว่าจะยังไม่สามารถสร้างความปรองดองของคนในชาติได้ 100%ก็ตาม ยังมีการปรับ ครม. มีเอกชนเข้ามาเสริม เพื่อสร้างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ปีที่สาม เป็นปีที่นำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มาทำแผนกลยุทธ์ทุกๆ 5 ปี ทั้งระบบ จึงเป็นปีที่มีรัฐมนตรีจากมืออาชีพมาร่วมบริหารจัดทำแผ่นแม่บท เช่น ร่างรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ควบคู่ไปกับการเริ่มเข้าสู่การปฏิบัติของแผนพัฒนาปี 2560-2564 เช่นโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจรากหญ้า พร้อมๆกับเปิดตัวเมกะโปรเจ็คอันรวมถึง EEC เป็นเป้าหมายหลัก

ปีที่สี่ คื อตั้งแต่ ตุลาคม 60 ไปถึง ตุลาคม 61 จึงเป็นปีที่จะเริ่มเข้มข้นกับการนำแผนไปสู่การปฏิบัติให้เกิดรูปธรรม ก่อนจะปล่อยให้นักการเมืองมืออาชีพจะเข้ามารับช่วงต่อตามยุทธศาสตร์ 20 ปี โดยปรับ ครม.หลักๆ 2 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ และสังคม จึงเน้นภาคเอกชนมืออาชีพ หรือ ข้าราชการที่เคยรับรู้และวางแผนยุทธศาสตร์ชาติมาช่วยผลักดัน

รัฐบาลมองเห็นแล้วว่า 3 ปีที่ผ่านมา จุดอ่อนยังคงเป็นด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากและการพัฒนากำลังคนมารองรับกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 โดยเฉพาะรองนายกรัฐมนตรีสมคิด กล้าที่จะประกาศให้คนจนหมดจากประเทศไทย เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปทุกวงการว่าจะทำได้จริงจังเพียงใด

ต้องยอมรับว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจในภาพรวมกระเตื้องขึ้นมามาก สามารถฉุด GDP จาก 0.8 มาถึง 3.8 เป็นที่ปรากฏ แม้ว่าจะยังน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม แต่แนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น หากรัฐมนตรีชุดใหม่ผลักดันแผนปฏิรูปให้เกิดเป็นรูปธรรม จึงเป็นโจทย์ท้าทายของรัฐมนตรีในกระทรวงเศรษฐกิจมากที่สุด

พูดถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ 3.8% ไปโตที่ภาคส่งออกซึ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ รายได้ทั้งหมด 13.3 ล้านล้านบาท เป็นรายได้ของธุรกิจระดับ L เสีย 60% SMEs 40% ส่งออกก็ยังคงมีมูลค่าประมาณ 70% อยู่ดี ทำอย่างไรจะให้สินค้า SMEs ส่งออกเพิ่มขึ้นหรือมีรายได้เพิ่มขึ้นตามยุทธศาสตร์ Local Economy

ทั้งนี้เพื่อให้เกิด inclusive growth ทัดเทียมทุกภาค เพราะที่ผ่านมามีการเติบโตที่ต่างกัน เช่น กรุงเทพ ปริมณฑล 3.8 ภาคกลาง 3.0 ภาคตะวันออก 5 ภาคเหนือ 1.9 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.4 และภาคใต้ 3.0 การที่จะบูมเศรษฐกิจ EEC ยังจะช่วยเพิ่มมูลค่ารายได้ ภาคตะวันออกเป็นการเฉพาะมากขึ้น รัฐบาลควรมุ่งไปพัฒนาภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือควบคู่กันไปด้วย

ในฐานะประชาชนขอส่งกำลังใจให้รัฐฐาลประยุทธ์ 5 โดยเฉพาะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่เข้ามารับโจทย์ยากๆ ได้ใช้ประสบการณ์และการบริหารจัดการผลักดันให้ข้าราชการให้แผนแต่ละกระทรวงเดินหน้าภายใน 1 ปี ให้เห็น output outcome และ impact เป็นรูปธรรม เป็นฐากรากการพัฒนาไปสู่ประเทศไทย 4.0 ให้กับรัฐบาลเลือกตั้งเป็นแบบอย่างต่อไป