ทีมข่าวคิดลึก

จากนี้ไปสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือท่าทีอันแข็งกร้าวจาก "สองพรรค การเมือง" ทั้ง "ประชาธิปัตย์" และ "เพื่อไทย" เนื่องจากเป็นสองพรรคใหญ่ที่กำลังได้รับ "ผลกระทบ" อย่างรุนแรงจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะไม่เพียงแต่จะยังไม่ยอม "ปลดล็อก" เท่านั้น หากแต่ยังทำให้เกิดรายการรีเซตสมาชิกพรรคแบบซ่อนรูปทั่วประเทศขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา คสช.ได้มีคำสั่ง ที่ 53/2560 ขยายระยะเวลา 180 วัน ที่พรรคการเมืองต้องทำกิจกรรมตามกฎหมายให้แล้วเสร็จ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ให้เริ่มนับจาก 1 เม.ย.2561 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนดประมาณสิ้นเดือน ก.ย. 2561

แน่นอนว่าพรรคใหญ่ที่มีสมาชิกจำนวนมาก ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะตามมาได้ ด้วยเหตุนี้ตลอดหลายวันที่ผ่านมา จึงไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใดบรรดาแกนนำทั้งประชาธิ

ปัตย์ และเพื่อไทย จึงต้องออกมาดาหน้า ปกป้องสมาชิกพรรคของตนเองพร้อมทั้งเล่นบท "กร้าว" ใส่ คสช.จากข้อมูลพบว่า วันนี้ประชาธิปัตย์มีสมาชิกพรรคทั่วประเทศ ทั้งสิ้น2,895,954 คน ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีสมาชิก 134,834 คน ดังนั้นหากเดินตามธงตามคำสั่งของ คสช.ล่าสุดจะไม่มีทางทำได้ทันเวลา "ผมต้องออกมาเพื่อปกป้องสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์กว่า 2.8 ล้านคน เหตุใดหัวหน้า คสช. จึงต้องออกคำสั่งดังกล่าวเพื่อสร้างภาระและตัดสิทธิทางการเมืองของสมาชิกเหล่านี้ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม

ยืนยันว่า เราไม่สนใจว่าคำสั่งดังกล่าวที่ออกมาจะช่วยเหลือพรรคใดหรือทำให้ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบหรือจะเป็นการปลดล็อก หรือขยายเวลาอะไรหรือไม่ แต่เราเรียกร้องเพื่อให้ความเป็นสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคยังดำรงอยู่ เพราะไม่สามารถนิ่งดูดาย ปล่อยให้ใครมาข่มเหงรังแกสมาชิกพรรคได้"ราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้คำสั่ง คสช.เช่นเดียวกับ นพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่มองว่านี่คือการรีเซตซ่อนรูป ที่สองพรรคใหญ่กำลังเผชิญหน้า

"คงไม่ถึงกับรีเซตโดยตรง แต่ถ้าสมาชิกพรรคไม่มายืนยันความเป็นสมาชิกภายใน30 วัน และจ่ายค่าสมาชิกตามที่มาตรา 44 กำหนด ก็จะพ้นจากความเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งจะมีผลกระทบต่อพรรคที่มีสมาชิกมากๆ ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทย อาจทำให้เวลาที่กำหนดไว้สั้นเกินไปที่สมาชิกจำนวนมากซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศไม่ทราบข้อมูล อีกทั้งการจะให้พรรคติดต่อข้อมูลไปยังสมาชิกในช่วงเวลาสั้นๆ ก็อาจไม่ทันและทำให้จำนวนสมาชิกพรรคลดน้อยลงได้"

สถานการณ์ที่ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทย กำลังประสบอยู่ในเวลานี้ไม่ต่างไปจากการถูกบีบให้ต้องตกอยู่ในสภาพ "หลังพิงฝา" เพราะไม่ว่าจะแพ้ ตั้งแต่ยังไม่ลงสนามเลือกตั้งแต่ดูเหมือนว่าหนทางข้างหน้า แทบไม่มีทางเลือกอื่นให้กับสองพรรคใหญ่ให้เดินต่อ

โดยเฉพาะหากยังคงเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่ประกาศตัวยืนอยู่"ตรงข้าม" กับ คสช.ไม่ร่วมสังฆกรรมทางการเมือง ทั้งในวันนี้หรือหลังการเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า ประชาธิปัตย์และเพื่อไทย คงต้องเอาหลังพิงฝาเพื่อต่อสู้จนถึงที่สุดต่อไป !