แก้วกานต์ กองโชค

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2560 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยมีเนื้อหาสำคัญว่า

คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้พิจารณาแล้วเห็นว่า…จึงสมควรขยายกำหนดเวลาตามบทเฉพาะกาล มาตรา 141 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดเวลาดังกล่าวอาจขยายได้อยู่แล้วเป็นกรณี ๆ ไป โดยได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่เพื่อให้ทุกพรรคการเมือง ได้รับประโยชน์เสมอกันจึงควรได้รับการพิจารณาไปพร้อมกัน

พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ตาม ม.44 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ว่า สำหรับสาระสำคัญของคำสั่งดังกล่าว ระบุถึงการผ่อนคลายการดำเนินกิจกรรม ให้พรรคการเมืองทั้งพรรคเดิมและพรรคที่จะจัดตั้งใหม่ แบ่งเป็น 4 ห้วงระยะเวลา คือ 1) ตั้งแต่ออกคำสั่งฉบับนี้ จนถึง 1 มี.ค.2561 2) ตั้งแต่ 1 มี.ค.2561 จนถึง 1 เม.ย.2561 3) ตั้งแต่ 1 เม.ย.2561 จะเป็นการปลดล็อกใหญ่ 4) การปลดล็อก ด้วยการยกเลิกคำสั่งและประกาศ คสช.ฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้งโดยเสรี

นั่นหมายความว่า นับตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป พรรคการเมืองสามารถดำเนินงานทางด้านธุรการได้ สามารถจัดประชุมได้โดยขออนุญาตต่อ คสช.
จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นช่วยเหลือพรรคการเมืองใหม่ทางอ้อม

จนกระทั่งวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กินดีหมี วิจารณ์ทหารบางคนว่า "น่าเสียดายที่ทหารภาพลักษณ์ดีบางคนเสพติดอำนาจ เสพติดผลประโยชน์แล้วเอาแต่ท่องคาถา กูไม่โกงๆ แต่ประชาชนเห็นว่าโกงกันทั้งประเทศ เขาก็ยังปกป้องกันแบบกิ่งทองใบหยก น่ารักน่าเอ็นดู แต่ประชาชนส่ายหน้าและยากจนลงทั้งประเทศ ทหารกลุ่มนี้จึงสมคบคิดกับอดีตข้าราชการประจำ เจ้าสัว และนักการเมืองพันธุ์เก่าดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา โดยชูนายสมคิด (จาตุศรีพิทักษ์ )เป็นหัวหน้าพรรค และ ให้นายสถิตย์ (ลิ่มพงศ์พันธุ์ )เป็นเลขาธิการพรรคโดยมีตัวสำรองเป็นอดีต ส.ส.คนหนึ่ง แล้วเอานโยบาย "ประชารัฐ" ของรัฐบาลมาเป็นชื่อพรรค

“ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคืออดีตกำนันคนดังของภาคใต้ เพื่อสานต่อภาระกิจในการสนับสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด แล้วจะอ้างการปฏิรูปประเทศสวยหรูขึ้นมาบังหน้า แต่แท้จริงแล้วพล.อ.ประยุทธ์ ควรรู้จักพอเหมือนพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี”
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ตอบคำถามนักข่าวในเรื่องพรรคประชารัฐว่า “ไม่มี ยังไม่มี ยังไม่เห็นเลย”
แปลไทยเป็นไทยก็คือ พล.อ.ประวิตร อาจจะไม่ใช่นายทหารที่ “วัชระ” พูดถึง

เหล่านี้คือ ปัญหาการเมืองที่แก้ไม่ถูกปม แต่ปัญหาที่สำคัญกว่านั้นก็คือ “เงินในกระเป๋า” ของครัวเรือนกำลังร่อยหรอ โดยศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้สำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,203 หน่วยตัวอย่าง ในเรื่องสิ่งที่อยากได้จากรัฐบาลเป็นของขวัญปี 2561 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 28.51% อยากให้แก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร 27.68% อยากให้แก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน/ปัญหาการว่างงาน 13.63% อยากให้รัฐบาลปลดล็อกพรรคการเมืองและมีการเลือกตั้งภายในปี 2561 11.14% อยากให้รัฐบาลแจกเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยเป็นของขวัญปีใหม่ และ 7.07% อยากให้แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวน 1,166 ตัวอย่าง ในเรื่องของขวัญจากนายกฯ ที่ชาวบ้านอยากได้ พบว่า 42.4% อยากได้การแก้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพเป็นของขวัญ 34.4% อยากได้การแก้ปัญหาต้นทุนการเกษตร ราคาปุ๋ย ค่าปรับหน้าดิน ค่าเก็บเกี่ยว ลดการขูดรีดตั้งราคาสูงของนายทุน และแหล่งเงินกู้ยืมนอกระบบ 30.9% ระบุจัดระเบียบสังคม ยาเสพติด อาชญากรรม สถานบันเทิง มาเฟีย อิทธิพลมืด จราจร เป็นของขวัญปีใหม่ และ 26.8% ระบุรถไฟฟรี รถเมล์ฟรี แบ่งเบาภาระค่าสาธารณูปโภคและการเดินทาง

นั่นหมายความว่า ปัญหาปากท้อง และรายได้ของครัวเรือนในช่วงเวลานี้ ก็คือ ประเด็นที่คนไทยกังวล ทำให้คนไทยกังวลกับสภาวะเศรษฐกิจในครัวเรือนของตัวเอง
ส่งผลให้ ผลสำรวจระบุเรื่องผลค่าเฉลี่ยความสุขมวลรวมของประชาชนประจำปี 2560 โดยพบว่า ค่าความสุขมวลรวมของประชาชนเท่ากับ 6.05 จากคะแนนเต็ม 10 คือประชาชนสุขไม่มาก และเมื่อถามว่ามีความหวังจะก้าวต่อ หรือกลัวที่จะก้าวต่อในปีหน้านี้ พบว่า ส่วนใหญ่ 96.7% หวังจะก้าวต่อ แม้ยังมองไม่ชัดอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า ไม่ต้องแปลไทยเป็นไทยอีกครั้งว่า “ไม่มีความหวัง” !!!!