ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

นับว่าเป็น “ความมหามงคล” ของชาวไทยทุกคนที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสเนื่องในวาระดิถีวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2561 แก่ประชาชนชาวไทย เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ความว่า “บัดนี้ถึงวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2561 ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ ส่งความปรารถนาดีและอำนวยพรแก่ทุกๆ ท่านให้มีความสุขความเจริญ ให้มีกำลังกายกำลังใจ และสติปัญญาที่แจ่มใส เข้มแข็ง ตลอดจนประสบแต่ความสุขความเจริญอันเป็นมงคลยิ่งๆ ขึ้นไป...

ในรอบปีที่แล้ว บ้านเมืองของเรา ได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลายอย่าง ดังที่ท่านทั้งหลายก็คงจะตระหนักทราบดีอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าเหตุการณ์ใดๆ จะเกิดขึ้น เราคนไทยก็สามารถฝ่าฟันไปด้วยกันได้อย่างดี ด้วยความขันติ ใจเย็น ค่อยคิดค่อยทำไปอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่น ด้วยสติและเหตุผลอันพอเหมาะพอควร เพื่อประโยชน์และความสุขของประเทศชาติและประชาชน

ขอพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง จงปกป้องคุ้มครองรักษาและให้ขวัญกำลังใจต่อทุกท่านถ้วนหน้าในการที่จะเป็นพลังที่เข้มแข็งต่อประเทศและชาติบ้านเมืองของเราสืบต่อไป...”

ผ่านเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ไปแล้วหนึ่งสัปดาห์เต็ม แต่คนไทยเพิ่งจะเริ่มทำงานกันอย่างจริงๆ จังๆ กันวันนี้ เนื่องด้วยค่อยๆ ทยอยกลับกัน หรือเพิ่มจะคลายจากการ “บิดขี้เกียจ” และบางคนอาจอยากอยู่กับครอบครัว ซึ่งก็เข้าใจได้ แต่ผมนั้นรับสารภาพว่า หลังจากได้พักผ่อนเพียง 5-6 วันเท่านั้น “เริ่มเบื่อ!” เหตุผลเพราะว่าเป็นคน “ไฮเปอร์” หรือ “อยู่ไม่สุข” ทั้งๆ ที่อายุก็พอสมควรเลยเลขหกมาหลายปีแล้ว แต่ถ้าให้นั่งๆ นอนๆ มากๆ เข้าเดี๋ยวจะกลายเป็น “คนขี้เกียจ-สมองฝ่อ!” ไปเลย!

ดังนั้น จึงรีบบึ่งกลับกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 มกราคมซะเลย แล้วเริ่มเข้ามาทำงานตั้งแต่วันที่ 3 มกราคมทันที อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมผ่านปีใหม่มา 60 กว่าฤดูแล้ว เห็นโลกมาเยอะมากหลากหลายฤดูที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ที่ดีใจและสบายใจก็คือว่า “โลกเปลี่ยนไป!” ที่มีทั้งดีและเลวผสมปนเปกัน แต่ที่แน่ๆ ก็มีคนดีเกิดขึ้นมาแทนที่คนเดิม และก็มีคนไม่ดีและคนเลวที่ขึ้นมาแทนที่ เพราะฉะนั้น “โลกเราใบนี้มีทั้งคนดีและคนไม่ดีคนชั่วคนเลวผสมผสานกันไปตลอดเวลา” อยู่ที่ว่า “ผู้บริหาร-ผู้จัดการ” จะเป็นคนดีหรือคนเลวมากกว่ากันเท่านั้น!

“ถ้ามีคนดีมากกว่าคนเลว รับรองโลกปั่นป่วนแน่นอนครับ!” แต่เรายังโชคดีที่มีคนดีมากกว่าคนเลว โลกจึงยังอยู่กันได้ หรือจะพูดอย่างภาษาธรรมะกล่าวไว้ว่า “ถ้าระบบคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม หรือธรรมาภิบาลยังอยู่ในหัวใจคนส่วนใหญ่ที่เป็นฐานให้คนส่วนใหญ่ในโลกใบนี้ได้ยึดมั่นโลกก็ยังสวยงามน่าอยู่อีกต่อไป!”

ดังพระกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้เคยตรัสไว้หลายปีมาแล้วว่า “...เราต้องส่งเสริมสนับสนุนคนดีให้มีส่วนในการเข้ามาบริหารประเทศชาติ พร้อมทั้งให้คนดีมีส่วนร่วมในการเป็นตัวอย่างที่ดีให้สังคมยอมรับคนดีต่อๆ ไป...” ในลักษณะทำนองนี้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งหมายความว่า “เราต้องสนับสนุนและส่งเสริมและสร้างคนดีให้มากๆ เพื่อคนดีจะได้มีมากกว่าคนไม่ดี” เพราะฉะนั้นยังไงๆ “คนดีก็ยังคงมีอยู่มากกว่าคนไม่ดี แม้กระทั่งสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร” เพียงแต่ว่าเวลาที่เราดูข่าวตามสื่อต่างๆ นั้นมักจะมีการนำเสนอข่าวของ “คนไม่ดีแทบทั้งสิ้น” ส่วน “ข่าวคนดีนั้นแทบจะมีการนำเสนอน้อยมาก!” นี่ล่ะครับคือปัญหา!

อย่างไรก็ตาม ถามว่า “ปีจอ-ปีสุนัข” ของปีพ.ศ.2561 หรือค.ศ.2018 นี้จะบวกหรือลบหรือไม่อย่างไร ก็ต้องคาดการณ์ว่า สถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจนั้นน่าจะเป็นบวก แต่ด้านการเมืองนั้นน่าจะออกไปทาง “ดุดัน!” หรือทำนอง “เห่า” มากกว่า ส่วนจะ “กัด!” หรือไม่นั้น ก็ต้องบอกว่าคงไม่ “ดุเดือด” ขนาดนั้น เหตุผลก็เพราะว่า บรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายต่างขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวในการจับไม้จับมือในการที่จะทำกิจกรรม บวกกับวิพากษ์วิจารณ์ “อาจจะไม่มีการเลือกตั้งปลายปี 2561 แน่นอน!” ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงขู่เท่านั้นเมื่อปลายปีที่แล้ว ว่าถ้าการเมืองยังคงวุ่นวายกันมากมายนักอาจไม่มีการเลือกตั้งก็ได้

จริงๆ แล้วผมฟันธงได้เลยว่า “การออกมาโวยวายของบรรดาพรรคการเมืองและนักการเมืองทั้งหลายนั้น เป็นเพียงส่งเสียงเรียกกระแสของเกมส์การเมืองเท่านั้น เพียงเพื่อต้องการให้สังคมทราบว่า เรายังอยู่นะ!” ดังนั้นรัฐบาลคสช.ไม่จำเป็นต้องไปต่อล้อต่อเถียงอะไรใดๆ กับบรรรดาพรรคการเมืองมากมายนัก เพียงแต่ดำเนินการตาม “โร้ดแม๊ป” เท่านั้นและพยายามเดินหน้าเข้าสู่ “โหมดเศรษฐกิจ” ให้ดีที่สุด โดยพยายามออกมาตรการกระจายรายได้สู่พี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่มีรายได้น้อยระดับรากหญ้าที่มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 65-70 ให้เร็วที่สุดอย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 6-8 เดือนนับจากนี้เป็นต้นไป ประเทศชาติจะลืมตาอ้าปากได้

ถามว่า “ยากมั้ย” ก็ต้องตอบว่า “ยากมาก!” แต่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลต้องทั้งรีบเร่ง พร้อมทั้งออกทำการสำรวจว่าประชาชนและเกษตรกรมีรายได้ดีขึ้นหรือไม่อย่างไร

วิชาการนั้นอาจได้ผลในระดับหนึ่ง แต่จะได้ผลจริงๆ นั้นต้อง สำรวจในเชิงรูปธรรม ด้วยทั้งการสำรวจเข้าถึงพื้นที่ และเกาะติดสถานการณ์กับ “ภาคราชการ” และที่สำคัญต้องอาศัยความร่วมมือกับ “ภาคเอกชน” และ “สื่อมวลชน” ทุกเครือข่าย ที่ต้องเรียนตามตรงว่า “ต้องมีทีมงาน!”

“ปีจอ” นี้ต้องเรียนว่า ไม่ว่าจะมีการคาดการณ์ว่า “เศรษฐกิจจะดีอย่างไร” ก็ต้องขึ้นอยู่กับ “การทำงานเป็นทีมเวิร์คของฝ่ายทีมเศรษฐกิจ” ที่ต้องเป็นทีมใหญ่ที่ต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่ทุกระดับชั้น และทุกเครื่องยนต์ โดยเฉพาะประชาชนระดับล่างทั้งภาคการเกษตรและภาคประชาชนระดับรากหญ้า!