ทวี สุรฤทธิกุล

“เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง – Well begun is half done”

คนที่ถือฤกษ์ถือยามครั้นถึงปีใหม่ก็จะพยายามทำวันแรกของปีใหม่ให้ดีที่สุด เช่น บางคนพอหลังสองยามพ้นวันที่ 31 ธันวาคม ก็จะอาบน้ำให้ร่างกายสะอาดสดใส หรือสวดมนตร์ให้จิตใจแจ่มใสสุขสบาย นัยว่าจะทำให้ปีใหม่นี้ทุกอย่างสดใจ ราบรื่น สะดวกสะบาย มีเสน่ห์ และประสบความสำเร็จทุกประการ

ในทางการเมืองไทยก็ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปใส่บาตรแต่เช้าร่วมกับรัฐมนตรีและข้าราชการ พร้อมกับให้สัญญา(อีกแล้ว)ว่าจะทำให้คนไทยหายยากจนเป็นของขวัญแก่คนไทยในปีนี้ ซึ่งก็อาจจะถือได้ว่าเป็นการ “พูดดี” เอาฤกษ์เอาชัยให้แก่รัฐบาล ที่น่าจะรวมถึง คสช.และการปกครองในระบอบทหารนี้ด้วย เพราะถ้าคนไทยไม่หาย “จน” คนที่รับผิดชอบที่กล่าวมาข้างต้นก็อาจจะ “เจ๊ง” ไปได้

ผู้เขียนเป็นอีกคนหนึ่งที่เชื่อว่า “ฤกษ์ยาม” นั้นมีอยู่จริง แต่เชื่อในแนวของวิทยาศาสตร์คือต้องสามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ เป็นต้นว่า เมื่อสัญญาหรือพูดอะไรไว้ก็ต้องทำให้เป็นจริงได้อย่างนั้น หรืออย่างน้อยก็ต้องแสดงให้เห็นถึง “ความพยายาม” หรือ “ความจริงใจ” ที่จะทำเรื่องนั้นให้สำเร็จ ฤกษ์ยามที่ผู้เขียนเชื่อถือนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการรอคอยให้โชควาสนาเข้ามาหาเรา แต่เราต้องออกไป “หา” หรือ “ต่อสู้” เพื่อให้ได้มาซึ่งโชควาสนาเหล่านั้นให้ได้

ด้วยแนวคิดของ “วิทยาศาสตร์แห่งฤกษ์ยาม” ข้างต้นนี้ ผู้เขียนจึงเชื่อว่า คสช.ได้ประสบความล้มเหลวมาตั้งแต่ต้น นับตั้งแต่วันแรกที่ได้ทำการรัฐประหาร คือในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นั้นแล้ว

ประการแรก คสช.ได้ทำการยึดอำนาจด้วยการ “แยกคู่ขัดแย้งออกจากกัน” คือเอาตัวแกนนำของคู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายไปขังแยกกันไว้ต่างสถานที่ ในขณะที่เป้าหมายของการยึดอำนาจตามที่ประกาศต่อสาธารณะนั้นบอกว่าเป็นการทำรัฐประหารเพื่อแก้ไข “ความขัดแย้ง” แต่แทนที่จะเอาคู่ขัดแย้งเหล่านั้นมาอยู่ร่วมกัน (อย่างน้อยให้กินนอนอยู่ร่วมกันสัก 2 – 3 เดือน เหมือนนักเรียนที่มาเข้าเรียนและเรียนร่วมห้องเดียวกัน ก็จะสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ) อันนี้ก้เป็นการกระทำที่ “เสียฤกษ์” เป็นเรื่องแรก

ประการต่อมา คสช.ไม่มีความจริงใจต่อพันธมิตรหรือคนที่มาทำงานให้ เช่น การตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญชุดอาจารย์บวรศักดิ์ ก็ดูเหมือนว่าจะมีความร่วมมือกันด้วยดีในระยะแรก แต่พอทำรัฐธรรมนูญออกมาไม่เป็นดั่งใจก็ยุบเลยทั้งสองคณะนั้น(โดยรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่สาวเหลี่ยมกลไว้) แล้วตั้งคณะยกร่างใหม่ที่มีอาจารย์มีชัยนำคณะ กับเอา สปช.บางส่วนมาผสมกับคนใหม่เป็นสภาขับปฏิรูปประเทศ (สปท.)อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การกระทำอย่างนี้คนโบราณบอกว่าเป็นเรื่องของ “อสัตย์” คือความไม่ซื่อตรง ไม่คงเส้นคงวา แม้แต่กับมิตรและบริวาร จึงเป็นเรื่องที่ไม่เป็นมงคลมาแต่เริ่มแรก ซึ่งทำให้เป็นการ “เสียฤกษ์” เป็นซ้ำที่สอง

อีกประการหนึ่ง คสช.นี้ให้สัญญาอย่าง “ลมๆแล้ง” คือไม่สามารถทำได้อย่างที่สัญญาไว้แต่แรกนั้น โดยเฉพาะคำสัญญาที่เป็นหลักใหญ่ๆ สำคัญๆ คือ ความปรองดอง การปฏิรูปประเทศ และการลดความเหลื่อมล้ำ อย่างเช่นในเรื่องความปรองดองนั้นแม้เริ่มต้นจะสร้างความชอกช้ำอดสูใจให้แก่แกนนำคู่ขัดแย้งด้วยการจับไปขังไว้ดังที่กล่าวมานั้นแล้ว แต่ในระยะเวลาที่ผ่านมาสามปีเศษก็ไม่เห็นมีอะไรคืบหน้า และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ คสช.ได้เข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งเสียเองด้วยอีกกลุ่มหนึ่ง คือขัดแย้งกับพรรคการเมืองและกลุ่มประชาชนต่างๆ ดังที่ปรากฏเนข่าวอยู่ในขณะนี้

สำหรับการปฏิรูปประเทศเราก็เห็นอยู่แล้วว่า แม้แต่ทหารข้างกายที่มีเรื่องมัวหมองท่านก็ไม่กล้าดำเนินการอะไรกับเขา เพราะเขาเหล่านั้นคือฐานอำนาจทางการเมืองของท่าน เช่นเดียวกันกับการปฏิรูปตำรวจท่านก็ยัง “ยึกยัก” ไม่กล้าทำอะไรเพราะตำรวจก็เป็นอีกฐานอำนาจหนึ่งของท่าน การไม่กล้าจัดการกับปัญหาใหญ่ๆ เหล่านั้นก็ยิ่งเป็นการขยายความเหลื่มล้ำในสังคมไทยให้มีมากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะมันได้สร้างวัฒนธรรม “อำนาจนิยม” ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ความบ้าอำนาจของผู้ปกครองย่อมทำให้ประชาชนมองได้สถานเดียวว่า ท่านได้ใช้อำนาจนั้นรักษาอำนาจและสืบทอดอำนาจ เพื่อให้ท่านและพรรคพวกยังคงความยิ่งใหญ่ไม่มีใครกล้าทำอะไรได้ ดังนี้ประชาชนก็จะมุ่งแสวงหาอำนาจหรือไม่ก็ต้องเข้าด้วยหรือยอมสวามิภักดิ์ต่อผู้มีอำนาจ เพื่อที่ประชาชนเหล่านั้นจะได้มีผู้มีอำนาจไว้ปกป้องคุ้มครองและเป็นที่พึ่งพิงตลอดไป

อนึ่ง ก่อนปีใหม่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์เป็นสัญญากับสาธารณชนว่า ท่านจะปรับแก้ปรับปรุงตัวท่านเอง จะไม่พูดจากระโชกโฮกฮาก จะไม่ทำเสียงดุใส่ผู้คน และหวังว่าผู้คนจะรักท่านเช่นที่เคย แต่เมื่อเราเห็นแล้วว่าสิ่งที่ท่านพูดมานั้นไม่สามารถทำได้อย่างที่พูด หรือหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาสามปีเศษนั้นท่านก็ไม่ได้ใช้ความพยายามที่จะทำ รวมถึงที่คนจำนวนหนึ่งได้รู้แล้วว่าท่านไม่มีความจริงใจเท่าใดนัก ดังนั้นด้วยการกระทำที่ทำให้ “เสียฤกษ์” คือหมดความเชื่อถือมาโดยลำดับนั้น ก็ทำให้ทุกอย่างไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป

ครับ “เริ่มต้นไม่ดีก็ชีช้ำทั้งหมด – Bad begun is all run.