สมนามตามสมญา “ผู้นำประเทศจอมสร้างสีสันแห่งยุค” โดยแท้

นั่นคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา แดนพญาอินทรี

ทั้งนี้ เพราะมิว่าจะขยับทำอะไร เป็นได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เสียงขรมกันเมื่อนั้น

เรียกว่า ถ้าไม่ถูกถล่มกันจมหู ก็ต้องบอกว่า เป็นประธานาธิบดีทรัมป์ตัวปลอม ว่ากันอย่างนั้น

ไล่วีรกรรมต่างๆ ไปนับตั้งแต่เข้า “ทำเนียบขาว” ในฐานะประธานาธิบดีของอเมริกาช่วงที่ผ่านมา เริ่มจากการออกคำสั่งพิเศษประธานาธิบดีห้ามพลเมืองของ 7 ชาติมุสลิมเข้าประเทศ

การรื้อระบบประกันสุขภาพสมัยอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ทำไว้ครั้งก่อน

การปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษี อย่างชนิด “ผ่าตัดใหญ่” เป็นอาทิ

ทั้งหมดล้วนถูกวิพากษ์วิจารณ์กันแบบถล่มจมดิน แถมหลายกรณี ก็ทวีสถานการณ์ลามปามไปถึงขั้นจุดกระแสก่อม็อบต่อต้านจนวุ่นวายกันไปทั่ว

ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์ โดยคณะทำงานของเขา ซึ่งในครั้งนี้มี “กระทรวงมหาดไทย” ภายใต้การนำของ “รัฐมนตรีว่าการฯ ไรอัน ซิงค์” ได้เสนอ “โครงการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกไหล่ทวีป” หรือที่เรียกว่า “โอซีเอส” ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นโครงการขุดเจาะน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติในพื้นที่นอกชายฝั่ง นั่นเอง

โครงการดังกล่าวเป็นโครงการแห่งชาติ ซึ่งก็คือ ระดับชาติ นั่นเอง

โดยโครงการนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ ของรัฐมนตรีว่าการฯ “ไรอัน ซิงค์” เสนอให้สามารถดำเนินการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในพื้นที่นอกชายฝั่งของสหรัฐฯ ได้เกือบทั้งหมด คือ ร้อยละ 90 กันเลยทีเดียว ซึ่งรวมถึงนอกชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันตก และรัฐเมน ในมหาสมุทรแอตแลนติก ทางตะวันออกของประเทศ อันเป็นพื้นที่ที่ถูกคำสั่งทางการวอชิงตัน ห้ามขุดเจาะมาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ

ทั้งนี้ โครงการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ว่า ก็มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปีด้วยกัน ตั้งแต่ปี 2562 – 2567

พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีฯ “ซิงค์” มีอรรถาธิบายผ่านแถลงการณ์ของเขาด้วยว่า เป็นการพัฒนาทรัพยากรพลังงานนอกชายฝั่งอย่างมีความรับผิดชอบ มีความปลอดภัย และการดำเนินการจัดการที่ดี ซึ่งทั้งหมด
ทั้งปวงที่ว่า ก็จะมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เอง โดยความมั่นคงทางพลังงาน ก็จะทำให้สหรัฐฯ ลดการพึ่งพาการนำเข้าด้านพลังงานจากต่างแดน และเป็นหลักประกันว่า ประเทศจะไม่ต้องหวั่นวิตกว่าจะขาดแคลนทางพลังงาน ส่วนทางด้านเศรษฐกิจนั้น โครงการข้างต้น ก็จะช่วย “สร้างงาน” ให้แก่ประชาชน เพราะโครงการที่ว่า ก็จะครอบคลุมการจ้างงานด้านต่างๆ ไล่ไปตั้งแต่การเตรียมความพร้อมพื้นที่ ทั้งเพื่อการสำรวจแหล่งทรัพยากรพลังงาน การขุดเจาะ รวมไปถึงการพัฒนา การแปรรูป ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ใช่แต่เท่านั้น “มท.1แห่งเมืองลุงแซม” ยังคุยโวด้วยว่า โครงการที่ทางมหาดไทยนำเสนอในครั้งนี้ จะทำให้สหรัฐฯ กำลังจะกลายเป็นมหาอำนาจทางพลังงานอย่างแข็งแกร่งที่สุด

ส่วนเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่หลายฝ่ายหวั่นวิตกถึงผลกระทบที่จะตามมานั้น รัฐมนตรีฯ “ซิงค์” ระบุว่า โครงการนี้จะทำเงินสร้างรายได้ให้แก่สหรัฐฯ จำนวนหลายพันล้านดอลลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเงินจำนวนนี้จะย้อนกลับมาจัดสรรใช้ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ อันได้แก่ แนวชายฝั่ง ที่ดิน ตลอดจนสวนสาธารณะต่างๆ ในสหรัฐฯ

ภายหลังจากการนำเสนอโครงการถูกรายงานออกไป ก็ปรากฏว่า มีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงต่อต้าน แต่โดยส่วนมากจะเป็นเสียงต่อต้านเสียมากกว่า จากการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม หรือแม้กระทั่งบรรดานักการเมืองในสหรัฐฯ เอง

โดยเสียงสนับสนุนก็มมีตัวอย่างเช่น นายพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ที่ถึงกับเอ่ยปากว่า เป็นการประกาศข่าวครั้งยิ่งใหญ่ที่มีผลต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งโครงการนี้จะมีผล มีความหมายต่อการสร้างงาน สร้างรายได้ ให้แก่สหรัฐฯ นอกเหนือจากผลผลิตด้านพลังงาน

ขณะที่ ฝ่ายต่อต้านก็ปรากฏว่า ดาหน้ามากันหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นบรรดาเหล่าอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกว่า 60 กลุ่ม ที่ถึงขนาดเอ่ยประณามเช่นเดียวกันว่า ไม่ผิดอะไรกับการอภินันทนาการอันน่าละอายให้แก่บริษัทอุตสาหกรรมด้านพลังงานทั้งหลาย

นอกจากนี้ ก็มีนักการเมืองระดับสมาชิกสภานิติบัญญัติอีกจำนวนกว่าร้อยคนออกมาต่อต้าน เช่น “แม็กกี ฮัสซัน” สมาชิกวุฒิสภา หรือสภาซีเนต รัฐนิวแฮมป์เชียร์ พรรคเดโมแครต รวมถึงบรรดาผู้ว่าการรัฐต่างๆ ที่อยู่ริมฝั่ง แม้แต่ของรีพับลิกัน อันเป็นพรรครัฐบาลเอง อาทิ ผู้ว่าการรัฐแมรีแลนด์ รัฐเซาท์แคโรไลนา และฟลอริดา เป็นต้น ต่างออกมาดาหน้าคัดค้าน พร้อมตำหนิวิจารณ์กันเสียงขรม พร้อมยกเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาขึ้นเป็นประเด็น

อย่างนายริก สก็อตต์ ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา ระบุว่า นโยบายและภารกิจอันดับแรกของตนในฐานะผู้ว่าการรัฐฟลอริดาแห่งนี้ก็คือ การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ซึ่งตนได้เสนองบประมาณจำนวน 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อใช้ในการนี้

ทางด้าน บรรดานักวิเคราะห์ก็แสดงทรรศนะว่า การมุ่งโจมตีคณะรัฐบาลทรัมป์ ด้วยการเปรียบเทียบกับอดีตประธานาธิบดีโอบามา ให้แตกต่างกันสุดขั้วแบบฟ้ากับเหว ก็ไม่ถูกต้องเสียเลยทีเดียว เพราะในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกของนายโอบามา ก็เคยเปิด “ไฟเขียว” ด้วยการอนุมัติให้มีการขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง เมื่อปี 2553 ก็ยังมีมาแล้ว ก่อนมาทำตัวเป็นพ่อพระด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการมีคำสั่งห้ามขุดเจาะน้ำมั้นบริเวณนอกชายฝั่งตอนเหนือของสหรัฐฯ เอาเมื่อตอนใกล้อำลาจากทำเนียบขาวเต็มทน คือ ช่วงดือนธันวาคม ปี 2559 ซึ่งคำสั่งห้ามในสมัยของประธานาธิบดีโอบามาข้างต้น หากทางประธานาธิบดีทรัมป์ ต้องการยกเลิก ก็ต้องพึ่งเสียงจากรัฐสภา หรือสภาคองเกรส เป็นพลังขับเคลื่อนยกเลิกคำสั่งข้างต้น ซึ่งก็ต้องใช้กำลังภายใน คือ ล็อบบี้ กันขาขวิดในระหว่างนี้

อย่างไรก็ดี บรรดานักวิเคราะห์ก็มีข้อกังขาของคณะรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ สำหรับการยื่นข้อเสนอโครงการที่ทำท่าว่าจะกลายเป็นโครงการเจ้าปัญหานี้ด้วยเหมือนกันว่า แท้จริงแล้วอาจเอื้อประโยชน์ให้แก่บรรดาบริษัทด้านพลังงานที่เป็นกลุ่มทุนพลังขับเคลื่อนให้นายทรัมป์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น “เอ็กซอนโมบิล” ที่นอกจากนายทรัมป์เคยร่วมลงทุนจำนวนนับแสนดอลลาร์สหรัฐฯ แถมยังมีอดีตซีอีโอของบริษัทแห่งนี้ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ คือ นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน นอกจากนี้ ก็ยังมี “เชฟรอน” ที่มีรายงานว่า นายทรัมป์เคยไปร่วมลงทุนด้วยนับล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เช่นเดียวกับ โทเทล บีเอชพีบิลลิตัน และโคโนโคฟิลิปส์” ก็มีรายงานว่า นายทรัมป์เคยร่วมลงทุนด้วยจำนวนเงินที่ไม่น้อยเหมือนกัน