เสรี พงศ์พิศ
www.phongphit.com

การถกเถียงเรื่องรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income – UBI) ในเวทีต่างๆ ทั่วโลกวันนี้ มีข้อเสนอที่สรุปได้ว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำการวิจัยทดลอง คล้ายกับการทดลองวัคซีน เพื่อทดสอบผลที่เกิดกับชุมชนนำร่อง หารูปแบบหลากหลาย ให้ได้โมเดลที่เหมาะสมกับประเทศของตน

เท่าที่ทราบ เมืองไทยยังไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ยังไม่มีแผนที่จะทดลองนำร่องเรื่องนี้ และไม่แน่ใจว่าผู้เกี่ยวข้องสนใจเรื่องนี้หรือไม่ เพราะที่สุดเป็นเรื่องของ “กระบวนทัศน์” ที่ใช่จะเปลี่ยนกันง่าย

ที่ผ่านมาก็มีโครงการสวัสดิการแบบต่างๆ มากมาย ออกมาเป็น “โครงการ” หลากหลายรูปแบบบนฐานคิดการสงเคราะห์ “คนจน” “ผู้มีรายได้น้อย” “ผู้สูงอายุ” “คนพิการ” “คนตกงาน”

แต่ก็มีบางโครงการที่มีลักษณะเป็นรัฐสวัสดิการที่ดี อย่างเรื่องสุขภาพถ้วนหน้าและเรื่องการศึกษา อย่างแรกยังอยู่ อย่างหลังก็ยังอยู่แต่ปรับให้แคบลง ไม่ “ถ้วนหน้า” เหมือนตอนเริ่มต้น

กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 ซึ่งให้โอกาสทุกคนเรียนถึงระดับอุดมศึกษาได้โดยไม่เสียค่าเล่าเรียน เมื่อเรียนจบทำงานและเสียภาษีก็ให้ค่อยๆ จ่ายคืน ถ้าไม่เสียภาษีก็ไม่ต้องจ่ายคืน

กรอ.เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ขาดโอกาสจำนวนมากได้เรียนถึงระดับปริญญาตรี ซึ่งหมายถึงการให้ความเป็นธรรมทางสังคมแก่คนจำนวนมากซึ่งหากไม่มีกรอ.ก็หมดสิทธิ์เรียน เพราะยากจน โครงการมหาวิทยาลัยชีวิตซึ่งเปิดตั้งแต่ปี 2548 นักศึกษาเรียนมากเพราะมีทุนนี้ และลดลงมากเมื่อทุนนี้เปิดไว้เฉพาะสำหรับสาขาที่ “สังคมต้องการแรงงาน” (โดยไม่คิดว่าชุมชนท้องถิ่นต้องการรผู้นำทางปัญญา)

สาเหตุน่าจะมาจาก “แพง” และอาจ “ถังแตก” เลี้ยงตัวเองไม่ได้ในที่สุด โดยไม่คิดว่าการศึกษาเป็นการลงทุน “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” ไม่ใช่สวัสดิการ แต่เป็นการลงทุนทางสังคม เพื่อสังคมจะได้มีคนมีความรู้ ชุมชนจะได้มีผู้นำทางปัญญา

รัฐบาลนี้ควรพิจารณานำเรื่อง กรอ.มาใช้ในยามที่บ้านเมืองต้องการคนมีความรู้ มีการศึกษาเพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศ เปิดโอกาสให้ทุกคนที่เรียนจบมัธยมปลายให้ได้ศึกษาต่อถึงระดับอุดมศึกษา เพราะ “เป็นการสร้างความยุติธรรมทางสังคม” และ “เปิดโอกาสกว้างขวางมากขึ้นให้หางานทำหรือคิดงานได้เอง” อย่างที่เดวิด บลังเคตต์ อดีตรัฐมนตรีศึกษาในรัฐบาลโทนี แบลร์เคยกล่าวในการเสนอโครงการปฏิรูปการศึกษาเมื่อ 20 ปีก่อน

รัฐบาลมีงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลายล้านล้านบาท แต่ไม่มีแผนการลงทุนด้วยงบประมาณที่สำคัญใหม้เกิด “โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” ให้สังคม

นอกนั้น สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนกว่า 170 แห่ง กำลังประสบปัญหาเรื่องจำนวนนักศึกษา ถ้ารอแต่เด็กอายุ 17-18 คงปีหนึ่งไม่กี่แสนคน แต่ผู้ใหญ่ที่จบมัธยมปลายและมีศักยภาพที่จะเรียนกศน.ให้จบม.ปลายมีอยู่มากกว่า 10 ล้านคน คนเหล่านี้มีศักยภาพที่จะเรียนถึงระดับอุดมศึกษาได้ ถ้าหากมีทุนและมีการจัดการศึกษาที่เหมาะสม ที่ตอบโจทย์ของคนและสังคมที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

สังคมใหม่ต้องการคนมีความรู้ ใช้ “สมอง” มากกว่า “มือ” เพราะงาน “มือ” จะถูกแทนที่ด้วย “ปัญญาประเดิษฐ” เกือบหมด ที่เหลืออยู่ก็จะย้ายไปอยู่ประเทศที่กำลังพัฒนา แม้แต่งาน “สมอง” ก็ต้องมีการเรียนรู้ ใช้ความรู้ความสามารถและการปรับตัว

และถ้าหากว่า รัฐบาลมีโครงการรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า ก็จะทำให้คนที่เรียนจบมามีเสรีภาพในการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มากขึ้น เพราะมีหลักประกัน (safety net) ที่ทำให้มีงานที่ทำให้ชีวิตมีคุณภาพ สังคมมีคุณภาพ ส่วน “แรงงาน” ที่สังคมต้องการก็มี “ปัญญาประดิษฐ” ทำแทนได้แล้ว

โครงการที่สอง คือ “ต้นกล้าอาชีพ” ในยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ (2551-2553) ที่เกิดเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก รัฐบาลอยากช่วยเหลือคนตกงาน ให้เงินไปฝึกอาชีพให้มีรายได้ ผมได้ร่วมทำ 1,000 กลุ่มๆ ละ 50 คน รวม 50,000 คน โดยให้ผู้เรียนทำ 4 แผน แผนชีวิต แผนอาชีพ แผนการเงิน แผนสุขภาพ

ได้ทราบว่ามีการประเมินและพบว่า โครงการที่ใช้เครื่องมือนี้ได้ผลดีที่สุด เพราะชาวบ้านบอกว่า “ได้ความรู้ ได้ปัญญา ได้เงิน” ทำให้ไปตั้งหลักได้ ไปพัฒนาอาชีพต่อและทำอะไรได้หลายอย่าง

ในเมื่อได้ข้อมูลผู้มีรายได้น้อยแล้ว รัฐบาลน่าจะกล้าหาญพอที่จะทดลองทำโครงการ “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” อาจลดลงเป็น 1,000-2,000 บาท แต่ให้ทุกเดือนเป็นเวลา 1 ปี แล้วพิจารณาปีต่อไปว่าจะเพิ่มหรือไม่อย่างไรเท่าไร เพียงแต่ต้องเริ่มต้นนำร่องในพื้นที่และจำนวนคนจำกัดก่อน

อย่างไรก็ดี จากบทเรียน “ต้นกล้าอาชีพ” อยากเสนอว่า รัฐบาลควรให้มีการเรียนรู้ การทำ 4 แผน คือ แผนชีวิต แผนอาชีพ แผนการเงิน แผนสุขภาพ ให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีอยู่ทุกจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานราชการต่างๆ ช่วยชาวบ้านในเรื่องนี้

เห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไร ถ้านักวิชาการหรือเทคโนเครตให้ความสนใจศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ศึกษาแนวคิดและติดตามงานวิจัยนำร่องในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งแค่เข้าอินเทอร์เน็ตก็หาข้อมูลได้ท่วมท้น จะได้ไม่อายอินเดีย เคนยา ยูกันดา ที่เห็นว่าจนกว่าไทย แต่เดินหน้าวิจัยนำร่องเรื่องนี้ไปแล้ว