ทีมข่าวหน้า 1

"การทุจริตคอร์รัปชัน" ยังคงเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่ท้าทายสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างมาก ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันคือสาเหตุสำคัญลำดับต้นๆ ที่นำไปสู่การยึดอำนาจของ "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. โดย "พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ

ทว่าการทุจริตในวงราชการยังคงเบ่งบานทั่วประเทศ โดยเฉพาะข้อมูลการร้องเรียนและการดำเนินคดีการทุจริตประพฤติมิชอบยังคงโฟกัสไปที่นักการเมืองท้องถิ่น และพนักงานเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น โดยหัวหน้า คสช.ได้ใช้ยาแรง มาตรา44 สั่งให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ข้าราชการ หยุดปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 101 คน แบ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่น 191 คน พนักงานท้องถิ่น 104 คน และข้าราชการทั่วไป92 คน อื่นๆ 14 คน จวบจนขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.ก็ยังไม่สามารถชี้มูลความผิดใดได้ จนมีเสียงเรียกร้องจากผู้นำ อปท.ให้ปลดล็อกคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ถูกกล่าวหา ด้วยการกลับมาใช้กฎหมายปกติตรวจสอบเช่นเดิม และกฎหมายปกติที่มีอยู่แต่เดิม

แม้ คสช.จะใช้ยาแรงปราบปรามการทุจริต กระนั้นยังมีนักการเมืองท้องถิ่น และพนักงานท้องถิ่น ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ใช้อำนาจรัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับพวกพ้องโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง

"สยามรัฐ" ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณตาม "โครงการไทยเข้มแข็ง"(สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ซึ่งเป็นงานเบิกงวดเดียว โดย "เทศบาลตำบลบึงบูรพ์" อ.บึงบูรพ์ จ.ศรีสะเกษจำนวน 3 โครงการประกอบด้วย 1.ก่อสร้างถนน คสล. สายชุมชนสวนสนุกคลองส่งน้ำชลประทาน 2.ก่อสร้างถนนคสล.สายชุมชนหนองหล่ม-ชุมชนมิตรภาพ(ช่วงที่3) และ 3.ก่อสร้างสนามฟุตบอล ลู่-กรีฑาระบบรดน้ำ รั้วเหล็กรอบลู่ ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดบึงบูรพ์ธุรกิจโยธาเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างทั้งหมด

สำหรับงบประมาณไทยเข้มแข็งนี้"นายไอคุ้น ปัญจศุภวงศ์" เป็นผู้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณ ครั้งที่ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบึงบูรพ์ แต่ภายหลังนายไอคุ้นแพ้การเลือกตั้ง นายศักดิ์ชัย บุญเย็น ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบึงบูรพ์ อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าว ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ให้ตรวจสอบถึงความไม่โปร่งใส เพราะมีการกล่าวหาว่าปลอมสัญญาจ้างทั้ง 3 โครงการ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยว ข้องทำเป็นขบวนการ

ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ"หจก.บึงบูรพ์ธุรกิจโยธา" โดยมี นายไอคุ้น ปัญจศุภวงศ์ เป็นผู้ก่อตั้ง และปัจจุบันนายไอคุ้นก็กลับมาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบึงบูรพ์ และแม้จะหมดวาระแต่ยังทำหน้าที่รักษาการ ตามคำสั่งคสช.

ทั้งนี้ หจก.บึงบูรพ์ฯ นี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า มีนางจิราภา เชียวาเรลลา หุ้นส่วนผู้จัดการ (แม่ยายนายสราวุธ) แต่เมื่อมีประชาชนร้องเรียน และเป็นที่ทราบว่านางจิราภาไม่เคยมีส่วนรู้เห็นและไม่เคยเดินทางมายังเทศบาลตำบลบึงบูรพ์ แม้แต่วันทำสัญญาก็ไม่ได้มาลงนามต่อหน้าพนักงาน หรือหน่วยงานราชการที่ว่าจ้างแม้แต่ครั้งเดียว จึงมีการเปลี่ยนแปลงให้นายสราวุธ ปัญจศุภวงศ์ (บุตรนายไอคุ้น) เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทน

ขณะที่นายไอคุ้นพลาดท่าพ่ายแพ้ต่อการเลือกตั้ง นายศักดิ์ชัย บุญเย็น ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบึงบูรพ์ ก็ไม่ได้ยับยั้งโครงการที่ถูกร้องเรียนทั้ง 3 โครงการแต่อย่างใด กลับลงนามในสัญญาจ้าง หกจ.บึงบูรพ์ฯ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบถึงความไม่โปร่งใสของโครงการดังกล่าว ส่งผลให้นายศักดิ์ชัยไม่กล้าที่จะอนุมัติเช็คจ่ายเงินให้กับ หกจ.บึงบูรพ์ฯ แต่นางจิตตา สมณา หัวหน้ากองคลัง ได้ทำหนังสือเร่งรีบให้นายศักดิ์ชัยอนุมัติเบิกจ่าย โดยอ้างคำสั่งกระทรวงมหาดไทย โดยมีนางจิตตา และนายวิศิษฐ์ ทองรอง ปลัดทต. ลงนาม ทำให้นายศักดิ์ชัยต้อง อนุมัติสั่งจ่ายเช็ค ไป 2 โครงการ เหลือเพียงโครงการ ถนน คสล.สายชุมชนหนองหล่ม-ชุมชนมิตรภาพที่ไม่ได้อนุมัติสั่งจ่ายจน หกจ.บึงบูรพ์ ฟ้องร้องนายศักดิ์ชัยตามมาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ศาลได้ยกคำร้องโดยให้เหตุผลว่า หกจ.บึงบูรพ์ฯ เป็นผู้กระทำผิดจะมาฟ้องร้องนายศักดิ์ชัยมิได้

ใบเสร็จสำคัญยิ่งสำหรับการทุจริตอื้อฉาวนี้ ก็คือการก่อสร้างสนามกีฬาฯที่ใช้งบประมาณก่อสร้างเกือบสามล้านบาท แต่ไม่สามารถเปิดใช้งานได้ เนื่องจากมีการก่อสร้างที่ผิดสเปก ปัจจุบันกลายเป็นสนามกีฬารกร้างมีหญ้าขึ้นปกคลุม ลู่วิ่งไม่ได้มาตรฐาน มีการใช้เหล็กเส้น และการบดอัดพื้นผิวที่ผิดสเปก เช่นเดียวกับถนนอีกสองสายที่มีปัญหาที่แตกร้าวทรุดตัว

นอกจากโครงการไทยเข้มแข็ง 3 โครงการแล้ว ยังพบว่านายไอคุ้น และนายสราวุธบุตรชายตกเป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ตามลำดับในคดีเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายก่อสร้างอาคารจำนวน 16 คูหาโดยผิดกฎหมาย และทำเอกสารเท็จร่วมกับพนักงานเทศบาลตำบลบึงบูรพ์

โดยนายไอคุ้นและนายสราวุธได้ขอแบ่งซื้อที่ดินโฉนด 2340 จากนางคำสอน พรหมคุณ และในปี 2542 นายไอคุ้นได้รับเลือกให้เป็นนายกเทศมนตรีตำบลบึงบูรพ์สมัยแรก นายไอคุ้น ได้ให้บุตรชายคือนายสราวุธมาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ หกจ.บึงบูรพ์ฯแทนตน และถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนที่ซื้อจากนางคำสอนแทน

ต่อมาในปี 2545 นางคำสอนจำเป็นต้องใช้เงินได้ตกลงแบ่งขายที่ดินอีก2 ไร่ให้นายไอคุ้น แต่เมื่อถึงวันแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์นายไอคุ้นได้ให้นายสราวุธมาหลอกนางคำสอนที่ไม่รู้หนังสือไปสำนักงานที่ดินให้โอนที่ดินทั้งแปลงให้นายสราวุธ ซึ่งในความเป็นจริงนางคำสอนมีบ้านสิ่งปลูกสร้างอยู่ในโฉนดดังกล่าวเนื้อที่ 2 งาน 77 ตารางวา

ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปี นางคำสอนและลูกหลานได้เรียกร้องให้นายไอคุ้นแบ่งแยกที่ดินส่วน 2 งาน 77 ตารางวาคืนให้กับตน แต่นายไอคุ้นก็เพิกเฉย โดยปล่อยให้นางคำสอนและลูกหลานปลูกบ้านหลังใหม่บนพื้นที่ดังกล่าวเพราะบ้านหลังเก่าทรุดโทรม จากนั้นไม่นานนายไอคุ้นได้นำดินมาถมและปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินส่วนของนางคำสอนอย่างเร่งรีบ ซึ่งนางคำสอนได้ขอตรวจสอบใบอนุญาตก่อสร้างที่ดินเทศบาลตำบลบึงบูรพ์ระบุว่าไม่มี แต่กลับมีการออกเอกสารเท็จ รวมถึงแบบแปลนต่างๆขึ้นมาภายหลัง

ปฏิบัติการฮุบที่ดินนางคำสอนกลายเป็นคดีความต่อสู้กันถึง 3 ศาล สุดท้ายเมื่อวันที่ 24 ม.ค.2560 ศาลจังหวัดศรีสะเกษได้อ่านคำพิพากษาศาลฎี่กา คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1683/2554 หมายเลขแดงที่ 302/2556 โดยศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ สั่งให้นายไอคุ้นและนายสราวุธรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของนางคำสอนเนื่องจากนายสราวุธหลอกนางคำสอนโอนที่ดินทั้งแปลง ไม่ใช่เพียงแค่ 2 ไร่ตามที่นางคำสอนเข้าใจว่าได้ขายให้กับนายสราวุธ

สำหรับอาคารพาณิชย์ดังกล่าว แม้ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่นายไอคุ้น และนายสราวุธก็มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ยังปล่อยให้มีร้านค้าขายประกอบธุรกิจตามปกติ ซึ่งตัวอาคารดังกล่าวไม่มีความปลอดภัย เนื่องจากก่อสร้างโดยไม่มีใบอนุญาต อีกทั้งยังได้ดำเนินการเร่งรีบเพื่อที่จะฮุบที่ดินของนางคำสอนทั้งแปลง

นอกจากนี้ ยังมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้สมัครเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นพนักงานท้องถิ่นในเทศบาลตำบลบึงบูรพ์ เมื่อมีการร้องเรียนจึงมีคำสั่งแก้เงื่อนไขขึ้นบัญชีสำรองให้กว้างขึ้นโดยไม่ระบุการบรรจุแต่งตั้งจากผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้จะต้องบรรจุเป็นพนักงานเทศบาลตำบลบึงบูรพ์เท่านั้นสามารถนำผู้ขึ้นบัญชีไว้ในตำแหน่งดังกล่าวไปบรรจุแต่งตั้งเข้ารับราชการหรือพนักงานท้องถิ่นของหน่วยงานท้องถิ่นอื่นได้

นายยงยุทธ บุตรศรี ในฐานะผู้ร้องเรียน และเป็นนักกฎหมายที่ยื่นมือไปช่วยชาวบ้านที่ถูกอำนาจรัฐกลั่นแกล้งเห็นว่า มหากาพย์บึงบูรพ์โมเดลนี้ กระทรวงมหาดไทยในฐานะต้นสังกัด และนายอำเภอบึงบูรพ์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเทศบาลตำบลบึงบูรพ์ โดยตรงตลอดจนหน่วยงานองค์กรอิสระ อย่างป.ป.ท. ป.ป.ช. และ สตง. ควรจะเร่งดำเนินการสะสางปัญหาหมักหมมนี้โดยเร็ววันพร้อมเรียกร้องให้ คสช.ใช้อำนาจพิเศษพิจารณาการบริหารจัดการของเทศบาลบึงบูรพ์เช่นเดียวกับผู้บริหารท้องถิ่นอื่นๆที่ถูกยาแรง ม.44 สอยตกจากเก้าอี้เป็นการด่วน เพราะข้อมูลหลักฐานต่างๆตลอดจนคำพิพากษาของศาลน่าจะเป็นไฟที่ส่องสว่างให้ทุกฝ่ายเห็นถึงขบวนการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้อย่างชัดเจนแล้ว