สถาพร ศรีสัจจัง

เชื่อกันเหลือเกินแล้วว่า เมื่อถึงวันนี้ โลกมนุษย์แห่งศตวรรษที่ 21 ได้เดินทางมาถึงแพร่งทางสำคัญอีกครั้ง แม้ไม่รู้จะแปลคำว่า Digital tranformation อย่างไรดี แต่มนุษย์ได้พาตัวเองมาถึงยุคชื่อนั้นเรียบร้อยแล้ว ยุคที่ “คอมพิวเตอร์” จะมีอิทธิพลยิ่งต่อ “ภาวะความเป็นมนุษย์” และสิ่งนี้เองที่น่าจะยิ่งก่อ “ความแปลกแยก” (Alienation)ให้กับ “Signature” ของความเป็นมนุษย์จนแทบจะไม่หลงเหลือ และไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งที่เรียกว่า “อัตลักษณ์” (Identity) อีกต่อไป

สิ่งที่เรียกว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือเครื่องมือกลไกที่เรียกว่า “หุ่นยนต์” จะเพ่นพ่านไปทั่วทั้งสังคม มันจะเข้าทำงานแทบทุกอย่างแทนมนุษย์ ถึงขนาดอาจทำหน้าที่เป็นเพื่อน เป็นคนรัก เป็นผัวหรือเมีย ฯลฯ

มีนักวิทยาศาสตร์ใหญ่บางคนระบุว่าอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า “หุ่นยนต์” จะเข้าทำงาน(หน้าที่)แทนคน
ไม่น้อยกว่า 2,700 ล้านตำแหน่ง (จากคนทั้งโลกประมาณ 8 พันล้านคน) คนส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับงานประยุกต์วิทยาในวงการอุตสาหกรรม และ “ไซด์ไลน์” จะตกงานกันแบบ “ระเนระนาด”

มันจะ “ประดิษฐ์สร้าง” ทุกสิ่งแทนมนุษย์ แม้สิ่งที่เรียกว่า “คุณค่า” ซึ่งมีแต่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์” เท่านั้นจะ “สร้างสรรค์” ขึ้นได้ (Humanities) สิ่งเหล่านั้นได้แก่ “ผลิตภัณฑ์เชิงศิลปะ” ทั้งหลายทั้งปวง ที่ส่งผลอย่างเป็นรูปธรรมและนามธรรมต่อ “จิตวิญญาณ” ให้แตกต่าง เพราะนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “ความงาม ความดี และความจริง”

ถ้ายุคสมัยเช่นนั้นเดินทางมาถึงจริง มนุษย์จะยังหลงเหลืออะไร?

กล่าวเฉพาะสังคมไทย ห้วงเวลากว่า 5 ทศวรรษที่คอยตามเส้นทางของระบบทุนนิยมโลก ก่อนจะถึงยุค Digital tranformationในปัจจุบัน ฟังว่าแม้เราจะต้องสูญ “ภาวะ” แวดล้อม(สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ) เช่น ทรัพยากรหลักทั้งหลาย ทั้ง ดิน น้ำ อากาศ ป่าไม้ ภูเขา แร่ธาตุ ทะเล ฯลฯ แต่ก็อาจโชคดีที่ “การพัฒนาไปสู่ความทันสมัย” (Modernization)ในห้วงกว่า 5 ทศวรรษของประเทศนี้เป็นไป “อย่างไม่สม่ำเสมอ” อันส่งผลให้เกิดความแตกต่างอย่างรุนแรงระหว่างเมืองและชนบท

ขณะที่เมืองใหญ่ก่อคนรวยขึ้นอย่างเป็นกระจุก คนในชนบทก็ยังอยู่อย่างยากจนและมีแนวโน้มจะยากจนยิ่งขึ้นอย่างกระจาย !

ก่อเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” อย่างกว้างขวาง!

นั่นคือเกิดเพียงสังคม “บริโภคสินค้าทุน” แต่วิถีการผลิต และรูปการจิตสำนึก(วิธีคิด) “ของผู้คนในสังคมส่วนใหญ่กลับยังล้าหลังอยู่ในวิถีผลิตแบบศักดินานิยม(Feaudalism)หรืออาจะยังอยู่ในระดับ'ชุมนุมชนคนป่า” (Primitive commune) เสียด้วยซ้ำ

สิ่งก่อผลตามมาก็คือการเกิด ช่องว่างระหว่างชนชั้น ช่องว่างระหว่างวัย ฯลฯ และท้ายสุดก็คือความล่มสลายสงสังคม !

จึงไม่น่าแปลกที่วันนี้เราได้สูญเสีย “ราก” ทางวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์จำเพาะ และ Signature ทั้งหลายทั้งปวงไปแทบจะหมดสิ้นแล้ว ทั้งเรื่องปัจจัย 4 คือ ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค
หรือแม้แต่ “ภาษา” ของตัวเองและของชาติ!

แล้วในทศวรรษกน้าเราจะยังหลงเหลืออะไรเป็นของตัวเองบ้าง?โอ้วังเวง!

วินาทีนี้ ใครบ้างหนอที่คิดถึงพระบรมราโชวาทเรื่อง “ความพอเพียง” ของล้นเกล้าฯ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 บนสรวงสวรรค์ ถามนายกฯลุงตู่สักคำจะได้ไหม?