ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

• รูปแบบ และสภาพความเป็นจริงของประชาธิปไตยในสังคมไทย ที่ใช้คำว่า “ รูปแบบ” เพราะพิจารณาจากรูปธรรมของสังคมไทย ที่ยังไปไม่ถึง “ ประชาธิปไตยโดยเนื้อหา” โดย มี 2 ประเด็น ตามหลักการที่แท้จริงของประชาธิปไตย คือ หนึ่ง . ประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน สอง. แก้ทุกข์ของประชาชน ให้มีสุขอย่างเสมอภาคทั่วหน้า และความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนของประเทศ ซึ่งหากตีตามความหมายตามหลักการ และผลรับที่เป็นจริง จะเห็นว่า “ เรายังไปไม่ถึง” แต่ “ ประชาธิปไตย โดยรูปแบบ “ จะเป็นจุดเริ่มต้น ในการนำไปสู่ “ ประชาธิปไตยโดยเนื้อหา “ ได้ หาก เราสามารถ พัฒนา “ รูปแบบ “ ให้เข้าใกล้และสอดคล้องกับ เนื้อหา โดยที่สำคัญคือ

หนึ่ง. สามารถเปลี่ยนแปลง “ ระบบโครงสร้าง ของสังคม ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และ กระบวนการยุติธรรม ให้บริการแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เป็นธรรม ได้

สอง. การพัฒนาคุณภาพของประชาชน ให้เป็น “ พลเมืองที่เอาการเอางาน “ ( Active Citizen) คือ มีอิสระ คิดเป็นทำเป็น มีความรู้ความเข้าใจ และมีสติปัญญาหาความจริงได้ด้วยตนเอง มีหน้าที่และความรับผิชอบ ต่อตนเอง ครอบครัว ผู้อื่น ชุมชน และบ้านเมือง

• ก. เรามาพิจารณา “ เรื่องราวของประชาธิปไตย ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย “ โดยเอาเหตุการณ์หลักๆ ในการที่กลุ่มคนเข้าไปเปลี่ยนแปลง หรือ การเข้าเป็นรัฐบาล ในรูปแบบต่างๆ
1. การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็น ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยคณะราษฎร์ ซึีงประกอบด้วย “ คณะพลเรือนทหารฯ “ ที่ได้รับแนวคิดประชาธิปไตย จาก การศึกษาในยุโรป
2. พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ( 1 ธันวาคม 2485 และ 7 สิงหาคม 2508 )
3. การรัฐประหารของคณะนายทหาร ( 8 พฤศจิกายน 2490 ฯลฯ )
4. การรัฐประหารฯ ที่ไม่สำเร็จ กรณีกบฏวังหลวง 2492 และกบฏแมนฮัตตัน 2494 ฯลฯ
5. การรัฐประหารฯ ยึดอำนาจของตัวเอง 29 พฤศจิกายน 2494 นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ฯลฯ
6. การเข้าสู่การเป็นรัฐบาลของพรรคการเมืองในยุคแรก ช่วง ปี 2488 – 2498
7. การเข้าสู่การเป็นรัฐบาลพรรคเดียวในยุคทุนฯ รัฐบาลทักษิณ 2544

อนึ่ง เราควรจะพิจารณาบทบาทของ “ พลังประชาชน ครั้งใหญ่ๆ ที่มีผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง
1. เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ที่มีการรวมพลังของประชาชน นักเรียนนักศึกษาฯได้มากที่สุด(เชิงเปรียบเทียบ)
2. เหตุการณ์ ปี 2556 – 2557 โดย กปปส. ที่มีมวลชนเข้าร่วมเรือนล้าน
3. เหตุการณ์ ปี 2549 ( 2551) การชุมนุมของ พธม.
4. เหตุการณ์ ปี 2535 การชุมนุมของชนชั้นกลาง ( ม๊อบมือถือ )
5. เหตุการณ์ ปี 2553 การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ภายใต้การสนับสนุนของพรรคเพื่อไทยทักษิณ

• ข. เราจะพิจารณา ถึง “ การสามารถเข้าไปเป็นรัฐบาล มีอำนาจรัฐได้จริง ( ระยะสั้นยาว ก็ตาม )
1. การรัฐประหาร โดยกองทัพ โดยเฉพาะ กองทัพบก ซึ่งส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จ แต่มีแนวโน้มที่จะทำได้ยากขึ้น หากไม่มีความขัดแย้งใหญ่ของ “ประชาชน กับ รัฐบาลขณะนั้น “และการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลทหาร จะต้องพัฒนาให้ดีขึ้น เพื่อให้ประชาชนยอมรับ และประชาคมระหว่างประเทศด้วย

2. การเข้าสู่อำนาจรัฐ จากการเลือกตั้ง โดยพรรคการเมือง ในช่วงแรก มักจะออกมาในรูปรัฐบาลผสม ซึ่งทำให้การทำงานได้ยากพอควร ในยุคทุนฯ ที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และนายกฯมีอำนาจค่อนข้างได้เด็ดขาด

ค. หากเรามาพิจารณา องค์ประกอบหลัก ในการที่สามารถเข้าสู่อำนาจรัฐได้
1. การมีกำลังที่เป็นจริง ทหาร มีกำลังอาวุธ และมีกองทัพประจำการทั่วประเทศ เป็นเครื่องมือ โดยมีกำลังที่เหนือกว่า พรรคฝ่ายต่างๆ และ ประชาชนที่อ่อนแอขาดคุณภาพ นายกทักษิณ มีพรรคการเมืองที่มีฐานสมาชิกที่ให้การสนับสนุนในขอบข่ายทั่วประเทศ มีทุน มีสื่อ มีผู้ปฏิบัติงาน ( ทั้งนักการเมือง เครือข่าย กลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่น ) นักวิชาการ และมวลชน รวามทั้งการมีเครือข่ายสื่อและองค์กรระหว่างประเทศ ให้การสนับสนุน ฯ

2. ความเป็นผู้นำ ทหารฯที่จะสามารถเข้ามาทำการรัฐประหารได้ ต้องมีลักษณะผู้นำ ที่ได้รับการยอมรับ ซึ่ง จะต้องแสดงบทบาทความเป็นผู้นำมาตลอดเวลาที่แน่นอนในช่วงหนึ่งๆในกองทัพและต่อสาธารณะ นายกทักษิณ มีความเป็นผู้นำที่รวมศูนย์ สามารถตัดสินใจ และควบคุมกรรมการหรือพรรคการเมืองอื่นๆได้
และได้มีแนวทาง นโยบายที่โดดเด่น กว่าพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้จริง ฯลฯ

3. ความกล้าตัดสินใจ ในการทำทั้งผิดและถูก ( ในทัศนะของผู้คน ) ทหารฯ กล้าตัดสินใจ ทำรัฐประหารฯ ในยุคที่ทั่วโลกปฏิเสธ การรัฐประหาร ฯ ทักษิณ กล้าตัดสินใจ ใช้นโยบายประชานิยมและ อภิมหาโครงการ ฯ (แบบวัดครึ่งกรรมการครึ่ง) ทั้งเพื่อเป็นทุนฯ และการเลี้ยงดูนักการเมืองเก่าฯ ที่ต้องมีรายได้เป็นกอบเป็นกำฯ
แต่ความกล้าตัดสินใจของทั้งสองส่วนดังกล่าวนี้ เป็น “ ความกล้าของผู้นำ มิใช่รัฐบุรุษ “เพราะ “ ผู้นำ จะคิดถึงความอยู่รอดของตน แต่รัฐบุรุษ คิดถึงอนาคตของชาติ “

• ง.แต่ความอยู่รอดได้ ในการเป็นรัฐบาลที่ยาวนาน ครบสมัยหรือสมัยที่สองสาม เป็นเรื่องยากมาก
1. การได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ และทางสากล อย่างต่อเนื่องยาวนาน ในส่วนของทหาร รัฐบาลที่มาโดยการรัฐประหาร จะไม่ได้รับการยอมรับจากประเทศมหาอำนาจ ทั้งอเมริกา ยุโรป และประเทศ ที่ยึดประชาธิปไตยเลือกตั้งเป็นแม่แบบ ในส่วนของทักษิณ ที่ใช้นโยบายประชานิยม และการคอร์รับชั่นเชิงนโยบาย รวมทั้งการใช้อำนาจมิชอบ ทั้งจากฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร รวมทั้งการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ทำให้ประชาชนชนชั้นกลาง คนเมือง และผู้ที่รับรู้ข้อมูล ไม่พอใจ ออกมาต่อต้านและขับไล่ ฯลฯ

2. การมีข้อจำกัด หรือ ข้ออ่อน ในการพัฒนาประชาธิปไตยที่แท้จริงให้กับประชาชนและประเทศ ในส่วนทหาร มักจะมีกรอบคิดแบบทหาร ขาดความเข้าใจในเรื่องของประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม ส่วนทักษิณ การใช้นโยบายทุนนิยมและทุนสามานย์ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพของประชาชนได้ และความจำเป็นที่จะต้องคงเป็นรัฐบาลต่อไป ก็ต้องใช้ “ การเลือกตั้งแบบเดิม “ ที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่ง ต้องอาศัย นักการเมือง พรรคการเมืองที่มีกรอบคิดเก่า กลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น
รวมทั้งกลุ่มมวลชนต่างๆ ที่ต้องเน้นการหาผลประโยชน์เข้าตน

3. การไม่เข้าใจ หรือกล้าตัดสินใจ ที่จะพัฒนาเนื้อหาของประชาธิปไตยให้สอดคล้องกับสภาพสังคม ซึ่ง จะต้องมี แนวทาง นโยบาย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี จังหวะก้าวขั้นตอน ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน เพราะ เป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจให้กับประชาชน ที่หลากหลายและมีผลประโยชน์ต่างกันยอมรับ รวมทั้ง การสร้างการยอมรับจากต่างประเทศ ในเรื่องของประชาธิปไตยด้วย อนึ่ง หาก “ทหารและทักษิณ “ กล้าตัดสินใจที่จะทำ เขาก็จะต้องขัดแย้ง กับระบบโครงสร้างอำนาจเก่า
ที่มีคนที่ได้เปรียบในสังคมยึดครองอยู่

• จ. หาก ผู้นำ ที่เข้ามาเป็นรัฐบาล ต้องการจะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย จะต้องมี “ ความเป็นรัฐบุรุษ ที่มีวิสัยทัศน์ กล้าตัดสินใจ “
1. ต้องเข้าใจอุปสรรคของการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย คือ ความเข้าใจผิด และความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องของประชาชนคนไทย เกี่ยวกับ ประชาธิปไตย ระบบโครงสร้างที่เหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม ทางการเมือง เศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมและกระบวนการยุติธรรม การขาดคุณภาพของประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะระดับล่าง

2. ในส่วนของประชาชน และต่างประเทศ ตามหลักการแล้ว “ ต้องการผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก “ซึ่งหากสามารถทำให้ประชาชน และต่างประเทศ ได้เข้าใจแล้ว การต่อต้านซึ่งจะมีในช่วงแรกจะลดลง ตัวอย่าง เช่น ในสิงคโปร์

3. ต้องมีแนวทาง นโยบาย ยุทธศาสตร์ยุทธวิธี จังหวะก้าวและขั้นตอน ในการเปลี่ยนผ่าน คือ ต้องรวมศูนย์กำลัง ไปแก้ปัญหาหลักที่สำคัยก่อน มิใช้แก้ไปทุกเรื่อง จะขาดพลังและไม่สำเร็จ โดย จะต้องมี การสรรหา “ ผู้นำหรือผู้ปฏิบัติงานที่ใช่ “ ไปทำงานในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญ คือ “ ต้องสร้างและพัฒนาคน ไปควบคู่กับการปฏิรูประบบและโครงสร้างของสังคม” เพราะ “ คนที่มีคุณภาพจำนวนที่มากพอ จะเป็นพลังพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลง ที่ต้องใช้เวลา"

4. การใช้อำนาจที่เป็นธรรม ในการแก้ “ ปัญหาที่ไม่เป็นธรรม อันเกิดจากสังคมที่เหลื่อมล้ำ “การมีเจตนาดีและหวังดี โดยการออกนโยบายที่ดีมา และ โยนเข้าไปสู่สังคมมือยาวมือสั้น ผลคือ “ คนมือยาว ก็จะได้ไปทั้งหมดหรือมากกว่า คนมือสั้น ก็จะได้น้อย ไม่พอ “ ความจริง ภาคประชาชน ได้นำเสนอหลักการที่ดูดีมานานแล้ว แต่ไม่มีผลที่เป็นจริง คือ “ ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน “ แต่ ต้องมาที่หลัง การปรับสมดุลความเป็นธรรมก่อน คือ “ ลดอำนาจทุน และอำนาจคนมือยาว เพิ่มอำนาจคนมือสั้น ให้โอกาสแก่ประชาชน “ เพราะ “ อำนาจรัฐ “ คือ เครื่องมือของรัฐบาล ในการสร้างประชาธิปไตย ซึ่งประเด็นสำคัญ

5. การปฏิรูป นักการเมือง ข้าราชการ กลุ่มทุน(ธุรกิจ)การเมือง :ทุนใหญ่และทุนสามานย์ และ กองทัพ รวมทั้งการปฏิรูป “ สื่อ นักวิชาการ และ ผู้ที่อ้างตนเป็นผู้นำ ภาคประชาชน “ต้องให้มี “ ความโปร่งใส มีจรรยาบรรณ มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม