ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

คำหนึ่งคำ อาจตีได้หลายความหมาย แล้วคำๆ นี้ล่ะ คำว่า "พี่น้อง" คุณตีความหมายมันไว้ว่าอย่างไร สำหรับฉัน ตอนเด็กๆ ฉันคิดว่า พี่น้องคือคนที่คลานตามกันมา แต่พอโตขึ้นจึงรู้ว่า คำว่าพี่น้องมันตีความได้หลายความหมายมากกว่านั้น ตั้งแต่จำความได้ มีคำสอนหนึ่งที่ติดหูมาตลอด คือ “เราทุกคนคือพี่น้องกัน” มันจึงทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นได้ว่า พี่น้องไม่ใช่แค่เพียงคนที่คลานตามกันมา พี่น้องไม่ใช่แค่เครือญาติ พี่น้องไม่ใช่แค่คนใกล้ตัว และพี่น้องก็ไม่ใช่แค่คนที่เรารู้จักเท่านั้น แต่คำว่าพี่น้องหมายรวมถึงทุกคนบนโลกใบนี้ ถึงแม้ว่าเราไม่ได้เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน ไม่ใช่เครือญาติเดียวกัน เราอาจอยู่ไกลกัน ไม่ได้รู้จักกัน แต่ในความรู้สึก คุณคือพี่น้องของฉัน
หลายครั้งหลายคราวที่ได้รับข่าวสารจากสื่อต่าง ๆ ที่บอกถึงเล่าเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ที่เธออยู่ หลายครั้งฉันได้รับรู้ถึงความสูญเสียมากมายที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนั้น เธอต้องสูญเสียพ่อ แม่ พี่ น้อง ไปในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ฉันได้เพียงแต่รับรู้ความเศร้าเหล่านั้นผ่านจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่เรียกว่า “ทีวี” ที่อาจนำเสนอแค่บางส่วนที่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด ฉันรับรู้ได้ แต่ไม่ลึกซึ้ง

เดิมทีฉันเป็นคนจังหวัดสตูล แต่มีโอกาสมาศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยในพื้นที่สามจังหวัดแห่งนี้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้ามา เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่สีแดง เป็นพื้นที่อันตราย เป็นพื้นที่ที่มักจะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบอยู่บ่อยครั้ง เป็นพื้นที่ที่มีคนบริสุทธิ์เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบเหล่านั้นเป็นจำนวนมากในทุกๆ ปี พิจารณาได้จากการรวบรวมสถิติการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งระบุว่า “สถิติจำนวนเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี 2547-2558 เกิดเหตุการณ์ทั้งสิ้น 15,374 เหตุการณ์ โดยรวมมีเหตุการณ์เฉลี่ยปีละ 1,281 เหตุการณ์ ผู้ที่เสียชีวิตในรอบ 12 ปี มีทั้งสิ้น 6,543 ราย เฉลี่ยปีละ 545 ราย เฉพาะปี 2558 พบว่ามีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 246 ราย เฉลี่ยเดือนละ 20 ราย” และจากวันนั้นจนถึงทุกวันนี้ ภาพเหตุการณ์ความไม่สงบ ภาพการเสียชีวิตของพี่น้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ยังคงมีปรากฏให้เห็นอยู่เรื่อยบนจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จากข่าวคราว จากสถิติที่ปรากฏ ก็ไม่อาจทำให้ฉันเข้าใจในความรู้สึกของพี่น้องในพื้นที่ได้มากนัก

กระทั่งเมื่อวันศุกร์ที่ 20/10/60 เวลา 14:00 น. ฉันได้เดินทางกับเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้รู้จักกันทั้งหมดมาก่อน จากมหาวิทยาลัยฟาฎอนี ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ฉันและเพื่อนๆ กำลังศึกษาอยู่ ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดปัตตานี ไปสู่จังหวัดนราธิวาส เพื่อเข้าร่วมอบรมโครงการ Writing Workshop Fiction & Non-fiction เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน และในวันเสาร์ ที่ 21/10/60 ฉันและเพื่อนๆ ที่เข้าอบรมได้มีโอกาสมาดูงานศิลปะ ณ De Lapae Art Space Narathiwat ซึ่งเป็นการโชว์งานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของคนในพื้นที่ ฉันเดินเข้าไปด้านใน เดินดูไปเรื่อยๆ จนเดินมาถึงชั้น 2 จึงสะดุดตากับงานชิ้นหนึ่งมาก ตอนแรกฉันก็คิดว่าเป็นงานชิ้นเดียวกัน แต่เปล่าเลย มันเป็นงาน 2 ชิ้นที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากคนๆ เดียวกัน ฉันยืนมองอยู่นาน ก็ไม่เข้าใจสักทีว่าสื่อถึงอะไร แต่สัมผัสได้ว่ามันมีความเศร้าซ่อนอยู่ จนฉันได้มาพูดคุยกับเธอ เธอผู้มีนามว่า “อัมรู ไทยสนิท” ผู้จบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เธอผู้สร้างสรรค์งานทั้ง 2 ชิ้นนั้น งานชิ้นที่ทำให้ฉันสะดุดตา งานชิ้นที่มีชื่อว่า “บันทึกความสูญเสีย” และ “สัญลักษณ์จากความรู้สึก 2560” ชิ้นแรกเป็นงานที่เธอได้ทำเป็นงานวิจัยก่อนจบการศึกษา และเธอก็ได้สูญเสียคนใกล้ชิดไปกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในขณะที่กำลังทำงานชิ้นนั้นอยู่

เธอพูดถึงผู้คนที่ต้องเสียชีวิตเพราะกระสุนปืน ผ่านกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่เปรียบเสมือนโลงศพ ซึ่งความต่างของกล่องก็บ่งบอกถึงฐานะของคนที่เสียชีวิต ผ่านงานศิลปะที่มีชื่อว่า “บันทึกการสูญเสีย” เธอบอกกับฉันว่า สาเหตุที่เธอเลือกใช้ไม้ในการทำงานชิ้นนี้ “เพราะไม้เป็นสิ่งที่ได้มาจากธรรมชาติและมันก็จะกลับสู่ธรรมชาติกลับสู่ผู้สร้างธรรมชาติ ในขณะที่คนเราก็เหมือนกัน เรามาจากดิน สุดท้ายเราก็ต้องกลับไปสู่ดิน กลับไปหาผู้สร้างดินเช่นกัน”

เธอพูดถึงคำภาวนาที่ถูกทำลาย ผ่านเทียนไขที่เผาไหม้ผ้าสีขาว เธอเปรียบเทียนไขเป็นกระสุน ผ้าขาวเปรียบเสมือนพื้นที่ที่เธออยู่ ผ่านงานศิลปะที่มีชื่อว่า “สัญลักษณ์จากความรู้สึก 2560” เธอบอกกับฉันถึงสาเหตุว่าทำไมถึงได้นำเทียนไขมาเปรียบเทียบกับกระสุนปืน เธอบอกว่า “เทียนไขเป็นสิ่งที่ให้ความสว่างยามอยู่ในที่มืด และมีประโยชน์หากใช้มันไปในทางที่ถูก แต่เมื่อใช้ไปในทางที่ผิด ก็จะทำให้เกิดความเสียหายได้เช่นกัน เปรียบเสมือนกระสุนปืน หากเข้ามาเพื่อปกป้องจะเป็นประโยชน์ แต่หากเข้ามาเพื่อทำลายก็จะเกิดความสูญเสียอย่างที่เห็น”

เมื่อกระสุนเริ่มเข้ามา จากพื้นที่สีขาวก็เริ่มกลายเป็นสีดำ จากความสุขกลายเป็นความเศร้า จากรอยยิ้มกลายเป็นคราบน้ำตา จากพื้นที่สีขาว (พื้นที่สะอาด บริสุทธิ์ น่าอยู่) กลับกลายเป็นพื้นที่สีดำ (พื้นที่ที่เกิดการสูญเสียจนนับไม่ถ้วน) ที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อ “พื้นที่สีแดง” (พื้นที่อันตราย ไม่มีใครกล้าเข้ามา) กระสุนดังกล่าวเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาจากไหน มาถึงตอนนี้ ฉันเข้าใจความรู้สึกของคนในพื้นที่แล้ว ฉันรับรู้ได้ถึงความรู้สึก ความเศร้าที่เธออยากบอกทุกคนผ่านงานศิลปะ ถึงแม้ว่าเธอจะพูดคุยกับฉันด้วยรอยยิ้มก็ตาม

ก่อนกลับ ฉันได้ขอเฟซบุ๊กของเธอไว้ เพื่อที่จะได้ติดตามผลงานของเธอต่อ เมื่อกลับถึงที่พักฉันเปิดดูเฟซบุ๊กของเธอ ฉันเห็นงานของเธอ เป็นรูปต่างๆ ที่เธอลง เห็นข้อความต่างๆ ที่เธอโพสต์ ฉันเลื่อนดูไปเรื่อยๆ จนพบข้อความหนึ่ง เธอโพสต์ว่า “เพราะพวกคุณไม่เคยได้รับกลิ่นควันของกระสุนปืน ก็เลยไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด”
ถ้าฉันเห็นข้อความนี้ก่อนเห็นงานศิลปะของเธอ ฉันคงตอบไปว่า “มันก็ใช่อย่างที่เธอโพสต์นั่นแหละ เพราะเราไม่เคยสัมผัสเราเลยไม่รู้สึก” แต่บังเอิญได้เห็นงานศิลปะก่อนข้อความนี้ ฉันเลยอยากจะบอกกับเธอผ่านตัวหนังสือว่า “ฉันรับรู้แล้วนะ และเธอคือพี่น้องของฉันนะ” ที่ผ่านมาฉันรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อจากแดนไกลตลอด ฉันละเลยคำว่าพี่น้อง ฉันเลยไม่ได้ใส่ใจในสิ่งที่เห็น ก็เลยไม่ค่อยรู้สึกมากนัก ไม่เหมือนกับตอนนี้ ตอนที่ฉันได้มายืนอยู่หน้างานศิลปะของเธอ มันทำให้ฉันมองเห็นความหมายและความสำคัญของคำว่าพี่น้องชัดเจนขึ้น ฉันรู้สึกเข้าใจในความสูญเสียและรับรู้ถึงความเจ็บปวดของเธอได้ชัดเจนมากขึ้น ฉันอาจไม่ได้กลิ่นควันของกระสุนปืน แต่ฉันได้กลิ่นอายของความรู้สึกที่มีอยู่ในงานศิลปะ ฉันรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดนั้นแล้ว งานศิลปะของเธอบอกเล่าความรู้สึกเหล่านั้นได้ชัดเจนเหลือเกิน

ข้างต้น คือต้นฉบับงานเขียนเชิงสารคดีของ “สุธิดา หมัดเหยด” หนึ่งในนักศึกษาที่เข้าร่วมอบรมโครงการด้านการเขียน และต่อมา ถูกนำเสนออยู่ในหนังสือ The Melayu Review ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปไม่นานมานี้ โดย บังเช – ซะการีย์ยา อมตยา กวีซีไรต์ชาวนราธิวาส ในฐานะแกนหลักดำเนินงานและบรรณาธิการเล่ม พร้อมทีมงานในพื้นที่ ผู้เขียนขออนุญาตนำเรื่องราวที่เธอตั้งใจบอกเล่าผ่านศิลปะการเขียนมานำเสนอ เพราะได้สะท้อนทัศนะน้องเยาวชนต่างพื้นที่คนหนึ่ง ที่มีนัยสำคัญยิ่งต่อการมองภาพความเป็นจริงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดหลายปีมานี้