"ท็อป"นำนิวบลัด ชทพ.เคลื่อนไหวพบสื่อทุกศุกร์ หวัง“บิ๊กตู่”เดินตามโรดแม็ปเลือกตั้งพ.ย.61 ยอมรับห่วงเงื่อนเวลาหลังกม.ลูกประกาศใช้

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 ม.ค.ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำกลุ่มนิวบลัด พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า จากนี้ตนและสมาชิกในกลุ่มจะพยายามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพูดคุยกับสื่อมวลชนให้มากขึ้น เพราะนายกรัฐมนตรีระบุเป็นคำมั่นสัญญาแล้วว่าเดือนพ.ย.61แล้วว่าจะมีการเลือกตั้ง จึงหวังและขอเป็นกำลังใจให้นายกฯเดินตามโรดแม็ปที่วางไว้ ทั้งนี้จะพยายามให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้พบปะกับสื่อมวลชน ในทุกวันศุกร์ เวลา 10.00 น. เนื่องจากตลอด 2 ปีที่ผ่านมาอาจจะเงียบๆไปบ้าง รอดูท่าทีกันอยู่บ้าง แต่เมื่อวันนี้ กลิ่นอายการเมืองเริ่มชัดเจนขึ้น จึงต้องออกมาพบปะกับสื่อมวลชนให้มากขึ้น

นายวราวุธกล่าวว่า ประชาชนทุกคนให้กำลังใจรัฐบาลเดินตามโรดแม็ปภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก โดยเฉพาะที่กำหนดให้พรรคการเมืองดำเนินการหลายอย่างเพื่อเตรียมตัวเลือกตั้งในระบบไพรมารีโหวต ซึ่งจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลส่งสัญญาณปลดล็อก แล้วจึงกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามขอให้รัฐบาลเดินตามโรดแม็ปให้ได้ แต่ที่ห่วงใยคือเรื่องระยะเวลาที่พรรคการเมืองต้องดำเนินการภายใต้พ.ร.บ.พรรคการเมือง และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่กำลังจะประกาศออกมา เพราะทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่ในขณะที่กำหนดการเลือกตั้งยังอยู่ที่พ.ย.61 เวลาจึงงวดเข้ามาทุกทีๆ จึงขอให้รัฐบาลเดินตามโรดแม็ปให้ได้ เพราะทั้งประชาชนในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงนานาชาติมีความคาดหวังให้ประเทศไทยกลับสู่ประชาธิปไตยด้วยความรวดเร็ว ด้วยการเลือกตั้ง

นายวราวุธ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า กรรมาธิการพิจารณาพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. เสนอให้มีบทลงโทษแก่ผู้ที่ไม่มาใช้สิทธิ์ให้มากขึ้น ในประเด็นที่จะตัดสิทธิไม่ให้เข้ารับราชการว่า น่าเป็นห่วงประเด็นนี้ เพราะประเทศไทย 10 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่ประชาชนอายุ 20-30 ปี จะได้ลงคะแนนเลือกตั้ง แต่กลับไม่ได้ลง ดังนั้นวัยรุ่นอีกหลายสิบล้านคนในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนี้ก็จะเป็นครั้งแรกที่จะได้มาใช้สิทธิ์ เพื่อกำหนดชะตาประเทศ จึงฝากกรรมาธิการฯว่า ควรจะส่งเสริมให้ความรู้ความเข้าใจ ปลูกฝังคำว่าประชาธิปไตยให้อยู่ในจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่ของไทย เพื่อให้เกิดเป็นพลังและอยากมาใช้สิทธิ์ลงคะแนน มากกว่าการลงโทษตัดสิทธิ์ เพราะหนึ่งเสียงมีความหมายในการกำหนดชะตาประเทศ
นายวราวุธกล่าวว่า สำหรับกรณีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องมีการวางตัวผู้สมัครไว้รอบ้างแล้วนั้น ตนเห็นว่าการพบปะพูดคุยกันระหว่างส.ส.ถือเป็นเรื่องปกติในวงการการเมือง การที่จะระบุว่าใครอยู่พรรคไหน จังหวัดไหน ถือเป็นการคาดเดากันไป แต่ท้ายสุด เมื่อถึงวันลงสมัครจะเป็นตัวตัดสินว่าใครอยู่พรรคไหน กี่คน เมื่อถามว่ามีคนมาช้อปตัวอดีตส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนาหรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า เท่าที่ทราบยังไม่มี แต่ถึงมี ถ้าเขามาช้อปเรา เราก็อาจไปช้อปเขาบ้างก็ได้

เมื่อถามอีกว่า หากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. มาเป็นน้องใหม่ทางการเมืองแล้ว น้องใหม่ของพรรคชาติไทยพัฒนาเห็นว่าได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร นายวราวุธกล่าวว่า หากใช้คำว่าเป็นน้องใหม่ทางการเมือง เป็นภาพที่นึกไม่ออกจริงๆ แต่เมื่อพล.อ.ประยุทธ์บอกว่าตัวเองเป็นนักการเมืองแล้วก็ดี แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้คือความไม่แน่นอนคือความแน่นอนที่สุด วันนี้ทุกคนคาดเดาว่าพล.อ.ประยุทธ์จะลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ ท่านอาจบอกว่าผมพอแล้วก็ได้ ดังนั้นตนเองไม่ขอออกความเห็นว่าพรรคชาติไทยพัฒนารู้สึกอย่างไร ขอให้ถึงเวลาจริงนั้นก่อน แล้วตนจะตอบ เนื่องจากประสบการณ์ที่ทำฟุตบอลมา ทำให้เห็นว่าบางเกมส์นำมาแล้ว แพ้เอานาทีสุดท้ายก็เคยเห็นมาแล้ว นำมาตลอดแต่ถูกตีเสมอเอานาทีสุดท้ายก็เคยเห็นมาแล้ว เมื่อเหตุการณ์ยังไม่เกิด แต่ถ้าพูดดักคอไปก่อนล่วงหน้ามันก็เหมือนเป็นการกำกับทางเดินของเรา

ด้านนายเสมอกัน เที่ยงธรรม อดีตส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า รู้สึกห่วงกฎหมายที่กำลังจะออกมา โดยเฉพาะในประเด็นผู้ออกมาใช้สิทธิ์ ซึ่งข่าวที่ออกมาหลายเรื่องอาจทำให้ผู้คนรู้สึกเบื่อการเมือง เพราะประเทศไทยไม่มีการเลือกตั้งมานานตั้งแต่ 2554 ดังนั้นจึงควรปลูกฝังให้เยาวชนผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนให้เข้าใจถึงข้อบังคับหรือบทลงโทษตามกฎหมาย จึงอยากฝากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงวัฒนธรรม และที่สำคัญคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องช่วยกันปลูกฝังให้แก่เยาวชน ทั้งนี้กกต.บางประเทศ มีการแจกของชำร่วยในการเลือกตั้ง ไม่ใช่นักการเมืองเป็นคนแจกเพื่อจูงใจให้ประชนชนมาใช้สิทธิ์ ตนอยากให้มองอย่างนั้นมากกว่าที่จะมาออกกฎระเบียบเพื่อลงโทษ แต่ให้ลองคิดกลับกัน ว่าจะต้องให้ 1 เสียงมารวมกันเป็นหลายๆเสียง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นอย่าคิดว่าเป็นแค่1 เสียงจะช่วยอะไรได้ จึงขอให้ทุกคนช่วยกันมาออกเสียงเพื่อทำให้มีปากมีเสียงในเรื่องการเลือกตั้งเพื่อพัฒนาประเทศ