โดนใจกันไปถ้วนหน้า สำหรับ สุนทรพจน์ของ “โอปราห์ วินฟรีย์” ผู้มีฉายาว่า “ราชินีแห่งทอล์คโชว์” ชาวอเมริกัน วัย 63 ปี ที่ขึ้นแสดงวาทะในงานประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งล่าสุด ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่วันก่อน

โดยโอปราห์ ขึ้นกล่าวในระหว่างที่เธอรับมอบรางวัล “เซซิล บี.เดอมิลล์” ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศพิเศษที่ทางคณะผู้จัด คือ “สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำฮอลลีวูด” หรือ “เอชเอฟพีเอ” มอบให้ในฐานะที่ “ราชินี หรือเจ้าแม่ แห่งทอล์คโชว์” รายนี้ ทำคุณประโยชน์ดีเด่นให้แก่วงการบันเทิง ก็ต้องถือว่า “โอปราห์” เป็นสตรีอเมริกันผิวสีคนแรกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

พลันที่ “โอปราห์” ก้าวขึ้นเวทีเพื่อรับรางวัล ก็ไว้ลายในความเป็น “ราชินีแห่งทอล์คโชว์” กันทันที ชนิดสอดรับกับ “ธีม (Theme)” งาน นั่นคือ การแสดงออกถึงการต่อต้านต่อการคุกคามละเมิดทางเพศ จนเป็นข่าวฉาวอื้ออึงกันไปทั่วในช่วงรอบปีที่ผ่านมา ด้วยการตอกย้ำถึงปัญหาภัยคุกคามข้างต้น ซึ่งเกิดขึ้นในหลายวงการ มิใช่เพียงวงการฮอลลีวูด จากกรณีของนายฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ที่ละเมิดทางเพศแก่ใครต่อใครในวงการมายานี้แต่เท่านั้น

นอกจากนี้ โอปราห์ ยังได้กล่าวยกย่องชูการออกมาพูดความจริงของสตรีที่ตกเป็นเหยื่อภัยคุกคามทาเพศ แบบท้าทายอำนาจของผู้ชาย พร้อมทั้งกล่าวเชิญชูต่อการเคลื่อนไหวด้วยกิจกรรมต่างๆ เพื่อต่อต้านปัญหาดังกล่าวด้วยกิจกรรมต่างๆ อย่างบนโลกออนไลน์ เป็นอาทิ และระบุว่า “หมดเวลาแล้ว” สำหรับผู้ชายทรงอิทธิพลที่โหดร้าย ทำสังคมให้พังพินาศ

ก่อนโปรยยาหอมไปยังบรรดาสื่อมวลชนที่ช่วยกันขุดคุ้ยหาความจริง และรายงานข่าวนี้กันอย่างครึกโครม ไม่ลดละ อันส่งผลให้ทุกคนเลิกทำเป็นมองไม่เห็นถึงปัญหาทางสังคมดังกล่าว

เรียกเสียงปรบมือจากบรรดาผู้ร่วมงาน ที่ลุกขึ้นยืนปรบมือให้ โดยผู้ฟังบางรายถึงกับหลั่งน้ำตาให้แก่การกล่าวสุนทรพจน์ของวินฟรีย์ครั้งนี้กันก็มี

ดีใจได้เป็นปลื้มกันขนาดนี้ หลายรายส่งเสียงเชียร์ถึงขนาดให้ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นในปี 2020 หรือ พ.ศ. 2563 กันเลยทีเดียว

แม้กระทั่งบรรดานักวิเคราะห์คอการเมืองระดับฮาร์ดคอร์ในสหรัฐอเมริกา ก็มีทรรศนะในเชิงว่า การใช้เวทีงานลูกโลกทองคำขึ้นสุนทรพจน์ข้างต้น ไม่ผิดอะไรกับ “เจ้าแม่แห่งวงการทอล์คโชว์” โยนหินถามทาง เพื่อที่จะนำไปสู่การตัดสินใจว่า จะลงชิงชัยในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งหน้านี้หรือไม่? ถึงแม้ว่าเธอได้ตอบปฏิเสธว่า “ไม่” แก่ผู้ถามเธอหลังจากลงเวทีงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำว่า “สนใจที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือไม่ก็ตาม

เป็นการโยนหินถามทาง ภายหลังจากก่อนหน้านี้ “โอปราห์” ได้ส่งสัญญาณและมีท่าทีว่าจะเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2020 ซึ่งแม้แต่เพื่อนสนิทของเจ้าแม่ทอล์คโชว์ ก็เคยเปิดเผยกับ “ซีเอ็นเอ็น” ว่า “โอปราห์” มีท่าทีสนใจที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วยเหมือนกัน เพียงแต่ว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเท่านั้น โดยเพื่อนสนิทของวินฟรีย์ทั้งสองคน ก็ระบุว่า ด้วยคุณสมบัติและความสามารถของวินฟรีย์ ก็มีความเหมาะสมที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งได้

ว่ากันถึงคะแนนนิยมของโอปราห์ ณ ชั่วโมงนี้ ต้องบอกว่า กระแสกำลังดีเหลือหลาย เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ หากจะลงชิงชัยในสมรภูมิเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้น โดยคะแนนนิยมชมชอบของเธอตอนนี้หลังการกล่าวสุนทรพจน์ ก็อยู่ที่ร้อยละ 52 เรียกว่า เกินกึ่งหนึ่ง

เช่นเดียวกับ ในวงการต่อรองอย่าง “เบทออนไลน์ (BetOnline)” ก็วางอัตราต่อรองให้เหนือกว่าคนดังรายอื่นๆ หากลงสมัครชิงชัยในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งต่อไป โดยอยู่ที่ 20 ต่อ 1 เหนือกว่า “นายโจ ไบเดน” อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ 25 ต่อ 1 รวมถึงเหนือกว่า เคอร์สเทน กิลิแบรนด์ วุฒิสมาชิกของนิวยอร์ก และมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ที่อยู่ที่อัตรา 25 ต่อ 1 เช่นกัน

ทั้งนี้ กระแสของโอปราห์ ใช่ว่าจะมาดีในช่วงนี้เท่านั้น แต่จากการสำรวจความคิดเห็น หรือโพลล์ กันก่อนหน้า ก็ปรากฏว่า เจ้าแม่ทอล์คโชว์ มีคะแนนนิยมเหนือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ ที่ร้อยละ 47 ต่อ 40 นำห่างถึง 7 จุดด้วยกัน

โดยเมื่อพูดถึงประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว ก็ต้องบอกว่า ครั้งหนึ่งในช่วงปี 1988 หรือ พ.ศ. 2531 หรือเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เขาก็เคยเป็นปลื้มต่อโอปราห์มาแล้ว ถึงขนาดเอ่ยปากให้สัมภาษณ์ว่า หากเขาลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขาก็จะเลือกโอปราห์ ให้มาเป็น “รองประธานาธิบดี” ของเขา พร้อมส่งสัญญาณท่าทีว่ายืนอยู่ข้างเดียวกันในสีเสื้อพรรคเดโมแครต

ทว่า ถึง ณ วินาทีผ่านมา 30 ปี เข้าวิถีสัจธรรมที่ว่า “เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน” ทั้งสองคนยืนอยู่คนละข้างค่าย ที่ทางฝ่ายนายทรัมป์ มาอยู่ข้าง “รีพับลิกัน” ขณะที่ วินฟรีย์ ยังยืนหยัดในฟาก “เดโมแครต” โดยพลันที่มีกระแสข่าวว่า “โอปราห์” อาจจะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยถัดไป ทางนายทรัมป์ ก็กล่าวแสดงความยินดีที่จะเผชิญหน้าในสมรภูมิเลือกตั้งดังกล่าวทันที พร้อมทั้งแสดงความมั่นใจว่า จะสามารถเจ้าแม่แห่งวงการทอล์คโชว์อันระบือนามรายนี้อีกด้วย

ก็ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า “โอปราห์” จะหันมาเอาดีบนถนนสายการเมืองตามที่คาดการณ์กันหรือไม่ และถ้าหากวินฟรีย์ กระโจนขึ้นบนถนนสายนี้จริง นักวิเคราะห์หลายฝ่ายก็บอกว่า ไม่ใช่โรยกลีบกุหลาบ คือ ไม่ง่ายดาย เหมือนกัน ที่จะจุดพลุสร้างกระแส “โอปราห์ 2020” เพื่อหวังกำชัยเข้าสู่ทำเนียบขาวในฐานะประธานาธิบดีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ เพราะบริบทแวดล้อมแตกต่างจากเวทีทอล์คโชว์ที่เจ้าแม่หรือราชินีด้านการพูดรายนี้คุ้นชินอย่างสิ้นเชิง