กรมส่งเสริมสหกรณ์ แจงความคืบหน้าสางปม 6 คณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟฯ ทุจริต
กู้เงินสหกรณ์โดยมิชอบ 199 สัญญามูลค่า 2,279 ล้าน พร้อมเตรียมฟ้องร้องคดีเอาผิด3 มาตรา เรียกเอาเงินคืนสหกรณ์ภายในสัปดาห์นี้

นายวิศิษฐ์  ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด จ่ายเงินกู้พิเศษให้สมาชิก 6 ราย รวม 199 สัญญา เป็นเงิน 2,285 ล้านบาท ซึ่งการจ่ายเงินกู้ดังกล่าวขัดกับระเบียบสหกรณ์ที่ได้กำหนดไว้ว่าในการจ่ายเงินกู้ให้กับสมาชิกนั้นกำหนดให้รายละไม่เกิน 15 ล้านบาท ส่งผลทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหายและส่งผลกระทบต่อสมาชิกโดยรวมตามมาในที่สุด ทั้งนี้ สมาชิกทั้ง 6 ราย ได้นำเงินกู้ดังกล่าวไปซื้อที่ดินที่ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และขณะนี้สหกรณ์ยังไม่ได้รับชำระหนี้คืนจากสมาชิก โดยนายทะเบียนสหกรณ์ได้มีคำสั่งให้คณะกรรมการชุดที่อนุมัติเงินกู้โดยไม่ถูกต้องตามระเบียบของสหกรณ์ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ ชดใช้เงินคืนสหกรณ์ภายในวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เมื่อครบตามกำหนดแล้วยังไม่มีการชำระหนี้คืนสหกรณ์ นายทะเบียนสหกรณ์จะพิจารณาใช้อำนาจตามมาตรา 21 ร้องทุกข์และฟ้องร้องดำเนินคดีแทนสหกรณ์ และจะใช้อำนาจตามมาตรา 22 (4) ตั้งคณะกรรมการฯเข้ามาบริหารงานสหกรณ์ชั่วคราวตามที่กฎหมายกำหนด และให้เรียกเงินคืนสหกรณ์จนกว่าจะครบตามจำนวน

นายวิศิษฐ์  เปิดเผยต่อว่า นายทะเบียนสหกรณ์จะดำเนินการฟ้องร้องคณะกรรมการฯ ชุดที่ 7 – 11 ที่อนุมัติเงินกู้โดยขัดต่อระเบียบสหกรณ์ทำให้เสียหาย เพื่อเรียกเงินคืนสหกรณ์ภายในสัปดาห์นี้ จากการสืบสวนข้อเท็จจริงพบว่าคณะกรรมการสหกรณ์ ฯ ชุดที่ 7 – 11 มีบุคคล 2 คน เป็นประธานกรรมการมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันดำรงตำแหน่งและได้มีการอนุมัติจ่ายเงินกู้พิเศษเพื่อเคหะสงเคราะห์ให้กับคณะกรรมการสหกรณ์จำนวน 6 คน และมีการนำเงินออกจากสหกรณ์ ซึ่งเงินจำนวน 2,279 ล้านบาท ที่นำไปซื้อที่ดินประมาณ 600 ไร่นั้น เชื่อว่าราคาที่ดินดังกล่าวไม่มีมูลค่าถึง 2,279 ล้านบาท แต่เป็นลักษณะการฟอกเงินจากสหกรณ์มากกว่า ทั้งนี้ ทางกรมฯ มั่นใจว่าจะสามารถเอาผิดกับอดีตประธานกรรมการสหกรณ์และพวกได้ ซึ่งเกิดขึ้นในสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาอาจจะมีปัญหาในเรื่องการกำกับดูแลสหกรณ์และการเข้าไปตรวจสอบสหกรณ์ที่ไม่เคร่งครัดเท่าที่ควร จึงส่งผลทำให้สหกรณ์มีการบริหารงานที่บกพร่องและเกิดความเสียหายในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทางกรมฯมีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายให้ดำเนินการภายในเวลา 3 ปี เพื่อป้องกันการทุจริต และความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้มีการตรวจสอบไปแล้วประมาณ 70%  ยังเหลือเพียง 30% คาดว่าจะตรวจสอบแล้วเสร็จภายในปีนี้ ทั้งนี้ สหกรณ์ใดมีการดำเนินงานที่ผิดปกติ หรือสงสัยว่าจะมีการทุจริต ทางกรมฯได้ส่งผู้ตรวจการสหกรณ์เข้าไปตรวจสอบจนครบหมดแล้วทุกสหกรณ์ และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ขึ้นซ้ำอีก โดยมอบหมายเจ้าหน้าที่ เข้าไปตรวจสอบเป็นระยะทุก ๆ 3 เดือน และมีระบบการส่งข้อมูลรายงานผลการดำเนินงานของสหกรณ์ตามแบบรายงาน 6 แบบ เพื่อใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับสหกรณ์