แก้วกานต์ กองโชค

งบโฆษณา 133,666 ล้านบาท ในปี 2560 ไม่สามารถทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อทีวี ดำรงตัวตนอยู่ได้อย่างพอเหมาะพอควร

จนทำให้สื่อเก่าแก่หลายแห่ง ต้องกลายเป็นตำนานไป

แม้กระทั่ง “สุทธิชัย หยุ่น” วัย 72 ปี ประกาศยุติบทบาทในเครือเนชั่นสิ้นเดือนมี.ค.2561

"สุทธิชัย" ไม่จำเป็นสำหรับเครือเนชั่นอีกต่อไป

เช่นเดียวกับ “เทพชัย หย่อง” น้องชายสุทธิชัย ก็เตรียมโบกมือลาออกจากเนชั่นภายในสิ้นเดือนเม.ย. นี้

คนเนชั่น....กำลังกลายเป็นตำนานอีกบทหนึ่งของวงการสื่อ

สุทธิชัย ในนามของ “หมาเฝ้าบ้าน” อนโด่งดังในอดีต เติบโตมาจาก นสพ.สยามรัฐ ก่อนจะผันตัวเองมาเป็น “เถ้าแก่คนข่าว” ในอาณาจักรเนชั่นที่สร้างขึ้นกับมือมา 45 ปี

ในวันที่ 31 มี.ค.2561 สุทธิชัย ต้องหันหลังให้กับเนชั่น หลังจากหมดสัญญาจ้าง 4 ปี เพื่อเปิดทางกลุ่มบริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (NEWS) ของกลุ่มฉาย บุนนาค ซึ่งขณะนี้ถือหุ้นใหญ่ เข้ามาบริหาร บมจ. เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

สิ่งที่จะตามมาคือ สุทธิชัยจะยุติการเขียนบทความในคอลัมน์ประจำ "กาแฟดำ" ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และจัดรายการ "ไทม์ไลน์ สุทธิชัย หยุ่น" ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ในวันที่ 28 ก.พ. เป็นวันสุดท้าย

นั่นทำให้เกิดความกังวลในหมู่พนักงานเครือเนชั่นหลายร้อยคน

กังวล เพราะ “แบรนด์เนชั่น” เติบโตมาพร้อมกับ “แบรนด์สุทธิชัย หยุ่น” จนเกิดความหวั่นเกรงว่า จะทำให้เนชั่น ไม่สามารถดำรงตัวตน ความเป็นแบรนด์ของตัวเองได้

เขาบอกสื่อว่า “ชื่อของผม ไม่จำเป็นสำหรับเนชั่นแล้ว และไม่เป็นเนื้อเดียวกัน"

สิ่งที่เนชั่นจะต้องทำคือ รักษาความเป็นเนชั่น ความถูกต้อง ชอบธรรม และจริยธรรม พัฒนาคุณภาพงานและปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของสื่อเพื่อให้สามารถแข่งขันได้แย่งเม็ดเงินโฆษณา ช่วงชิงเรตติ้งได้ในตลาด แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่แล้วก็ตาม

เขาหันหลังให้กับเนชั่น แต่เดินหน้ากับการทำหน้าที่ “กรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศในรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา” พร้อมกับการผลิตข่าวสารผ่านทางโซเชียล

และยังเตรียมเขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การทำสื่อในยุคใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่

ในแง่ความเป็นเจ้าของเนชั่นนั้น สุทธิชัยยังคงรักษาสัดส่วนการถือหุ้นเนชั่น 5.23% ต่อไป แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่

แต่ปริมาณหุ้นดังกล่าวกับราคาหุ้น ณ วันที่ 20 มกราคม 2561 เท่ากับ 0.49 บาท ถือว่า ยังน้อยเกินไปสำหรับสื่อที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต

ไม่แตกต่างกับ เทพชัย หย่อง ซึ่งถือหุ้นเนชั่นอยู่จำนวนไม่มากนัก ก็ยังคงจะถือต่อไป แม้ว่าสัญญาจ้างของเขาจะสิ้นสุดลงในสิ้นเดือนเม.ย. นี้ก็ตาม

เทพชัย ยอมรับโดยดุษฎีว่า “หลังจากเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บมจ. เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป ก็พบว่าบริษัทนี้มีประสบในเชิงธุรกิจจำนวนมาก”

โดยเฉพาะปัญหาทางการเงิน

ปัญหาใหญ่ของเนชั่น ก็ไม่แตกต่างจากธุรกิจสื่อของบริษัทอื่นๆ นั่นคือภาวะถดถอยของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ขณะที่ต้นทุนการบริหารจัดการและต้นทุนคงที่อันเนื่องมาจากค่าใบอนุญาตทีวีดิจิตอลกลับคงที่ ทำให้ต้องแบกรักภาระหนี้สินจำนวนมาก

ณ สิ้นเดือนกันยายน 2560 เครือเนชั่นมีภาระหนี้สินทั้งสิ้น 3,979.15 ล้านบาท สินทรัพย์ 4,654.84 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 5 ปี ปรากฎว่า เครือเนชั่นขาดทุนติดต่อกันมา 2 ปีแล้ว โดยสิ้นเดือนกันยายน 2560 ขาดทุน 2,135.16 ล้านบาท ปี 2559 ขาดทุน 1,102.85 ล้านบาท ปี 2558 กำไร 35.58 ล้านบาทปี 2557 มีกำไร 64.46 ล้านบาท ปี 2556 มีกำไ 251.72 ล้านบาท

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่สำคัญให้เครือเนชั่นประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจขนานใหญ่ โดยจำหน่ายทรัพย์สินเพื่อลดภาระหนี้สิน เพิ่มสภาพคล่อง และหันกลับมาให้ความสำคัญ กับธุรกิจหลัก ที่เป็นจุดแข็งของธุรกิจ คือ การผลิตเนื้อหาข่าว ของสถานีข่าวเนชั่นทีวี

การขายสินทรัพย์ครั้งนี้จะมีมูลค่าอย่างน้อย 1,403 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. มหาวิทยาลัยเนชั่น (ดำเนินการโดยบริษัท เนชั่นยู จำกัด) 2. ธุรกิจทีวีภาคพื้นดินระบบดิจิทัล ช่องนาว26 (ดำเนินการโดยบริษัทแบงคอก บิสสิเนส บรอดแคสติ้ง จำกัด) 3. ธุรกิจรับส่งสินค้า (บริหารโดยบริษัท เอ็มเอ็มแอล จำกัด) 4. ธุรกิจโรงพิมพ์ (ดำเนินการโดยบริษัท ดับบลิวพีเอส (ประเทศไทย) จำกัด) 5. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ

ด้วยภาระหนี้ดังกล่าว จึงทำให้ ชื่อของสุทธิชัย หยุ่น ไม่จำเป็นต่ออนาคตเนชั่นอีกต่อไป !!!