รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานและการพัฒนาศักยภาพองค์กรของ อย. เผยถึงความสำเร็จงานของ อย. ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการและส่งเสริมผู้ประกอบการ รวมทั้งการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ นำไปสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายรัฐบาล Thailand 4.0

วันนี้ 24 ม.ค. ณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ Thailand 4.0

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลสนับสนุนนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งสนับสนุนการผลิตในประเทศให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ตามนโยบาย Thailand 4.0 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ปรับปรุงกระบวนการให้บริการเป็น อย. 4.0 ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การดำเนินงานของ อย. ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาลนับว่าประสบความสำเร็จทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการพิจารณาอนุญาตและลดงานค้าง โดย อย. เสนอรัฐบาล ขอใช้มาตรา ๔๔ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพ ตามคำสั่งที่ 77/2559 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ทำให้ลดขั้นตอนและระยะเวลาเฉลี่ย 20% สามารถเพิ่มผู้เชี่ยวชาญประเมินเอกสาร ไม่จำกัดคิวในการยื่นคำขอ มีระบบให้คำปรึกษา ระบบ Check List ระบบ Tracking ขยายระบบ e-Submission และชำระค่าใช้จ่ายผ่าน e-Payment ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้บริการของ อย. ได้รับความพึงพอใจมากกว่าร้อยละ 90 นอกจากนี้ อย. ยังส่งเสริมผู้ประกอบการและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเพิ่มมาตรฐานการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก ส่งเสริมให้มีการผลิตยาและเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นสำหรับคนไทย โดยมีช่องทางด่วนพิเศษ และลดค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียน เช่น ผลิตภัณฑ์ไบโอฟาร์มา ทำให้ราคายาถูกลงร้อยละ 50 และประหยัดค่าใช้จ่าย ในช่วงปี 2556-2559 ได้ราว 3,000 ล้านบาท อีกทั้ง อย. ยังนำแนวคิดสรรค์สร้างนวัตกรรมตามนโยบายประเทศไทย 4.0 มาใช้ในการส่งเสริมและให้คำปรึกษาด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทำให้สามารถขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์นวัตกรรมได้มากกว่า 50 รายการ ในส่วนของนวัตกรรมจากสมุนไพร อย. ยังได้ส่งเสริมให้มีการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ทั้งอาหารและยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า การประสบความสำเร็จอีกด้านหนึ่งคืองานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดย อย. สามารถพัฒนาศักยภาพในการตรวจสอบการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสังคม นำมาสู่การใช้มาตรการ “รุก รับ เสริม” สามารถตรวจสอบโฆษณาได้กว่า 80,000 รายการ ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งมีการทบทวนสถานะ หรือเพิกถอนทะเบียนตำรับผลิตภัณฑ์สุขภาพให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมศักยภาพผู้บริโภคให้มีความรู้และมีพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้องผ่านสื่อและกิจกรรมต่าง ๆ ในทุกพื้นที่ เช่น การรณรงค์ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล , การแก้ปัญหาการใช้ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น ที่สำคัญ อย. มุ่งขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ทำให้ประชาชนเข้าถึงยาจำเป็น ลดวิกฤต เชื้อดื้อยา และมีการกำหนดราคากลางของยา ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายภาครัฐได้มากกว่า 17,000 ล้านบาท

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อในตอนท้ายว่า อย. ยังมีแผนพัฒนาองค์กรต่อไปในอนาคต เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับการบริการที่ดี และผู้บริโภคได้รับความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาระบบ e-Submission การปรับโครงสร้างองค์กร และการปรับปรุงกฎหมาย ขอให้ผู้ประกอบการมั่นใจการดำเนินงานของ อย. ที่จะให้บริการอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และโปร่งใส เพื่อให้ “ผู้บริโภคปลอดภัย ผู้ประกอบการก้าวไกล ระบบคุ้มครองสุขภาพไทยยั่งยืน” และสนองนโยบายของรัฐบาล เกิดการเดินหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ประเทศชาติมีความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ต่อไป