เสรี พงศ์พิศ
www.phongphit.com

ตรุษจีนน่าจะเป็นการฉลองปีใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คงเป็นเพราะอารยธรรมจีนมีอายุต่อเนื่องมาหลายพันปี เป็นรากเหง้ายาวนานที่แม้แต่อำนาจล้นฟ้าของคอมมิวนิสม์ก็ไม่สามารถล้มล้างได้ เช่นความล้มเหลวของการปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-1976)

“สี่ทันสมัย” ตามมาหลังทศวรรษแห่งการฝันร้ายนั้น เป็นยุคที่เติ้ง เสี่ยวผิงประกาศว่า “แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้”

จีนปรับเปลี่ยนมุมมองวัฒนธรรม เห็นว่าไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรค แต่เป็นโอกาสเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะวัฒนธรรมของชนเผ่าและท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งจีนไม่มองว่าเป็น “อาวุธอันคนยาก” ที่จะใช้ต่อต้านรัฐบาล แต่เป็น “พลังอันยิ่งใหญ่” เพื่อการพัฒนาประเทศ

นับเป็นความชาญฉลาดของรัฐบาลจีนที่มองทะลุจากสิ่งที่ปรากฎภายนอกเข้าไปถึงแก่นหรือหัวใจของวัฒนธรรม ซึ่งก็คือ “จิตวิญญาณ” ของชุมชน เป็นระบบคุณค่าที่ร้อยรัดผู้คนให้เป็นพี่เป็นน้อง เอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูล ทำให้ผู้คนอยู่อย่างมีความสุข

ทำลายวัฒนธรรม เท่ากับทำลายจิตวิญญาณของชุมชน ของท้องถิ่น ผู้คนก็ขาดพลังชีวิต สังคมขาดรากฐาน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ และนั่นทำให้การปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนล้มเหลว เพราะมุ่งทำลายล้างวัฒนธรรมเก่าแก่ของจีน รวมทั้งวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้าไปเมืองจีน

วัฒนธรรมจีนได้รับการฟื้นฟูกลับมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ในเวลาเดียวกันก็มีการเปิดรับวัฒนธรรมอื่นๆ โดยเฉพาะตะวันตก

ตอนที่ไอแซค สเติร์น นักไวโอลินระดับปรมาจารย์ชาวอเมริกันไปเยือนเมืองจีนในปี 1978 เขาไปเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และมีแผนการฝึกอบรมการเรียนการสอนไวโอลินให้คนจีนด้วย แต่กลายเป็นว่า โปรแกรมของเขาถูกจัดในคอนเสิร์ตฮอลล์ในเมืองใหญ่ๆ มีคนเข้าไปชมแน่นทุกแห่ง

มีการบันทึกการเดินทางไปเมืองจีนครั้งนั้นชื่อ “จากเหมาถึงโมสาร์ท” (From Mao to Mozart) ส่งเข้าประกวดและได้รางวัลออสการ์สารคดียอดเยี่ยมในปี 1981

ครูไวโอลินคนหนึ่งเล่าในสารคดีนี้ว่า ระหว่างปฏิวัติวัฒนธรรม เขาถูกจับขังในห้องแคบๆ ออกมาเห็นแสงตะวันวันละครั้งเพื่อไปห้องน้ำเท่านั้น เพื่อนๆ นับสิบคนทนไม่ได้ฆ่าตัวตาย จีนต้องการให้คนเลิกเล่นดนตรีตะวันตก ถือเป็นสิ่งมอมเมา

ในปี 1978 ไอแซค สเติร์นพบว่า เด็กวัยรุ่นจีนอายุ 17-18 เล่นไวโอลินไม่ดี ครูไวโอลินจีนบอกว่า เพราะไม่มีพื้นฐานดนตรีตะวันตก เล่นเป็นแต่โน้ตเพลงของโมสาร์ท แต่เข้าไม่ถึงวิญญาณของโมสาร์ท

อย่างไรก็ดี ไอแซค สเติร์นพบว่า เด็กจีนมีศักยภาพสูงมากที่จะเล่นดนตรีตะวันตกได้ไม่แพ้คนตะวันตก ถ้าพวกเขาเข้าถึงวิญญาณของดนตรีได้ และกาลเวลาก็ได้พิสูจน์ความจริงข้อนี้

เด็กจีนตัวเล็กๆ อายุระหว่าง 7-10 กว่าขวบที่เล่นเปียโน ไวโอลิน เชลโล ให้ปรมาจารย์ชาวอเมริกันผู้นี้ฟังในปี 1978 ไม่กี่ปีให้หลังได้กลายเป็นนักดนตรีระดับแนวหน้าของโลกไปเกือบทุกคน ไปแข่งขันได้รางวัลนานาชาติ ได้แสดงเดี่ยวกับวงดนตรีมีชื่อเสียง และบันทึกเสียงกับบริษัทยักษ์ใหญ่

ในปี 1999 ยี่สิบปีให้หลัง สเติร์น กลับไปเมืองจีนอีกครั้ง เขาได้พบกับเด็กๆ อัจฉริยะเหล่านั้น ที่ล้วนแต่มีชื่อเสียง หลายคนได้รับความช่วยเหลือจากเขาให้ไปเรียนต่อในสถาบันดนตรีมีชื่อเสียงที่อเมริกา

วันนี้ คนที่สนใจดนตรีคลาสสิก น่าจะไม่มีใครไม่รู้จัก Lang Lang นักเปียโนหนุ่มจีน ซึ่งได้ชื่อว่า ไม่ใช่เป็นแค่นักเปียโน แต่เป็น “ศิลปิน” หรือ “ดารา” ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เล่นที่ไหนใครๆ ก็อยากฟัง เพราะนอกจากฝีมือหรือเทคนิกชั้นยอดแล้ว เขายังเข้าถึง “วิญญาณ” ของโมสาร์ท เบโธเฟน รัคมานีนอฟ และคีตกวีตะวันตกได้เป็นอย่างดี

ลัง ลัง เล่นเปียโนในงานเปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่งเมื่อปี 2008 แสดงคอนเสิร์ตร่วมกับออร์แกสตร้าที่มีชื่อเสียงทั่วโลก เขาเป็นคนรุ่นใหม่ในแบบที่ไอแซค สเติร์นได้ทำนายไว้ไม่ผิด

เมืองจีนส่งเสริมการเรียนศิลปะ ดนตรี ไม่ว่าพื้นเมืองหรือต่างประเทศ เพราะเห็นคุณค่าความสำคัญของศิลปะวัฒนธรรม ที่ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่เพื่อประชาชนคนจีนเองจะได้สัมผัสคุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรมเหล่านั้น ไม่ว่าของจีน ตะวันออกหรือตะวันตก ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาคน ขัดเกลาอารมณ์ความรู้สึก ทำให้คนมีจิตใจอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง เป็นวัตถุไร้วิญญาณ

ประเทศที่พัฒนาเป็น เขาไม่ได้ส่งเสริมแต่การศึกษาอาชีวะ เพื่อสร้างคนป้อนโรงงานอุตสาหกรรม ไปรับจ้างบริษัทห้างร้านงานบริการ เขาส่งเสริมศิลปศาสตร์ ศิลปะกรรม ส่งเสริมวัฒนธรรม ทำให้คนเข้าถึงจิตวิญญาณของศิลปะ ซึ่งเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ และเป็นแก่น “อารยธรรม”ไม่ว่าของชนชาติใด

ประเทศพัฒนาแล้วเขาสร้างหุ่นยนต์ให้เป็นคน ประเทศด้อยพัฒนาสร้างคนให้เป็นหุ่นยนต์ ที่ไม่มีวิญญาณ คิดแต่เรื่องกิน เรื่องบริโภค เรื่องรายได้ เรื่องจีดีพี ละเลยเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องคุณค่า เรื่องคุณธรรม ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เป็นรากเหง้าของเราทุกคน

คิดคำนึงถึงเทศกาลตรุษจีนให้ดีและรอบด้าน จะได้อะไรมากกว่ากิน เที่ยว กับอั่งเปา