สถาพร ศรีสัจจัง

ย้อนหลังไปในอดีตเมื่อไม่นานนัก..เอาสักสามสี่สิบปีก็พอ ว่ากันว่า เมืองตรังของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย “คนโตตัวเล็ก” ที่ชื่อ ชวน หลีกภัย เจ้าของฉายา “ปากใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง” อดีตศิษย์เก่าที่วิทยาลัยช่างศิลป์แสนจะภาคภูมิใจคนนั้น นับเป็นหัวเมืองฝั่งทะเลตะวันตกที่สำคัญยิ่ง เป็นศูนย์กลางของความเจริญที่จังหวัดใกล้เคียงแสนจะอิจฉา ค่าที่ท่าเรืออำเภอกันตังเป็นท่าเรือใหญ่ และสำคัญที่สุดด้านชายฝั่งทะเล ตะวันตกของประเทศไทย 
         
อำเภอกันตังนี่เองที่นักเรียนประถมมัธยมยุคนั้น ต้องท่องจำกันว่าเป็นหนึ่งในชื่อ 5 เมืองที่รถไฟวิ่งไปสุดสาย เป็นเมืองที่รุ่งเรืองทางการประมงและการพานิชย์ที่เกี่ยวข้องอย่างสูงสุดในช่วงทศวรรษ 2510 - 2530 เป็นอย่างน้อย

มีเสียงพูดเป็นเชิงล้อๆ(หรือ?)กันว่า..ก็ตั้งแต่ท่านชวน หลีกภัยมีวาสนาสูงสุดได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั่นแหละที่ความรุ่งเรืองของเมืองตรังค่อยๆสูญเสียความสำคัญลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นเหมือน “เมืองปิด” ไปในที่สุดอย่างที่เห็นในยุคปัจจุบัน

ขณะที่เมืองรอบข้าง ที่ในอดีตชาวบ้านต้องเดินทางดูภาพยนต์ มาค้าขาย และซื้อหาข้าวของทันสมัยรวมทั้งต้องมาเที่ยวงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัดตรัง คือ “งานหลองรัฐ” ที่ทับเที่ยงหรือ “งานลอยกระทง” ที่อำเภอกันตังอย่างมืดฟ้ามัวดินอยู่เสมอๆทุกปี บัดนี้ล้วนตื่นตัวพัฒนาก้าวหน้าเฟื่องฟุ้งล้ำหน้าเมืองตรังไปทั่วถ้วน ไม่ว่าจะเป็น กระบี่ พัทลุง หรือ นครศรีธรรมราช

เฮ้อ !..มาพูดเรื่อง “ทงลูกลม” ที่จั่วหัวไว้น่าจะสนุกกว่า..เนาะ!

วันก่อนมีภารกิจต้องไปทำที่เมืองตรัง.. มีบางใครเล่าให้ฟังว่า ที่ตำบล “นาหมื่นศรี” ซึ่งมีคนไม่น้อยเล่าลือกันว่าเป็นแหล่งทอผ้าพื้นเมืองเก่าแก่มีชื่อของจังหวัด มีการฟื้นฟูการทอผ้าจนกลายเป็น “โอท็อป” ของเมืองตรังไปแล้ว ฟังมาอีกว่า..คนในพื้นที่ตำบลนี้เขาตื่นตัวเรื่องการนำทุนทางวัฒนธรรมที่เป็น “มรดก” ทางภูมิปัญญาซึ่งบรรพชนสร้างสรรค์ไว้ให้มาปรับปรนต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าให้สอดคล้องกับยุคสมัย ผ้าทอมือนาหมื่นศรีนั่นเป็นตัวอย่างรูปธรรมที่บรรลุผลดังกล่าวแล้ว

วันนี้จึงถึงคิวของ “ลูกลม” และ “ถ้ำเขาช้างหาย” !!

มีบางใครบางกลุ่มในชุมชนนาหมื่นศรีที่รู้จัก “ราก” ของสังคมบ้านตัวเอง คิดนำ “ทุน” ในชุมชนทั้ง 2 เรื่องที่เอ่ยชื่อ มาต่อยอดเพื่อเชิญชวนชาวตรังบ้านอื่นและนักท่องเที่ยวเมืองอื่นที่มาเที่ยวเมืองตรังได้มาชมของดีนาหมื่นศรีบ้านตนในเดือนฤดูเก็บเกี่ยว ที่ทุ่งข้าวรอบๆบริเวณ “เขาช้างหาย” กำลังอยู่ในสภาพเหมือนกลอนบางวรรคที่จิตร ภูมิศักดิ์ กวีคนสำคัญในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 เคยเขียนบรรยายไว้ คือ “ทุ่งจะเหลืองเรืองรองดังทองทา” จึงประสานองค์กรต่างๆทั้ง อบต./จังหวัด/สถาบันการศึกษา/สื่อมวลชนและองค์กรที่เกี่ยวข้อง จัดเทศกาล “แลลูกลม ชมถ้ำเขาช้างหาย” น ระหว่างวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ ศกนี้ !

“เขาช้างหาย” นั้นเป็นชื่อเขาลูกโดดกลางทุ่งนาในพื้นที่ตำบลนาหมื่นศรี ห่างจากตัวเมืองตรังไปทางสายตรัง - พัทลุงสัก 4-5 กิโลเมตร สามารถเห็นด้วยตาเปล่าจากแนวถนน ในภูเขามีถ้ำขนาดใหญ่สวยงามมากมีประพุทธรูประดิษฐานไว้ให้เคารพบูชา ถ้ำแห่งนี้ใหญ่โตขนาดที่คณะลูกเสือจากโรงเรียนประจำจังหวัดตรังคือโรงเรียนวิเชียรมาตุจำนวนตั้งร้อยสองร้อยคนเข้าไปตั้งค่ายพักแรม เคยมีการจัดแข่งหนังตะลุงในถ้ำเสียด้วยด้วยซ้ำ

ส่วนการ “ทงลูกลม” นั้นก็คือการนำกังหันลมที่ทำด้วยวัสดุหลากชนิดซึ่งมีในท้องถิ่น ที่เด็กๆ และชาวบ้านประดิษฐ์ขึ้นเป็นของเล่นไปปักไห้รับลมทุ่งหรือไปปักทงไว้เหนือยอดไม้สูงๆ ลูกลมดังกล่าวมักมีการติดตั้ง “แอก” หรือธนูว่าวไว้ด้วย เมื่อถูกลมแล้งพัดเสียดสีจึงส่งเสียงก้องกังวานไปทั่งท้องทุ่งที่ระยับรวงข้าวกำลังสุกเหลืองดั่งทองทา

ฟังว่าในวันแถลงข่าวที่นำโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตรังคือวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ศกนี้ ในงานแถลงข่าวจะมีกิจกรรมสนุกสนานหลายอย่าง รวมทั้งจะมีรายการ “เสวนาภาษากวี” ข้บขานกวีกล่อมทุ่งโดยนักกวีคนสำคัญๆชาวตรัง เช่น สมเจตนา มุนีโมไนย/วิสุทธิ์ ขาวเนียม/จิระนันท์ พิตรปรีชาและศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์..พนม   นันทพฤกษ์ อีกด้วย

ใครที่ผ่านทางไปเมืองตรังทั้ง 2 ช่วง ก็ขอเชิญแวะชมการแข่งขัน “ทงลูกลม” และความงดงามของทุ่งข้าวสุกปลั่งรอบๆถ้ำเขาช้างหาย บ้านนาหมื่อนศรีได้..มีของกินของฝากมาขายเยอะแยะเลย..!!