บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่าง “เมียนมา” เจ้าของฉายาแดนหม่อง กับพญาหมี “รัสเซีย” ณ ห้วงเวลานี้ ต้องบอกจี๋จ๋าอย่างผิดหูผิดตา เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ที่มีต่อพญามังกรจีนแผ่นดินใหญ่ ที่แต่ไหนแต่ไร ก็ดีกันมาตั้งแต่เก่าก่อน

โดยบรรยากาศที่ว่า ก็มีกระแสสายฉายออกมากันอยู่เป็นระยะๆ แล้ว ก่อนปรากฏชัดอย่างชนิดจัดเต็ม ด้วยการเดินทางมาเยือนกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงเมียนมา ของ พล.อ.เซอร์ไก ชอยกู ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซีย เมื่อเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ เมื่อกล่าวถึงพล.อ. เซอร์ไก ชอยกู ก็ต้องบอกว่า เป็นทั้งนักการทหาร และนักการเมืองคนสำคัญในฐานะพันธมิตรทางการเมืองระดับแถวหน้าของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำตัวจริงเสียงจริง ซึ่งทรงอิทธิพลมากที่สุดในรัสเซียแห่งยุคนี้ ถึงขนาดติดตราตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นถึง เจ้ากระทรวงกลาโหม ดูแลด้านการทหาร งานความมั่นคงของประเทศกันเลยทีเดียว

ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นของทางการเมียนมา ที่ผู้ที่ออกมาต้อนรับ และพบปะหารือ ตลอดช่วงการเดินทางเยือนเมียนมา แดนหม่องแห่งนี้ ก็คือ “พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ผบ.กองทัพของเมียนมา ซึ่งก็บ่งบอกถึงสถานการณ์ทางการเมืองภายในเมียนมาได้เป็นอย่างดีอีกประการหนึ่งว่า ผู้นำที่ทรงอิทธิพลแบบตัวจริงเสียงจริงในเมียนมา ณ ชั่วโมงนี้ คือใครกันแน่!

ผลลัพธ์จากการเดินทางมาของนายพลเพื่อนซี้ของประธานาธิบดีปูตินรายนี้ ก็บรรลุกันไปด้วยข้อตกลงที่เมียนมาสั่งซื้อฝูงบินขับไล่แบบ “ซุคฮอย ซู-30” จำนวน 6 ลำจากรัสเซีย มูลค่าตามที่สื่อท้องถิ่นในเมียนมารายงาน ก็ระบุว่า อยู่ที่ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยในช่วงที่สกุลเงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าเยี่ยงนี้ ก็เพียง 6,200 กว่าบาท ก็ได้ฝูงบินขับไล่มหากาฬ ซึ่งเพิ่งมีประวัติการรบอันน่าพึงพอใจในสงครามปราบปรามขบวนการก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรงอย่าง “รัฐอิสลาม” หรือ “ไอเอส” ที่ซีเรีย โดยลูกทัพฟ้าของรัสเซียเป็นเครื่องรับประกันการันตี

โดยการสั่งซื้อฝูงบินขับไล่ล็อตนี้ ยังเป็นไปเพื่อเสริมเขี้ยวเล็บฝูงบินขับไล่แบบ “มิก-29” ที่มีอยู่เดิม และส่งสัญญาณว่าจะเตรียม “โละ” ฝูงบินแบบ เอฟ-6เอส และเอฟ-7เอส ที่ล้าสมัย โดยจะให้ฝูงบินขับไล่รุ่นใหม่มาประจำการแทน

ใช่แต่เท่านั้น เมียนมายังจะได้ความร่วมมือทางนาวีกับทัพพญาหมีรัสเซียอีกต่างหาก ด้วยการเชิญชวนให้บรรดาเรือรบของรัสเซีย ได้แวะเวียนเข้ามาจอดตามเมืองท่าต่างๆ ของประเทศอีกต่างหาก

เช่นเดียวกับ ทางการรัสเซีย ก็ได้ เผื่อเก้าอี้ในห้องเรียนโรงเรียน หรือวิทยาลัยทางการทหารของพวกเขา เอาไว้สำหรับ นักเรียน นักศึกษาด้านการทหารจากเมียนมาอีกด้วย

นอกจากรัสเซียแล้ว ทางการเมียนมาก็ยังกระชับสัมพันธ์กับพญามังกรจีนแผ่นดินใหญ่ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก แม้ว่าเมียนมาเพิ่มคู่สัมพันธ์ ขยายทางการทูตไปยังรัสเซียด้วยอีกหนึ่งประเทศก็ตามที

โดยทางการเมียนมา ได้สั่งซื้อเครื่องบินขับไล่แบบเจเอฟ-17 ซึ่งเป็นเครื่องรบสายเลือดมังกรจีนอีกจำนวนหนึ่ง มาประจำการในกองทัพอากาศด้วย แม้ว่าเป็นเครื่องบินที่ผลิตจากโรงงานในปากีสถาน แต่ก็ได้ “ไลเซนส์” ใบอนุญาตจากจีนแผ่นดินใหญ่

ปรากฏการณ์แห่งการบังเกิดของความสัมพันธ์ข้างต้นที่มีขึ้นนั้น สร้างความกังวลต่อ “สหรัฐอเมริกา” พญาอินทรี ผู้เป็นชาติมหาอำนาจโลกของอีกฟากฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง โดยได้แสดงออกผ่านทางการแถลงของ นางเฮเทอร์ นวเอร์ต โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่ฟาดงวง ฟาดงา ถล่มทั้งเมียนมาและรัสเซีย ด้วยการระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัสเซียที่จะติดอาวุธให้แก่กองทัพที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

พร้อมทั้งยังระบุด้วยว่า ทางการเครมลินของรัสเซีย มีความขัดกันระหว่างคำพูดกับการกระทำ จากการที่เคยให้คำมั่นว่าจะหาทางออกต่อวิกฤติโรฮีนจา แต่กลับขายฝูงบินรบ ตลอดจนให้ความร่วมมือทางการทหารแก่เมียนมา

นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ยังได้ถล่มไปยังทางการเมียนมาด้วยว่า แทนที่รัฐบาลเนปิดอว์จะให้ความสำคัญด้านการศึกษาและสาธารณสุขของประชาชนคนในชาติ ก็กลับมาให้ความสำคัญด้านการกลาโหม จนทุ่มงบประมาณมายังด้านนี้ เหมือนกับรัฐบาลเผด็จการทหารครั้งอดีต

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ แสดงทรรศนะว่า ไม่ว่าใครจะว่ากล่าวอย่างไร ทางการเมียนมาก็ยังเดินหน้าทั้งสานและกระชับความสัมพันธ์กับบรรดาชาติมหาอำนาจเหล่านี้ต่อไป เพื่อให้ช่วยเหลือเป็นเกราะกำบังจากพลังกดดันของนานาชาติ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ในวิกฤติโรฮีนจา ที่ถึง ณ ชั่วโมงนี้ ก็ยังถาโถมโจมตีเข้าใส่เมียนมา ในลักษณะตกเป็นจำเลยจากวิกฤติข้างต้นอย่างต่อเนื่อง จึงจำต้องหันเข้าหาทั้งจีนแผ่นดินใหญ่และรัสเซีย

จะเรียกว่า ผลพวงของแรงกดดันจากวิกฤติโรฮีนจา ได้ผลักให้เมียนมาไปหาบรรดาชาติมหาอำนาจของอีกฟากก็ไม่ผิด

และใช่ว่าเมียนมาจึงพึ่งพาแต่สองชาติมหาอำนาจอย่างจีนแผ่นดินใหญ่และรัสเซียเท่านั้น แม้กระทั่ง “อินเดีย” แดนภารตะ ทางการเนปิดอว์ ที่กองทัพยังทรงอิทธิพลสูงยิ่งในเวลานี้ ก็ยังเดินหน้าสานสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลทางอำนาจ มิให้มหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งผูกขาดแต่เพียงชาติเดียว