ณรงค์ ใจหาญ

ประเทศไทยถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และมีมาตรการคุ้มครอง ปกป้อง ชนิดพันธุ์ของสัตว์และพืชที่ใกล้จะสูญพันธุ์ทั้งในระดับรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากจะกล่าวถึงการคุ้มครองสัตว์ป่าเป็นการเฉพาะ มีกฎหมายที่คุ้มครองชนิดพันธุ์สัตว์ป่า และพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าเพื่อใช้เป็นที่หลบภัย และการแพร่พันธุ์ เขตดังกล่าว เรียกว่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อย่างไรก็ดี จากการศึกษาวิจัยพบว่า มีการล่าสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองเพื่อใช้เป็นอาหาร หรือเพื่อนำสัตว์ป่านั้นมาขายสร้างรายได้ให้แก่ผู้ล่าจำนวนมาก เนื่องจากเป็นที่นิยมของคนบางกลุ่มที่สะสมสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง จึงทำให้ราคาของซากสัตว์ป่ามีราคาสูงขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อจำนวนสัตว์ป่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมีจำนวนลดลงจนในบางประเภทเกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว

ในด้านมาตรการทางกฎหมายที่คุ้มครองสัตว์ป่าโดยตรง คือ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดสัตว์ป่าสงวนไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติมีจำนวน 16 ชนิด และกำหนดสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในกฎกระทรวง โดยถือว่า สัตว์ป่าสงวน เป็นสัตว์ป่าที่เกือบจะสูญพันธุ์ จึงต้องได้รับการอนุรักษ์ที่เข้มงวดและไม่ต้องการให้ประชาชนล่าหรือไว้ในครอบครอง ส่วนสัตว์ป่าคุ้มครองเป็นสัตว์ป่าที่ควรได้รับการอนุรักษ์แต่ยังอนุญาตให้ประชาชนครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด หากฝ่าฝืนจะมีความผิดทางอาญา

เนื่องจากกฎหมายให้ความสำคัญกับสัตว์ป่าสงวน และสัตว์ป่าคุ้มครอง ดังนั้น จึงกำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ที่ล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ ในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 16 ซึ่งลงโทษทั้งกรณีล่าและพยายามล่า ให้มีโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 57 กำหนดให้ศาลมีอำนาจริบทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ อาวุธ ยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิด รวมถึงสัตว์ป่าหรือซากของสัตว์ป่าที่ถูกล่าให้ริบเป็นของแผ่นดินด้วย เพื่อป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดนำเครื่องมือหรืออาวุธหรือยานพาหนะไปใช้ในกากระทำความผิดอีก และไม่ให้ผู้กระทำความผิดได้ประโยชน์จากสัตว์ป่าที่ถูกล่ามา

แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดโทษไว้อย่างชัดเจน แต่มีงานศึกษาวิจัยและสถิติในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อสัตว์ป่าแสดงให้เห็นว่ามีการล่าสัตว์ป่าจำนวนสูง ส่งผลให้สัตว์ป่าสงวนบางชนิดสูญพันธุ์ไปแล้ว และสัตว์ป่าคุ้มครองบางชนิดใกล้จะสูญพันธุ์ ทั้งนี้ เพราะมีการลักลอบล่าสัตว์ป่า เพื่อนำมาขายให้แก่ผู้ที่ต้องการ หรือนำส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ประกอบกับกำลังของเจ้าพนักงานที่ดูแลรักษาพื้นที่ในเขตอนุรักษ์มีจำนวนน้อยจึงไม่สามารถลาดตระเวน หรือป้องกันการลักลอบล่าสัตว์ป่าได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีผู้มีอิทธิพลที่ใช้กำลังของตนเข้าไปล่าสัตว์ หรือใช้ให้พรานป่าหรือชาวบ้านเข้าไปล่าสัตว์และนำมาขายให้แก่ตน โดยให้ราคาที่ดี อันเป็นเหตุให้เกิดการล่าสัตว์ป่ามากขึ้น และเมื่อเจ้าพนักงานเข้าดำเนินคดีก็ใช้อิทธิพลเพื่อไม่ให้ตนต้องตกเป็นผู้ต้องหา หรือเสนอผลตอบแทนให้แก่เจ้าพนักงานเพื่อให้ปล่อยตนไป หากเจ้าพนักงานไม่ยอม ก็จะใช้กำลังกำจัดเจ้าพนักงานนั้นออกไป ด้วยเหตุนี้ การบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ จึงต้องให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเจ้าพนักงานให้มีเครื่องมือ บุคลากร และอาวุธในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด และสนับสนุนให้กำลังใจ และปกป้องเจ้าพนักงานที่จับกุมปราบปรามด้วยความตั้งใจที่จะอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าอย่างจริงจัง และจริงใจ ทั้งนี้เพราะในบางกรณีเจ้าพนักงานเหล่านี้ ถูกผู้ที่ถูกดำเนินคดี ฟ้องกลับในฐานเจ้าพนักงานประพฤติมิชอบ หรือร้องเรียนว่ามีการข่มขู่โดยมิชอบ หรือขอให้ย้ายไปจากพื้นที่ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการลักลอบล่าสัตว์หรือตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น

จากข้อจำกัดของการบังคับใช้กฎหมายข้างต้น ในด้านนโยบายของการป้องกันและปราบปรามการล่าสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองจึงมุ่งไปที่การสร้างความตระหนักให้แก่ประชาชน ภายใต้หลักการที่ว่า เมื่อประชาชนมีความตระหนักถึงความสำคัญของสัตว์ป่า และมีจิตร่วมกันในการอนุรักษ์สัตว์ป่า การล่าสัตว์ป่าจะลดน้อยลง และพฤติกรรมของตนที่ล่าสัตว์ป่า ซึ่งเดิมถือเป็นเกมส์กีฬาอัน เป็นเกมส์ของคนมีฐานะดี ก็จะลดน้อยลงเพราะคนให้ความสำคัญกับการรักษาชีวิตของสัตว์ป่ามากกว่าการสร้างความบันเทิงให้กับตนเอง โดยการออกล่าสัตว์ เพื่อทดสอบความแม่นยำของการยิงปืน หรือเพื่อนำมาเป็นอาหารที่แปลกกว่าอาหารจากสัตว์เลี้ยงเป็นต้น ดังนั้น กิจกรรมการรณรงค์เพื่อให้เกิดความตระหนักนี้ จึงเห็นได้จาก Slogan ที่ว่า “หยุดกิน หยุดฆ่า สัตว์ป่าไม่สูญพันธุ์” ซึ่งเป็นการรณรงค์ที่ดำเนินการมาเป็นเวลานานและยังคงดำเนินการอยู่มาถึงปัจจุบัน

การสร้างความตระหนักแก่ประชาชนว่า การล่าสัตว์ปาเป็นสิ่งต้องห้ามและไม่อาจยอมรับได้ในสังคมไทย ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านผู้มีอิทธิพลที่เข้าไปล่าสัตว์ป่า โดยสวมรอยเข้าไปตามช่องทางของการศึกษาทางวิชาการ หรือเพื่อศึกษาวิจัย เพื่อที่เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตอุทยานแห่งชาติได้ แต่มาตรการทางอาญาที่จะต้องดำเนินการปราบปรามการกระทำความผิดอย่างจริงจัง ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ผู้กระทำความผิดเกิดความเกรงกลัว และเข็ดหลาบ ซึ่งการดำเนินคดีอาญานั้น มาตรการที่คุ้มครองสิทธิของผู้ถูกล่าวหาไว้ว่า ผู้นั้นได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับการรวบรวมพยานหลักฐาน และการคุ้มครองพยาน รวมถึงการให้อิสระแก่เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมที่จะทำงานอย่างปราศจากความกดดันในด้านต่างๆ จะทำให้การดำเนินคดีเป็นไปด้วยความเป็นธรรมทั้งแก่จำเลยและการคุ้มครองสัตว์ป่า หากพบว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริง ผู้ล่าสัตว์ป่าจะต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น การใช้มาตรการอาญาอย่างเข้มงวด ประกอบกับการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์สัตว์ป่าจะส่งผลต่อการคุ้มครองสัตว์ป่ามิให้สูญพันธุ์อย่างแท้จริง