ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในหน่วยงานหลัก รับผิดชอบและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทิศทางการขับเคลื่อนของ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จึงน่าสนใจและติดตามยิ่ง ล่าสุด การกำหนดแนวทางที่จะมีผลระยะยาวต่อพื้นที่ คือ การประชุมคณะทำงานจัดทำยุทธศาสตร์ ศอ.บต. ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ครั้งที่ 4/2560 เพื่อพิจารณายุทธศาสตร์ ศอ.บต. ให้มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยมี ประสิทธิ์ ชูเมือง เป็นประธานการประชุมคณะทำงานฯ และ ดร.พิสัณห์ นุ่นเกลี้ยง ที่ปรึกษาคณะทำงานจัดทำยุทธศาสตร์ 20 ปี ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. อำนาจ ชูทอง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน ศอ.บต. ผู้อำนวยการและผู้แทนสำนักกอง ศอ.บต. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ประสิทธิ์ ชูเมือง รองเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า ศอ.บต. เป็นหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ 5 จชต. ด้านการพัฒนาทุกมิติด้วยการบูรณาการกับทุกภาคส่วน จึงจำเป็นที่จะต้องมียุทธศาสตร์ ศอ.บต. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 65 เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนให้สอดคล้องและบูรณาการ ให้เกิดพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมาย และพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ 2560 มาตรา 5 เพื่อเป็นกรอบในการจัดทำแผนต่างๆ

“ตามวิสัยทัศน์ ศอ.บต. คือ พหุวัฒนธรรมเข้มแข็ง เศรษฐกิจมั่งคั่ง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ชายแดนใต้สันติสุขยั่งยืน เป็นบุคลากรที่จะต้องมีความเชี่ยวชาญให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ ชี้แนะทั้งในนโยบายการพัฒนาเชิงพื้นที่ คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ประสานเชื่อมโยงอำนวยความสะดวกในพื้นที่ เป็นทีมบูรณาการมืออาชีพ ทันสมัย และทีมธรรมาภิบาล ยึดหลักการทำงานศาสตร์พระราชา เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เป็นผู้ที่มีวิถีชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบนพื้นฐานสังคมพหุวัฒนธรรม”

ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ ศอ.บต. ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 - 2579) ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การเสริมสร้างสังคม การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และต่อวัฒนธรรมเข้มแข็ง 2.การเสริมสร้างเศรษฐกิจของ จชต. และลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้แก่ประชาชน 3.การคุ้มครองเสรีภาพ การเยียวยาแก่ประชาชน การอำนวยความเป็นธรรม และการเสริมสร้างสันติสุขแบบมีส่วนร่วมที่เข้มแข็ง 4. การเสริมสร้างยุทธศาสตร์ด้าน จชต. ให้เข้มแข็งตามหลักธรรมาภิบาล และยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการพัฒนา และ 5.การพัฒนาองค์กรให้เข้มแข็งบุคลากรมีสมรรถนะสูง บริหารงานด้วยความทันสมัยและมีหลักธรรมาภิบาล พร้อมกันนี้ มีการพิจารณาทั้งในส่วน พันธกิจ  เป้าหมายสูงสุดของ ศอ.บต.ในการขับเคลื่อนพื้นที่ จชต. รวมถึงเป็นกรอบแนวทางคิดการทำโครงการต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทของประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งตามยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 - 2579) การสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อย่างแท้จริง

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง โครงการที่กำลังดำเนินการอยู่และถูกจับตาอย่างมาก คือ นโยบายการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในโครงการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ 2560 ซึ่งดำเนินงานผ่านมาแล้วหลายเดือน ล่าสุด ไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. ได้พบปะภาคประชาสังคม ณ โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว อ.เมือง จ.ปัตตานี พร้อมบรรยายพิเศษนโยบายการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในโครงการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ 2560 จัดขึ้นเพื่อให้องค์กรภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนา อีกทั้งเพื่อให้องค์กรภาคประชาสังคมมีความรู้ ความเข้าใจต่อนโยบาย แนวทางการพัฒนา พร้อมนำนโยบายต่างๆ ของภาครัฐไปขยายผลแก่พี่น้องประชาชนได้รับทราบ

ไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวถึงการดำเนินโครงการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ในปีงบประมาณ 2560 มีภาคประชาสังคม 488 องค์กร เสนอโครงการเพื่อของบประมาณในโครงการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมฯ เพื่อนำไปพัฒนาพื้นที่ตามเป้าหมาย 7 กลุ่มภารกิจของ ศอ.บต.

“นโยบายการแก้ไขและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มี 3 คำ คือ การมีส่วนร่วม การแก้ไขปัญหา และการพัฒนา” นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ เน้นย้ำปรัชญาสำคัญ และเป็นแนวคิดที่จะพิสูจน์ทั้งความจริงใจของ ศอ.บต. รวมถึงเนื้องานขององค์กรภาคประชาสังคม ที่ได้รับทุนสนับสนุนว่าจะดำเนินงานได้ตามแผนหรือเป้าหมายจริงหรือไม่

เพราะหากหน่วยงานภาคประชาสังคมใด สามารถนำงบที่ได้รับการสนับสนุนดำเนินโครงการจนบรรลุผล นอกจากจะสร้างประโยชน์ให้ชุมชนสังคมแล้ว ยังเป็นการพิสูจน์เจตนารมณ์ที่ดีขององค์กรอีกด้วย แต่หากดำเนินงานไม่โปร่งใส ล้มเหลว ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ก็ย่อมเป็นการทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรตนเองไปด้วย

สำหรับโครงการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม เป็นโครงการที่ผู้แทนพิเศษของรัฐบาลให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมอบหมายให้ ศอ.บต. เป็นหน่วยดำเนินการ โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 63,145,250 บาท แยกเป็น งบดำเนินงาน จำนวน 13,145,250 บาท และงบเงินอุดหนุนประเภทอุดหนุนทั่วไป จำนวน 50,000,000 บาท ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีองค์กรภาคประชาสังคมเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 488 องค์กร และได้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกโครงการ จำนวน 15 คน ประกอบด้วย ผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ศอ.บต. คปต.ส่วนหน้า ศชต. และภาคประชาสังคม

คณะกรรมการคัดเลือกได้พิจารณาปรากฏว่า มีองค์กรภาคประชาสังคมผ่านการพิจารณาทั้งสิ้น 223 องค์กร 223 โครงการ โดยพิจารณาโครงการที่เสนอผ่านตามหลักเกณฑ์ คือต้องเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนตามภารกิจที่ได้กำหนดไว้ดังนี้ 1.การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  2.การอำนวยความยุติธรรมและเยียวยา 3.การสร้างความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศ และเรื่องสิทธิมนุษยชน  4.การศึกษา ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม  5.การพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่ และคุณภาพชีวิตประชาชน  6.งานขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 60-61  7.การแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี  8.งานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 9.งานขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และ 10.งานพัฒนาศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคม ขณะนี้ภาคประชาสังคมที่เสนอโครงการผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ กำลังดำเนินการจัดกิจกรรม เพื่อขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ดังกล่าวแล้ว

นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการ ศอ.บต. ชี้แจงว่า โครงการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ทุกขั้นตอนที่ได้ดำเนินการ  เป็นไปด้วยความโปร่งใส คุ้มค่า เน้นการมีส่วนร่วมและสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล และคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล โดยมีข้อบ่งชี้ความสำเร็จคือ การับรู้และเข้าใจขององค์กรภาคประชาสังคม ตลอดจนองค์กรเหล่านั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวนมาก และไม่มีข้อร้องเรียนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ต่อโครงการแต่อย่างใด