อดภูมิใจในความเป็น “สายเลือดไทย” เสียมิได้ แม้เพียงกึ่งครึ่งหนึ่ง ก็ยังได้ชื่อว่า “ลูกไทย” กันอยู่ดี “ลูกไทย” ผู้ไปสร้างประวัติศาสตร์อย่างมหัศจรรย์ในแวดวงการทหาร และการเมืองของ “ลุงแซม” แดน “สหรัฐอเมริกา” ประเทศที่ได้ชื่อว่า มหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก ณ ชั่วโมงนี้ พ.ศ.นี้

สำหรับ “ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ” หรือที่คนทั่วไปมักเรียกเธอว่า “แทมมี” สาวลูกครึ่งไทย – สหรัฐฯ ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นถึง “วุฒิสมาชิก” หรือ “สมาชิกสภาซีเนต” แห่งรัฐอิลลินอยส์ สังกัดพรรคเดโมแครต

มหัศจรรย์ลำดับแรก ก็ในฐานะ “สาวอเมริกันลูกครึ่งไทยคนแรก” ที่ปฏิบัติหน้าที่ “นักบินประจำกองบินปีกหมุน” แห่งกองทัพสหรัฐฯโดยกองบินปีกหมุนที่ว่า ก็คือ “เฮลิคอปเตอร์” แถมยังเป็นระดับ “แบล็กฮอว์ก” เฮลิคอปเตอร์ที่ทรงพลานุภาพแถวหน้าในหมู่เฮลิคอปเตอร์ด้วยกันแห่งยุคอีกต่างหากด้วย

ใช่แต่เท่านั้น “แทมมี” ก็หาได้ปฏิบัติหน้าที่นักบินฯ ในภารกิจธรรมดาๆ แต่ประการใดไม่ ทว่า เธอได้ “ตบเท้า” ร่วมกับทหารหาญ “ชายอกสามศอก” แห่งกองทัพสหรัฐฯ เข้าสู่ภารกิจ “สงคราม” ในย่าน “สมรภูมิ” ที่ได้ชื่อว่า “มหาหฤโหดแห่งหนึ่งของโลก” ใน “ช่วง 10 ปีแรกของสหัสวรรษ” หรือ “ทศวรรษ 2000” คือ ตั้งแต่ ค.ศ. 2001 - 2010 ซึ่งลากยาวมาถึงทศวรรษ 2010 นั่นคือ “สงครามอิรัก”

ทั้งนี้ ในมหากาพย์แห่งยุทธนาการข้างต้น “แทมมี” ที่ในขณะนั้น ดำรงยศ “ร้อยเอก (ร.อ.)” ก็ถือเป็น “สาวลูกครึ่งไทย – อเมริกันคนแรก” ที่ได้ทำหน้าที่ “นักบินประจำเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก” ในสงครามมหาหฤโหดครั้งนั้นด้วย

กล่าวถึง “สงครามอิรัก” ครั้งนั้น “ร.อ.หญิง แทมมี” เปิดใจในเวลาต่อมาว่า เธอไม่เห็นด้วยกับสงครามดังกล่าวแต่ประการใด ทว่า เธอก็ได้ “อาสา” ปฏิบัติภารกิจในสงครามข้างต้น ทั้งๆ ที่เมื่อว่ากันไปแล้ว เธอไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมในภารกิจสงครามครั้งนี้ก็ได้ แต่เพราะเธอไม่ต้องการให้เพื่อนๆ เผชิญภยันตรายอย่างโดดเดี่ยว

เรียกว่า “ไม่ทิ้งเพื่อน” แม้ในท่ามกลางภยันตราย อันส่งผลให้ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย กั้นกลางระหว่างความเป็น – ความตาย

และแล้วก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ “แทมมี” ต้องจดจำไปทั้งชีวิต นั่นคือ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2004 (พ.ศ. 2547) ปฏิบัติหน้าที่นำเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กคู่ใจไปรับทหารสหรัฐฯ ที่กำลังปฏิบัติภารกิจสู้รบในเมืองทาจี ทางตอนเหนือของกรุงแบกแดด ทว่า เมื่อไปถึงพื้นที่เป้าหมาย ปรากฏว่า ทหารกลุ่มดังกล่าวได้ออกจากพื้นที่ไปแล้ว เธอพร้อมด้วยนักบินประจำเครื่องอีกหนึ่งนาย ตัดสินใจนำเฮลิปเตอร์บินกลับฐานที่ตั้งในเมืองบาลัด อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางฝ่ายตรงข้ามไดยิงจรวดโจมตีแบบ “อาร์พีจี” เข้าใส่จนทำให้เธอ “ขาขาดทั้งสองข้าง” โชคดีที่นักบินอีกนาย สามารถนำเฮลิคอปเตอร์กลับฐานที่มั่นเป็นผลสำเร็จ

“แทมมี” ต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ตลอดการรักษาพยาบาลและพักฟื้นเป็นเวลานานถึง 13 เดือน ที่ “ศูนย์การแพทย์กองทัพบก วอลเตอร์ รีด” ในแมรีแลนด์ ประเทศสหรัฐฯ

เหตุการณ์ที่ต้องจดจำไปทั้งชีวิตครั้งนั้น ก็ยังทำให้ชีวิตของ “แทมมี” เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงในเวลาต่อมาอีกด้วย นั่นคือ แม้ว่าปลดประจำการจากการเป็น “รั้วของชาติ” อาชีพที่เธอบอกว่า “ตกหลุมรัก” โดยเธอได้รับการปูนบำเน็จเป็นชั้นยศ “พันโท (พ.ท.)” ก่อนเข้ามาโลดแล่นบนถนนการเมืองสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี มรรคาวิถีเวทีการเมืองที่ “แทมมี” พลิกผันเข้ามาโลดแล่นก็หาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จนเดินได้อย่างสะดวกโยธินเข้าถึงฝั่งฝันแต่ประการใด เพราะในหะแรกเริ่มเปิดประเดิมในศึกเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) หรือ 2 ปี หลังประสบเหตุเฮลิคอปเตอร์ถูกยิงที่อิรัก เธอได้พ่ายในสมรภูมิการเมืองครั้งปฐมบทนี้

“แทมมี” เปิดใจว่า ต้องกลับไปนั่งร้องไห้ในอ่างอาบน้ำที่บ้านนานถึง 3 วัน กับความปราชัยในศึกเลือกตั้งครั้งเปิดประเดิมนั้น

ทว่า พ.ท.หญิงลูกครึ่งไทยนอกราชการรายนี้ ก็ยังไม่ยอมแพ้ เดินหน้าสู้ต่อไปในการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.2012 (พ.ศ. 2555)อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ปรากฏว่า “แทมมี” เข้าสู่ “สภาคองเกรส” หรือ “รัฐสภาสหรัฐฯ” ในฐานะผู้ชนะเลือกตั้ง ได้เป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” หรือ ส.ส. ของรัฐอิลลินอยส์ พรรคเดโมแครต พร้อมกับ “สร้างประวัติศาสตร์” เป็น “สาวลูกครึ่งไทย-อเมริกันคนแรก” ที่คว้าเก้าอี้ ส.ส.มานั่งได้อย่างเต็มภาคภูมิ

หลังจากนั้น ในอีก 4 ปีต่อมา คือ ค.ศ. 2016 (พ.ศ.2559) “แทมมี” ก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยการคว้าเก้าอี้ “สมาชิกวุฒิสภา” หรือ “สภาซีเนต” ของรัฐอิลลินอยส์ เขต 8 ซึ่ง “อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา” เคยนั่งมาก่อน มาครองได้สำเร็จ ก็ถือเป็น “ลูกครึ่งสาวไทย-อเมริกัน” คนแรกอีกเช่นกันที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาซีเนตเป็นผลสำเร็จ รวมถึงเป็นผู้ทุพพลภาพ หรือพิการ รายแรกที่ได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ

ส.ว.หญิงลูกครึ่งไทย – สหรัฐฯ รายนี้ ยังสร้างประวัติศาสตร์ด้วยรายงานข่าวล่าสุดที่ระบุว่า เธอได้ตั้งครรภ์บุตรคนที่สองมาเป็นเวลา 6 เดือนแล้ว และมีกำหนดคลอดในช่วง “เดือนเมษายน” ที่จะถึงนี้ ซึ่งอาจจะเป็นช่วงหลังที่ “แทมมี” ฉลอง “วันเกิดอายุครบ 50 ปี” ไม่กี่วันเท่านั้น ตามการคาดการณ์ของคณะแพทย์ผู้ดูแลครรภ์

ทั้งนี้ หากเป็นไปตามคาดการณ์ ก็จะส่งผลให้ “แทมมี” สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นสมาชิกสภาซีเนตคนแรกที่คลอดบุตรในระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง โดยก่อนหน้านี้ แม้จะมีสมาชิกคองเกรสหญิงคลอดบุตรในระหว่างดำรงตำแหน่ง ก็ล้วนเป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” หรือ “ส.ส.” ทั้งสิ้น 10 คน ด้วยกัน

บรรดากองเชียร์ของ “แทมมี” ยังวาดหวังอย่างลึกๆ ด้วยว่า น่าจะได้สร้างประวัติศาสตร์กันอีกครั้ง ในฐานะ “ตัวแทนของพรรคเดโมแครตในการลงชิงชัยศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020” หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ภายหลังจากที่เธอปะทะคารมอย่างดุเด็ดเผ็ดมันกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่งการประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐบัญญัติว่าด้วยงบประมาณชั่วคราว ที่ส่งผลให้ทางการสหรัฐฯ “ปิดหน่วยงานภาครัฐ” หรือ “ชัตดาวน์” ครั้งล่าสุด จนส่งผลให้จุดพลุปลุกกระแสของ ส.ว.หญิงลูกครึ่งไทยรายนี้ขึ้นมา

โดย “ส.ว.แทมมี” หยิบยกเรื่องการเล่นเล่ห์เพทุบายเพื่อหนีทหารมาโจมตีประธานาธิบดีทรัมป์ ด้วยการระบุว่า ตนไม่ต้องการให้คนที่ผัดทหารมา 5 หน โดยอ้างว่า “เจ็บเท้า” (หมายถึงนายทรัมป์) มาสอนว่า ทหารของเรา คือ สหรัฐฯ ต้องการอะไรบ้าง เพราะตนมีความเป็นอยู่ และการฝึกอบรม และการจัดการเครื่องมือทางการทหารของตนอย่างมีความรับผิดชอบ ตลอดช่วงชีวิตผู้ใหญ่ของตนทั้งหมดมาแล้ว

ก็ขึ้นกับผลงานระหว่างดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาซีเนตของ “แทมมี” นับจากนี้ว่า จะโดดเด่นตามแนวทางที่หลายคนคาดว่า เธอน่าจะมีความถนัด นั่นคือ โครงการที่เกี่ยวกับความช่วยเหลือแก่ทหารผ่านศึก รวมทั้งสามารถ “ยืนระยะกับกระแส” ได้นานหรือไม่ ซึ่งหากทำได้แล้วหล่ะก็ คนไทยคงได้ภาคภูมิใจอีกคำรบกับเธอ ในฐานะ “ตัวแทนผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แห่งพรรคเดโมแครตที่เป็นสาวลูกครึ่งไทย-อเมริกันรายแรกในประวัติศาสตร์”

ทีมข่าวหน้า 1