ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งที่ 1/2561 ที่จังหวัดจันทรบุรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และมีการเดินทางไปเยี่ยมชุมชนที่จังหวัดตราดเมื่อวันจันทร์ แต่ต้องเรียนว่า “การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญมาก” เนื่องด้วยเป็น “การประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคตะวันออก (EEC : EASTERN ECONOMIC CORRODOR)” ที่รัฐบาลตั้งใจมากที่สุด หรือเรียกว่าเป็นวาระสำคัญของการประชุมครม.สัญจรในครั้งนี้ นอกเหนือจากวาระอื่นๆ ที่เป็นเพียงวาระการแต่งตั้งตามปกติเท่านั้น

“การประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC)”  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนทุกอย่างให้เป็นไปได้ แต่การจะขับเคลื่อนนั้น ลำพังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และรัฐบาลฝ่ายเดียวคงไม่สามารถดำเนินการได้ ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม NGOs องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันขับเคลื่อนภาคตะวันออกให้ไปสู่วิสัยทัศน์ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ต้องเป็นความยั่งยืนที่ไม่ฉาบฉวย ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งประเทศไทยมี 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ดังนั้น การที่จะอนุมัติงบประมาณโครงการใดๆ ขอให้มีการพิจารณาดำเนินการตามความพร้อม  และพยายามแก้ไขในสิ่งที่เป็นข้อพกพร่อง ในส่วนของรัฐบาลจะพยายามแก้ไขปัญหาในเรื่องต่างๆ  เช่น เรื่องของกฎหมาย และจะไม่ดำเนินการในเชิงที่สร้างคะแนนนิยมที่ผิดๆ  ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหาของประเทศในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของงบประมาณ 

ที่ประชุม ได้มีการพิจารณาเพื่อขอให้รัฐบาลสนับสนุนโครงการและกิจกรรม ดังนี้
“ด้านโครงสร้างพื้นฐาน” ขอรับการสนับสนุน 4 เรื่อง ประกอบด้วย  โครงข่ายถนน ได้แก่การศึกษาออกแบบก่อสร้างถนน จำนวน 5 เส้นทาง อาทิ เส้นทางเฉลิมบูรพาชลทิศ อู่ตะเภา-ชลบุรี-ระยอง-จันทบุรี เพื่อการท่องเที่ยว เส้นทางเลียบชายทะเลจังหวัดชลบุรี ส่วนต่อขยายเชื่อมต่อบูรพาวิถี-บางทราย เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร และส่งเสริมการท่องเที่ยว เส้นทางสาย ค1 ผังเมืองรวมเมืองบ้านบึง เพื่อแก้ไขปัญหาจราจร เส้นทางเชื่อมขุนด่านปราการชล ช่วงแยกศรีนาวา-หินตั้ง จังหวัดนครนายก เป็นต้น

พร้อมทั้ง เส้นทางนครนายก-บางหอย-บ้านสร้าง-พนมสารคาม เพื่อสนับสนุนการขนส่ง เส้นทางคลองหลวงแพ่ง-ปราจีนบุรี เชื่อมจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดปราจีนบุรีเพื่อสนับสนุนการขนส่งและอุตสหกรรม เส้นทางปราจีนบุรี-ศรีมหาโพธิ เพื่อสนับสนุนการขนส่งและอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี และเส้นทางบางบุตร-ชุมแสง จังหวัดระยอง เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงจังหวัดระยองกับพื้นที่ EECi ในอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง   

ระบบขนส่งสาธารณะ  ขอให้มีการศึกษาออกแบบรถไฟทางคู่สายระยอง-จันทบุรี-ตราด เพื่อเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยองเพิ่มเส้นทางรถไฟโดยสารด่วนพิเศษ (sprinter) สายกรุงเทพฯ-อรัญประเทศ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนระหว่างกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรีและสระแก้ว  และให้มีการศึกษาเพื่อจัดทำแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนเพื่อเชื่อมโยงสถานีรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง กับแหล่งท่องเที่ยวอุตสาหกรรม และแหล่งชุมชน ในพื้นที่เมืองพัทยา ศรีราชา และแหลมฉบัง เป็นต้น 

“ระบบน้ำอุปโภคบริโภค” ขอให้การประปาส่วนภูมิภาคขยายการให้บริการน้ำประปาโดยนำน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชล มาผลิตเป็นน้ำประปา และขยายเขตจ่ายน้ำให้กับประชาชนด้วยการเพิ่มสถานี เพิ่มแรงดันและวางท่อจ่ายน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ เป็นต้น  และ“ระบบไฟฟ้า”  ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บรรจุแผนปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูงที่มั่นคง ทนภาระทางไฟฟ้าที่หนัก ในปี พ.ศ. 2561-2562

“ด้านอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน และการค้าชายแดน”  ขอรับการสนับสนุนดังนี้   ยกระดับด่านชายแดนท่าเส้น อำเภอเมืองตราด เป็นจุดผ่านแดนถาวร  ขอให้พัฒนาจังหวัดจันทบุรี เป็นนครอัญมณีศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก  ส่งเสริมพัฒนาการออกแบบเครื่องประดับ

“ด้านการท่องเที่ยว”  ขอรับการสนับสนุนและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ภายใต้ “โมเดลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์”   การออกแบบปรับปรุงและพัฒนาเส้นทางจักรยานเพื่อท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชิงนิเวศและเชิงชุมชน ในพื้นที่ท่องเที่ยวของภูมิภาคแถบภาคตะวันออก   

“ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”  ขอรับการสนับสนุน ดังนี้ ระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียในอำเภอปลวกแดง และเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดระยอง   ขอให้กระทรวงคมนาคมร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศึกษาการขุดลอกแม่น้ำบางปะกองจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อแก้ไขปัญหาแม่น้ำตื้นเขิน และศักยภาพการขนส่งพืชผลทางการเกษตรทางน้ำ  ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาช้างป่าที่ออกมารบกวนประชาชนนอกพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ ของป่ารอยต่อ 5 จังหวัด   และขอรับการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การระบายน้ำ ระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียเมืองพัทยาอย่างครบวงจร ซึ่งด้านทรัพยากรธรรมชาติฯมีความสำคัญมาก!

นอกเหนือจากนั้น ครม.ยังเห็นชอบโครงการ “บก-น้ำ-อากาศ” ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ภาคตะวันออก ที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยการพัฒนาด้านการขนส่งทางบกได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างถนนในพื้นที่ภาคตะวันออก วงเงินงบประมาณระหว่างปี 2557-2562 รวม 77,323.283 ล้านบาท กับการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายพัทยา- มาบตาพุด ระยะทาง 22 กิโลเมตร วงเงิน 20,200 ล้านบาท กำหนดเปิดใช้งานในปี 2563 การขยายช่องทางการจราจรทางหลวง ทางเข้าท่าอากาศยานอู่ตะเภา-ท่าเรือจุกเสม็ด และทางหลวงมีนบุรี -ฉะเชิงเทรา เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางจากกรุงเทพฯไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา และเส้นทางเลียบชายทะเลตะวันออก ชลบุรี-ระยอง จะมีการสร้างเส้นทางจักรยาน จุดพักรถ และจุดชมวิว รวมถึงพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวรอบเกาะช้าง  ขณะที่ในระยะต่อไป โครงการในปี 2563-2566 จะก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายแหลมฉบัง -ปราจีนบุรี -นครราชสีมา เพื่อเชื่อมต่อทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-นครราชสีมา-หนองคาย  

นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมต่อ 3 สนามบิน คือ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานอู่ตะเภา รวมระยะทาง 220 กิโลเมตร วงเงินงบประมาณ 236,700 ล้านบาท รวมถึงยังมีแผนพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าเชื่อมต่อกับประเทศจีนตอนล่าง เข้ากับท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด และท่าเรือสัตหีบ และมีแผนรอ

รับนิคมอุคสาหกรรม เชื่อมโยงโครงการรถไฟฟ้าทางคู่สายชุมทางศรีราชา-ระยอง มาบตาพุด-ระยอง-จันทบุรี-ตราด-ทองใหญ่ ระยะทางรวม 275 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 (งบกลาง)

ดังนั้น การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจอีอีซีในครั้งนี้ครอบคลุมทุกภาคส่วน พิจารณาดูแล้วรัฐบาลน่าจะจริงจังมากถ้าสามารถเดินหน้าได้...รับรองได้เลยว่า “ไทยแลนด์แดนตะวันออกไปได้สวยแน่!”