ทวี สุรฤทธิกุล

ใน “หัวสมอง” และ “หัวใจ” ของ คสช.มีอะไร?

ถ้าจะให้คำตอบในช่วงเวลานี้ก็คงไม่มีอะไรเด่นชัดเกินไปกว่าคำว่า “ไทยนิยม” ที่หลายๆ คนในรัฐบาลพยายามท่องจำและตอบตามๆ กันว่ามันคือ “การเมืองที่มั่นคง เศรษฐกิจที่มั่งคั่ง และสังคมที่ยั่งยืน ” ซึ่งผู้เขียนจะขออธิบายในส่วนของการเมือง โดยอยากจะเน้นให้เห็นชัดๆ จึงใช้ชื่อว่า “ประชาธิปไตยไทยนิยม”

คำๆ นี้ผู้เขียนไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่หลังจากที่ได้คุยกับเพื่อนๆ นักวิชาการเพื่อที่จะหาคำอธิบายเกี่ยวกับความเป็นไปของการเมืองไทยที่กำลังสับสนวุ่นวายอยู่นี้ จึงสรุปออกมาเป็นความเห็นร่วมกันว่า นี่แหละคือ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ที่ คสช.กำลังจะทำให้เป็น “ไทยนิยม” จึงรวมเรียกว่า “ประชาธิปไตยไทยนิยม”

หลักการสำคัญของประชาธิปไตยไทยนิยมคือ “ความมั่นคง” เพียงประการเดียว ภายใต้การดูแลของกองทัพ ที่ทฤษฎีรัฐศาสตร์เรียกว่า “ระบอบทหารผู้พิทักษ์” (Military Guardian Regime) โดยในระบอบนี้ทหารจะทำหน้าปกป้องคุ้มครองระบบ เช่น ดูแลการเลือกตั้ง ดูแลสภา และดูแลรัฐบาล รวมถึงการดูแลประชาชนและการพัฒนาประเทศทั้งปวง ดังนี้ทหารก็จะอยู่ในฐานะ “องค์อธิปัตย์จำแลง” (Pseudo-sovereign) โดยทหารจะแสดงบทบาทเสมือนว่าเป็น “ผู้ได้รับอาณัติ” (Mandate) ให้ใช้อำนาจสูงสุดดังกล่าวในฐานะ “ตัวแทนประชาชน” ทหารจึง “ถือสิทธิ” ที่จะเข้ามาดูแลการเมืองทั้งระบบนั้นได้

คนไทยเป็นคนมองโลกในแง่ดี อย่างที่ภาษาสมัยนี้เรียกว่า “พวกโลกสวย” เพราะคนไทยไม่เคยเข็ดหลาบในการ “เอื้ออวย” ให้ทหารเข้ามาใช้อำนาจอยู่เป็นระยะ ภายใต้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบ “ไพร่ฟ้า” ที่ปลูกฝังไว้ว่า “การเมืองเป็นเรื่องของชนชั้นนำ” โดยที่ทหารเป็นชนชั้นนำที่มีความโดดเด่นที่สุด อย่างน้อยก็ในสองสิ่งคือ ความรักชาติกับความจงรักภักดี ด้วยเหตุนี้เมื่อบ้านเมืองมีวิกฤติ มีความแตกแยกในชาติ หรือเกรงว่าจะมีเหตุร้ายกระทบกระเทือนถึงสถาบันสูงสุด คนไทยก็จะนึกถึงทหาร บางครั้งก็ถึงขั้นเรียกร้องให้ทหารออกมาทำรัฐประหาร รวมถึงที่ยินยอมให้ทหาร “มาทำอะไรก็ได้” ในการปกครองดูแลบ้านเมือง

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดอันใด ที่คณะ คสช.จะได้ดำเนินการดูแลประเทศอยู่ในลักษณะนี้ เพราะคนไทยนี่เองที่เชิญชวนทหารคณะนี้เข้ามา ถึงขนาดที่ คสช.กล้าประกาศว่านี่คือ “สัญญา” ที่ให้ไว้กับประชาชน ทั้งการเข้ามาควบคุมสถานการณ์ การปฏิรูปประเทศ และการ “สร้างอนาคตไทย”

อย่างที่ผู้เขียนได้เคยเขียนไว้ในบทความนี้ว่า “ทหารไม่เหมาะกับประชาธิปไตย” เพราะทหารถูกอบรมฝึกฝนมาใน “วัฒนธรรมเผด็จการ” อันเป็นด้านตรงข้ามของประชาธิปไตย ที่เน้นในเรื่องเสรีภาพ เสมอภาค และสิทธิมนุษยชน ดังนั้นเมื่อเราให้ทหารมาสร้างประชาธิปไตย เราก็จะต้องได้เห็น “การมัดตราสัง” ในทุกโครงสร้างและทุกกระบวนการ นั่นก็คือต้องยอมให้ “หมอผี” ซึ่งก็คือทหาร ที่เราเชิญชวนมาขับไล่ “ผี” ซึ่งก็คือนักการเมืองเลวๆ โดยที่เราจะต้องใช้ค่าจ้างเป็น “อำนาจอธิปไตย” ที่มีอยู่ในประชาชนไปมอบให้ทหาร

ใครๆ ที่ดูหนังฝรั่ง อย่างเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ จะเห็นมีตัวแสดงที่ชื่อว่า “นักล่าวิญญาณ” ที่เป็นควันดำลอยวูบวาบ ในมือถือง้าวปลายงุ้มอันใหญ่ๆ เที่ยวไล่สูบเอา “วิญญาณ” ซึ่งก็คือชีวิตหรือลมหายใจของผู้คน นอกจากนั้นฝรั่งยังมีเรื่องความเชื่อทางศาสนาที่เรียกว่า “การขายวิญญาณ” ซึ่งตามตำนานเล่าว่า ใครก็ตามที่ได้ไปทำข้อตกลงกับซาตาน รวมทั้งที่ถูกซาตานลวงล่อ เพื่อแลกกับผลประโยน์บางอย่างซึ่งส่วนมากมักจะแลกกับความเป็นยิ่งใหญ่หรือการมีอำนาจประหลาดๆ ก็จะต้องยินยอมให้ซาตานนำวิญญาณของเรานั้นไปทำอะไรก็ได้ รวมถึงการให้ซาตานนั้นมาเป็นตัวของเราเอง คือ “ขายชีวิตทั้งชีวิต” ให้กับซาตานไปทั้งหมดทั้งสิ้นนั่นเอง

ถ้าจะถามว่าคนไทยมีสิทธิเรียกร้องอะไรหรือไม่ ก็อาจจะตอบได้ว่า สำหรับคนไทยที่ได้ขายวิญญาณคือยินยอมให้ทหารเข้ามาปกครองโดยไม่มีเงื่อนไข ก็คงจะไปเรียกร้องทวงคืนซึ่งชีวิตและวิญญาณนั้นคืนมาได้ แต่ที่ผ่านมานั้นคนไทยไม่ได้คิดว่าทหารเป็นหมอผีหรือนักล่าวิญญาณ เพียงแต่เห็นว่าเป็น “เทพารักษ์” คือเทวดาที่ปกปักรักษาอะไรบางอย่าง อย่างเช่นในกรณี คสช. ก็คือ “ผู้รักษาความดีงาม” คือปกป้องคนไทยให้พ้นจากนักการเมืองชั่วๆ ดังนี้ทหารจึงมีลักษณะเป็น “ผู้อาสา” อีกนัยหนึ่งก็คือผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชน เมื่อประชาชนพ้นภัยพิบัติ(จากนักการเมืองชั่วๆ)นั้นแล้ว ทหารก็ควรที่จะ “ออกจากร่าง” คือไปทำหน้าที่ที่ควรทำ คือรักษาความมั่นคงในด้านต่างๆ นั้นต่อไป

โชคร้ายที่ประเทศไทยยังไม่ก้าวพ้นวังวนของนักการเมืองชั่วๆ แม้แต่ทหารเองก็เข้าไป “ติดบ่วง” นั้นด้วยเช่นกัน นั่นก็คือทหารไม่ได้ “ออกจากร่าง” ไปอย่างที่ควรเป็น เพราะทหารอาจจะเห็นว่านักการเมืองชั่วๆ เหล่านั้นยังไม่หมดไป ทหารจึงต้องอยู่ไปอีกระยะหนึ่งเพื่อช่วยดูแลควบคุมนักการเมืองชั่วๆ เหล่านี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ภาพหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ การจัดตั้งพรรคการเมืองที่สนับสนุนทหาร รวมทั้งที่มีกลุ่มการเมืองหน้าเก่าๆ ที่รวมตัวกันและคาดว่าจะมาสนับสนุนคณะทหารทหาร โดยที่ทหารอาจจะไม่ได้เข้ามาดำเนินการโดยตรง ก็ทำอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมจึงเอาสิ่งที่ทหารนั่นยเองก็รังเกียจว่าเป็น “ความชั่วความเลว” มาสนับสนุนและเข้าดำเนินการทางการเมืองในเวลาต่อไป แล้วอย่างนี้หละหรือที่ทหารคิดจะมาช่วยมาทำ “ให้การเมืองไทยดีขึ้น”

หรือว่าเป็นยุทธวิธีแบบ “พิษล้างพิษ ชั่วล้างเลว”