ด้วยความงดงามของเส้นทางศิลปะแห่งศรัทธาสามัคคี ของวิถีคนผู้ไทย จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงเกิดทริปการเดินทางอันแสนวิเศษ แม้การเดินทางที่เหมือนจะยุ่งยาก แต่ถ้ามีโอกาสสักครั้งจะรู้ได้ทันทีว่า เมืองนี้อยู่สบายกินง่ายๆ เพราะเป็นเมืองเล็กๆ แต่กลับซ่อนเร้นสิ่งงดงามไว้มากมาย

ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กาฬสินธุ์

จากกรุงเทพฯ บินตรงไปลงเมืองร้อยเอ็ด ก่อนจะนั่งรถตู้เข้ากาฬสินธุ์ ประมาณเกือบชั่วโมงก็ถึงที่หมายแรกของวัน ณ พระธาตุยาคู อำเภอกมลาไสย หนึ่งในพระธาตุตามเส้นทางไหว้พระธาตุอีสาน 4 เมือง รุ่งเรืองตลอดชีวิต ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่า เป็นพระธาตุที่บรรจุอัฐิของพระเถระผู้ใหญ่ที่ชาวเมืองเคารพนับถือ เมื่อครั้งเป็นเมืองฟ้าแดดสงยาง เมืองเก่าที่ไม่ถูกทำลายโดยเมืองเชียงโสมที่เป็นฝ่ายชนะสงคราม

พระธาตุยาคู

ดังนั้น พระธาตุยาคู จึงเป็นโบราณสถานที่ยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ โดยมีหลักฐานอีกว่า แต่ละส่วนของพระธาตุถูกสร้างขึ้นใน 3 สมัย ซึ่งในส่วนฐานรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมสร้างในสมัยทวารวดี ถัดมาเป็นส่วนฐานทรงแปดเหลี่ยมสร้างในสมัยอยุธยา สำหรับองค์ระฆัง และส่วนยอดสร้างต่อเติมในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกๆ ปี จะมีการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ เพื่อขอฝน และนำความร่มเย็นมาสู่หมู่บ้าน และการมาเยือนในครั้งนี้ทุกคนมีโอกาสได้ร่วมพิธีห่มผ้าพระธาตุยาคู เป็นสิริมงคล ก่อนจะเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป

ชมภูมิปัญญาชาวผู้ไทย

หลังมื้อเที่ยงกับอาหารพื้นถิ่นอันแสนอร่อย ทุกคนก็มุ่งหน้าสู่ บ้านกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ สัมผัสหนึ่งเดียวในโลกกับมาลัยไม้ไผ่ หัตถกรรมซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวผู้ไทย ที่บรรจงประดิษฐ์ด้วยความละเอียดประณีต ถวายเป็นพุทธบูชาในงานบุญพวงมาลัย ซึ่งจัดขึ้นในเดือนเก้า และเดือนสิบ ช่วงบุญข้าวประดับดิน และบุญข้าวสาก ตามวิถีฮีต 12 ที่เป็นประเพณีปฏิบัติของชาวอีสานมาแต่โบร่ำโบราณ

บ้านกุดหว้า

แต่สำหรับวันนี้ทุกคนต่างได้ชื่นชมความสวยงาม ของ มาลัยไม้ไผ่ แต่ละดอกซึ่งใช้แขวนในการทำพิธีบุญพวงมาลัย ไปจนถึงพิธีแห่พวงมาลัยไม้ไผ่รอบโบสถ์ ก่อนจะนำไปแขวนรวมกันเป็นต้นกัลปพฤกษ์ถวายเป็นพุทธบูชา และด้วยความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของหัตถกรรมดังกล่าว จึงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกนักถ้าชาวผู้ไทยกุดหว้า ประดิษฐ์มาลัยวิจิตรศิลป์เข้าประกวดในรายการไอเดีย โอทอป ในปี 2557 จะได้รับรางวัลชนะเลิศกลับมา

มาลัยไม้ไผ่

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกจากช่วงเช้า ณ พระธาตุยาคู อำเภอกมลาไสย จนมาถึง วัดวังคำ อำเภอเขาวง ตอนบ่ายแก่ๆ ของวัน ณ ที่แห่งนี้ทั่วทั้งบริเวณถูกก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมแบบล้านช้าง ทั้งรูปแบบของโบสถ์ ที่มีลักษณะคล้ายวัดเชียงของ เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว หรือแม้แต่เจดีย์องค์ใหญ่ ก็มีลักษณะคล้ายกับพระธาตุหลวง เมืองเวียงจันทน์เช่นกัน และที่พิเศษสุดสำหรับการมาเยือนชาวผู้ไทย อำเภอเขาวง นั้นก็คือ การได้ล้อมวงกินพาแลง ที่เป็นสำรับกับข้าวตามแบบอย่างคนท้องถิ่น รวมถึงมีการบายศรีสู่ขวัญ ต้อนรับผู้มาเยือนอย่างอบอุ่น

วัดวังคำ

บายศรีสู่ขวัญข้าวคูนลาน

เช้าตรู่ของวันใหม่พร้อมกันที่ วัดเศวตวันวนาราม บ้านต้อน อำเภอเมือง ด้วยเวลาเพียง 10 นาทีจากตัวเมืองกาฬสินธุ์ มุ่งหน้าไปทางสำนักงานเทศบาลตำบลเหนือ โดยมีสำรับกับข้าว และอาหารแห้งเตรียมร่วมตักบาตรยามเช้า ณ ปราสาทรวงข้าว ซึ่งชาวบ้านพร้อมใจกันสร้างขึ้นในพิธีบุญบายศรีสู่ขวัญข้าวคูนลาน เพื่อรำลึกถึงพระคุณของพระแม่โพสพ และเพื่อความเป็นสิริมงคล

 ตักบาตรยามเช้า

สำหรับ พระแม่โพสพ ถือเป็นเทพเจ้าแห่งข้าวที่ทุกคนกราบไหว้ เนื่องจากต้องฝากข้าวกล้าในนนาไว้ให้ท่านดูแล เพื่อให้งอกงามปราศจากภัยทั้งปวงให้เกิดดอกออกผลที่อุดมสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นเมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว จึงต้องทำบุญคูนลาน ระลึกถึงพระคุณของพระแม่โพสพ และแสดงความกตัญญูกตเวทีอีกส่วนหนึ่ง

ปราสาทรวงข้าว

ซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จ ชาวบ้านจะนำข้าวมารวมกันไว้ที่วัด เพื่อหาวันในการจัดงานที่จะมีขึ้นในช่วงวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 เพราะโบราณอีสานถือ ว่าฟ้าเปิดประตูฝน จากนั้นชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ ในเขตตำบลเหนือ จะหมุนเวียนกันมาร่วมสร้างโครงสร้างของปราสาท ก่อนจะนำรวงข้าวมามัดเป็นกำ เพื่อนำขึ้นไปประดับตกแต่งเป็นปราสาทรวงข้าวที่สวยงาม ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกๆ คน

ไฮไลท์อำเภอสหัสขันธ์

ขณะที่ในช่วงสายๆ หลังจากฟังเทศน์ฟังธรรม เพื่อเป็นสิริมงคล พร้อมร่วมกินมื้อเช้าอันแสนอร่อย ด้วยข้าวเหนียวร้อนๆ และอาหารพื้นบ้าน เสร็จสิ้น ก็ออกเดินทางต่อไปยัง หมู่บ้านทอผ้าไหมแพรวา บ้านโพนที่อยู่ไมาไกลกันนัก เพราะเป็นเส้นทางผ่านของแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อแห่งนี้ หลายๆ คนจึงถือโอกาสหลังจากชมกระบวนการทอผ้าไหม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นบ้านโพน ชาวผู้ไทย ที่มีวัฒนธรรมสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เลือกซื้อหาผ้าไหมหลากหลายรูปแบบไปเป็นของใช้ และเป็นของฝากกันอย่างเพลิดเพลิน

พิพิธภัณฑ์สิริธร

นอกจากนี้ ชาวผู้ไทย บ้านโพน ยังมีวิถีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง มีความรักสามัคคี และมีวัฒนธรรมการกินอย่างพอเพียง ด้วยเหตุนี้มื้อเที่ยงของวัน จึงไม่พลาดที่ลิ้มรสอาหารท้องถิ่นสารพัดอย่าง กันอย่างเอร็ดอร่อยอีกหนึ่งมื้อ ก่อนจะเดินทางต่อไปตามทางหลวงหมายเลข 227 เส้นกาฬสินธุ์-สหัสขันธ์ โดยมีจุดหมายอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์สิริธร ในอำเภอสหัสขันธ์ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ที่สุดในอาเซียน

โดย พิพิธภัณฑ์สิริธร ในอำเภอสหัสขันธ์ แห่งนี้ถือเป็นไฮไลท์ และเป็นของเชิดหน้าชูตาของเมืองกาฬสินธุ์ เป็นอย่างยิ่ง ด้วยเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวไดโนเสาร์ และวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตอันทันสมัยในโซนต่างๆ พร้อมมีหลุมขุดค้นจริงในบริเวณภูกุ้มข้าว ที่พบฟอสซิล กระดูกไดโนเสาร์ซอโรพอด ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่ อายุประมาณ 130 ปีจำนวนกว่า 700 ชิ้นอีกด้วย

กลุ่มไดโนเสาร์

ทั้งนี้พิพิธภัณฑ์ดังกล่าว เปิดให้บริการทุกวันอังคาร ถึงวันอาทิตย์ หยุดทุกวันจันทร์ ยกเว้นวันจันทร์ที่ตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์เปิดให้บริการตามปกติ ตั้งแต่เวลา 9 โมง ถึง 5 โมงเย็น โดยมีค่าเข้าชมสำหรับคนไทยเป็นเด็ก 10 บาท ผู้ใหญ่ 40 บาท ส่วนคนต่างชาติ เด็ก 50 บาท ผู้ใหญ่ 100 บาท ผู้ที่สนใจเส้นทางท่องเที่ยวดังกล่าว สามารถติดต่อสอบถาม ททท.สำนักงานขอนแก่น โทร.043- 227- 714ส่วน พิพิธภัณฑ์สิริธรโทร.0-4387-1613,0-4387-1615 หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลท่องเที่ยวได้ที่ โทร.0-26221810-18 ต่อ 353,354 และ www.facebook.com/siamrath.travel

โต๊ะท่องเที่ยว เรื่อง/ภาพ
siamtravel58@gmail.com