ศรัทธาความเชื่อมั่นต่อ “รัฐ” เป็นสิ่งสำคัญใหญ่หลวงในการดำรงความสงบสุขของสังคม เรื่องนี้เป็นสัจธรรมในทุกสังคมและทุกยุคสมัย

ความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน หรือการปฏิวัติที่เปลี่ยนแปลงสังคมอย่างสิ้นเชิงที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ล้วนเกิดขึ้นในช่วงที่สังคมนั้น ๆ เกิดวิกฤติ พลเมืองหมดสิ้นความเชื่อมั่นศรัทธาต่อรัฐ ไม่ว่าการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน การปฏิวัติในฝรั่งเศส การปฏิวัติในรัสเซีย การปฏิวัติในจีน ฯ

ในปัจจุบันเกิด “ภาวะรัฐล้มเหลว” ในบางประเทศ อันเกิดจากปัจจัยทั้งภายในระเทศและจากการกระทำของชาติมหาอำนาจภายนอกประเทศ

ดังนั้นสมาชิกในสังคมจึงมีหน้าที่ต้องช่วยกันรักษาความศรัทธาเชื่อมั่นต่อ “รัฐ” เอาไว้ แม้จะมีอุดมการแตกต่างกัน แต่ก็ควรปฏิบัติการอยู่ในกรอบกติกา

เสรีภาพนั้นต้องมีสิทธินั้นต้องมี แต่ทุกคนก็ต้องมีหน้าที่ของพลเมืองที่ต้องรักษาความสงบสุขของสังคม ต้องรักษากรอบกติกาอันชอบธรรมด้วย

สังคมไทยเผชิญปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองมาแล้ว ปัญหาสะสมต่อเนื่องกันมา จนมีผลทำให้พลเมืองบางส่วนเริ่มมีวิกฤติศรัทธาต่อสถาบันทางสังคมต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ

นี่เป็นจุดอันตรายที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญ แล้วช่วยกันฟื้นฟูความศรัทธาเชื่อมั่นต่อสถาบันทางสังคมต่าง ๆ ให้ดีขึ้น

สถาบันทางสังคมนั้นมีหลายอย่างหลายลักษณะ ทหาร ตำรวจ ครู นักบวช แพทย์ ฯลฯ ก็เป็นสถาบันทางสังคมแบบหนึ่ง

ศาสนา ครอบครัว โรงเรียน มหาวิทยาลัย ฯลฯ ก็เป็นสถาบันทางสังคมแบบหนึ่ง

สถาบันทางสังคมนั้นมีใหญ่มีรอง มีที่ส่งผลทางจิตวิทยามากน้อยเป็นลำดับไป

สถาบัน เช่น สถาบันสงฆ์ เมืองมีข่าวร้าย ๆ ข่าวไม่ดี ย่อมส่งผลสะเทือนมากกว่าสถาบันครอบครัว เป็นต้น สถาบันตำรวจเป็นส่วนประกอบสำคัญมากของสถาบันระบบยุติธรรม ข่าวสะท้อนความเสื่อมของสถาบันตำรวจจึงกระทบกระเทืองจิตวิทยามวลชนได้มาก ผู้บริหารรัฐต้อใส่ใจแก้ปัญหาเหล่านี้

รัฐบาล รัฐสภา ศาลยุติธรรม เป็นสถาบันทางสังคมที่สำคัญยิ่ง ถ้าพลเมืองสูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธาต่อสถาบันทั้งสามนี้ สังคมก็จะปั่นป่วนวุ่นวาย จนอาจดำรงอยู่ไม่ได้

ถ้าปล่อยให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐเริ่มสั่นคลอนไปเรื่อย ๆ

แล้วพลเมืองไทยจะยึดมั่นศรัทธากับอะไร ?

ผลอาจจะกลายเป็นว่า พลเมืองเลิกเชื่อทุกฝ่าย หมดสิ้นความศรัทธาเชื่อมั่นต่องสถาบันทางสังคม

และนี่แหละคืออันตรายใหญ่หลวง !