สมบัติ ภู่กาญจน์

ผมทำงานเป็นนักข่าวอยู่ที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวันแล้วละครับ ขณะที่ข่าว ‘การล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวรเมื่อปี 2516’ เกิดขึ้นมา

ขณะที่อ่านข่าว ‘ทุ่งใหญ่นเรศวร ปี 2561’ อยู่วันนี้ จึงทำผมให้ระลึกถึง .... ว่าขณะนั้นนสพ.สยามรัฐรายวัน ‘เกาะติด’ข่าวนี้อย่างไม่ยอมปล่อย โดยนักข่าวสยามรัฐกลุ่มหนึ่ง ลงทุนเดินทางเข้าไปในพื้นที่เพื่อสืบสวนกระบวนข่าวจากทุกฝ่ายอย่างละเอียดถี่ยิบ จนได้ความจริงออกมาอีกอย่างหนึ่ง ว่า ข่าวที่ทางราชการพยายามจะบอก และข่าวที่เกิดขึ้นจริง นั้น ‘ไม่ตรงกัน’

คอลัมน์หน้าห้า ของอาจารย์ (ม.ร.ว.) คึกฤทธิ์ (ปราโมช) ใช้พื้นที่แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ต่อเนื่องถึง 4 วัน เพื่อที่จะบอกกับผู้อ่านและสาธารณชน ให้ ‘รู้เท่าทัน’ ในความเป็นจริงของข่าวๆ นี้ รวมทั้งบอกรัฐบาลในขณะนั้นด้วยว่า จะต้องจัดการกับเหตุการณ์นี้อย่างไร

ผมเก็บข้อมูลเหล่านี้เอาไว้จนถึงทุกวันนี้ จนจำได้ว่าสิ่งที่อาจารย์คึกฤทธิ์ ฟัง-คิด-ถาม-เขียน และพยายาม-บอกกับผู้คนทุกฝ่ายไว้นั้น มีสาระสำคัญที่จุดไหนในประเด็นใด?

ดังเช่น ในข้อเขียนชิ้นแรก ( 3 พฤษภาฯ 2516 ) อาจารย์คึกฤทธิ์ได้เล่าถึงข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏเป็นข่าวแล้วก็เขียนบอกว่า

“ สรุปแล้ว พฤติกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เป็นพฤติกรรมของคนที่เห็นว่าตนเองนั้นอยู่เหนือกฏหมาย

ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และไม่เกรงกลัวผู้ใดทั้งสิ้น

ราวกับว่าบ้านเมืองนั้นเป็นของตน หรือเป็นของพวกพ้องของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว “

สามประโยคนี่แหละครับ คือความไม่ถูกไม่ควร ที่สังคมไทยเมื่อ 45ปีที่แล้วมานั้นมีอยู่ ซึ่ง ณ ขณะนี้ ก็ยังไม่หายไปหมด จากความประพฤติ ของผู้คนอีกไม่น้อยในสังคมเมืองไทย

อย่างไรก็ตาม อาจารย์คึกฤทธิ์แสดงความเห็นต่อไปว่า

“ การกระทำอันผิดกฎหมายนั้นย่อมจะเกิดขึ้นได้เสมอในวงการทุกชั้น ไม่ว่าจะสูงหรือต่ำ เพราะคนที่ยังเป็นปุถุชนอยู่นั้น ย่อมจะทำความผิดได้เสมอ

แต่ถ้าหากว่าได้มีการสอบสวนและลงโทษผู้กระทำความผิด หลังจากที่ได้มีการทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นแล้ว บ้านเมืองก็จะยังอยู่ในระบอบของกฎหมาย อย่างที่เรียกว่าบ้านเมือง ‘ยังมีขื่อมีแป’ และคนที่อาศัยอยู่ในบ้านเมืองย่อมจะนอนตาหลับได้ต่อไป ”

สองย่อหน้านี้ คือการแสดงความคิดเห็นที่เปี่ยมไปด้วยเมตตากรุณา ซึ่งทุกวันนี้หาได้ไม่ง่ายแล้วในหน้าหนังสือพิมพ์ ตลอดจนแวดวงสื่อสารสมัยใหม่ ที่มีแต่อารมณ์บวกดราม่าในสมัยนี้ยุคนี้ อาจารย์คึกฤทธิ์พยายามบอกสังคมไทยให้มองปัญหานี้กันให้ชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลก็ควรจะต้องระมัดระวังอย่างมากที่สุดด้วย ฐานที่เคยออกข่าวซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงมาก่อน ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยข้อความเตือนใจ ไว้ดังนี้

“ รัฐบาลที่ปกครองประเทศอยู่ในขณะใดขณะหนึ่งนั้น อาจได้อำนาจปกครองประเทศมาจากทางหนึ่งทางใดใน 3 ทางนี้ กล่าวคือ

รับมอบอำนาจนั้นมาจากผู้ซึ่งเคยมีอำนาจปกครองมาก่อน

ได้รับมอบหมายจากประชาชนให้มีอำนาจในการปกครอง

ยึดอำนาจการปกครองนั้นมาให้แก่ตนเองด้วยกำลังอาวุธ

แต่ไม่ว่าจะได้อำนาจปกครองนั้นมาด้วยทางหนึ่งทางใด ผู้ปกครองประเทศก็จะต้องมีสิ่งหนึ่ง ซึ่งฝรั่งเรียกว่า Moral Authority จึงจะปกครองประเทศต่อไปได้

คำภาษาอังกฤษนี้พอจะแปลเป็นไทยได้ว่า ‘วุฒิในทางศีลธรรม’ หมายถึงผู้ปกครองประเทศมีศีลธรรมในตนเองและใช้อำนาจปกครองด้วยศีลธรรม พร้อมกันนั้น ก็คอยดูแลให้ผู้ที่อยู่ใต้การปกครองมีศีลธรรมในความสัมพันธ์ และการปฏิบัติต่อกันและกันอีกด้วย

รัฐบาลใด ที่ขาด วุฒิในทางศีลธรรม เสียแล้ว รัฐบาลนั้นก็ไม่สามารถจะเป็นรัฐบาลต่อไปได้

ถึงแม้ว่า จะยังรักษาอำนาจการปกครองของตนไว้ได้ ด้วยกำลังคนหรือกำลังอาวุธ แต่ผู้ปกครองประเทศชนิดนี้ ก็จะเป็นคนละฝ่ายกับประชาชน

มีผลประโยชน์ซึ่งแตกต่างไปจากผลประโยชน์ของประชาชน และคนที่มีผลประโยชน์แตกต่างไปจากผลประโยชน์ของประชาชนนั้น ไม่ใช่ผู้ที่มีลักษณะเป็นรัฐบาลอย่างแน่นอน

เหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เกิดขึ้นในป่าซึ่งชาวกะเหรี่ยงเรียกว่าเซซะโว่ แปลว่าเสียงสวรรค์

ครั้งนี้ก็เห็นจะต้องทดสอบกันให้รู้แน่เสียที ว่า ในเมืองไทยของเรานั้น อะไรคือเสียงสวรรค์ ”

อาจารย์คึกฤทธิ์จบข้อเขียนชิ้นแรกไว้ด้วยความนี้ ประวัติศาสตร์ของข่าวการล่าที่ทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งกลับมาซ้ำรอยอีกครั้งหลังจากเวลา 45ปีผ่านมาแล้ว นั้น ทำให้ผมคิดถึงความเห็นเรื่อง รัฐบาลที่ดีควรมีMoral Authority ของอาจารย์คึกฤทธิ์ และเห็นภาพต่อไปว่า Moral Authority ของรัฐบาลย่อมส่งผลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีวุฒิภาวะในทางศีลธรรมนี้ในการปฏิบัติงานด้วย จนอาจจะส่งผลดีให้เกิดขึ้นตามมาได้อีก นั่นคือ ทำให้คนมองเห็นบุญ-บาป ได้ด้วยว่า เป็นอย่างไร?

วุฒิในทางศีลธรรมของรัฐบาล จะทำให้คนมองเห็น บาป-บุญ-คุณ-โทษ ได้มากขึ้น ว่า

บาปกรรมจะมีจริงหรือไม่จริง ก็ขอให้พิจารณากันดูเถิดว่า... คนเราแม้นจะร่ำรวยมีเงินมากมายมหาศาล สามารถจะทำสิ่งใดก็ได้สารพัด แต่ถ้าพฤติกรรมยังไม่ละหรือเว้นในกิจที่จะข้องเกี่ยวกับบาป แล้วอะไรในชีวิตจะติดตามมา?...

กรรมหรือการกระทำนั้น ย่อมก่อให้เกิดผลแห่งการกระทำหรือวิบากได้ทั้งสิ้น ผลหรือวิบากนี้ถ้าไม่เกิดแก่ตน ก็อาจเกิดต่อไปได้ในวันใดวันหนึ่ง ให้แก่ลูกหลานเหลนโหลน ฯลฯ

ยังมีบาปอีกมากมายสารพัดชนิด ที่รอรัฐบาล หรือผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในการบริหารประเทศ ตัดสินใจอยู่ในขณะนี้ครับ ว่าเราจะมีMoral Authority อยู่ในสามัญสำนึกที่จะจัดการหรือดำเนินการกันอย่างไรต่อไปแค่ไหนหรือเปล่า?

ในฐานะของคนที่เคยผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มาแล้วในชีวิต และได้เห็นผลของการกระทำ-หรือไม่กระทำ ของคนไทยมากมายหลายคนหลายกลุ่ม มาแล้วในอดีต

ผมขอฝากความคิดเหล่านี้ ไว้เพื่อการพิจารณาด้วย