ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทยพาผู้เสียหายยื่นหนังสือถึงนายกฯหยุดวงจรแชร์ลูกโซ่

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 13 ก.พ.ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย พร้อมผู้เสียหายแชร์ลูกโซ่เงินดิจิตอล บิทคอย จำนวนกว่า 100 เข้าร้องทุกข์ต่อเลขาธิการ ปปง ให้ช่วยเหลือติดตามทรัพย์สินมาคืนให้กับผู้เสียหาย และ หามาตรการป้องกันเงินดิจิตอล ที่จะแพร่หลายในอนาคต

นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการที่มีกลุ่มประชาชนผู้เสียหายเข้าร้องเรียนต่อสมาพันธ์ฯ ว่า ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงหลายรูปแบบ มีตั้งแต่ ที่แฝงมาในรูปแบบมีสินค้าเป็นเครื่องบังหน้า เช่น ตะเกียงน้ำมันหอมระเหย ที่ดีเอสไอ.อายัดไว้ 800 กว่าล้านบาท และ ปปง.อายัดไว้ 74 ล้านบาท ผ่านมา 6 ปี ผู้เสียหายยังไม่ได้เงินคืน แถมมีผู้เสียหายออกมาร้องทุกข์แล้วนับหมื่นคน เป็นคดีในประวัติศาสตร์ที่มีผู้เสียหายออกมาร้องต่อเนื่อง สำนวนมีถึง 3 สำนวน และล่าสุดมีหนังสือจาก สคบ.ให้ดีเอสไอ.ตรวจสอบบริษัทที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่บริษัทหนึ่ง แต่ดีเอสไอ.ก็ไม่ดำเนินการอ้างว่าไม่มีผู้เสียหาย ซึ่งความจริงแล้วดีเอสไอ.มีอำนาจตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือแม้แต่ สคบ.เองก็มีอำนาจตามพระราชกำหนดดังกล่าว เพราะมีการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 แต่ก็ยังไม่มีการใช้อำนาจตามกฎหมายนี้ จึงทำให้ผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพจำนวนมากนี้ ยังไม่นับรวมแชร์ออนไลน์ที่เปิดหลอกรายวัน สุดท้ายมาลามถึงเงินดิจิตอลและเรื่องของ OD capital ที่มีสำนักงานเศรษฐกิจกระทรวงการคลังประกาศเตือนล่าสุดแต่ก็ยังไม่มีคนจับ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าขาดเจ้าภาพ ประชาชนไร้ที่พึ่งเพราะรัฐปล่อยโจรมาหลอกลวงประชาชน นายสามารถ กล่าวต่อว่า อยากให้รัฐบาลมีมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามแชร์ลูกโซ่ เพราะอาชญากรรมดังกล่าวได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนไทยมาตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน ที่ประเทศชาติต้องเสียหายนับแสนล้านบาท และทำลายครั้งเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงประเทศ ถือเป็นภัยร้ายทำลายชาติอย่างแท้จริง วันนี้ถึงเวลาแล้วที่ผู้เสียหายและประชาชนคนไทยต้องลุกขึ้นมา “ ขออาสาทำความดีด้วยหัวใจ อุทิศให้เพื่อแผ่นดิน ” เพราะจากข้อมูลที่ได้รับร้องทุกข์จากผู้เสียหายจะเห็นได้ว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์หลอกลวงแชร์ลูกโซ่ หรือกลโกงแบบลูกโซ่ นั้น กว่าผู้เสียหายจะร้องทุกข์คือแชร์ล้มแล้ว บริษัทปิดแล้ว ผู้เสียหายจาก 100 % จะมีผู้เสียหายแค่ 10% เข้าแจ้งความร้องทุกข์เท่านั้น เพราะปัญหาการแจ้งความในประเทศไทยทำได้ด้วยความยากลำบาก เพราะขาดเจ้าภาพ แถมมิจฉาชีพนั้นเป็นอาชญากรที่มีความรู้ จึงมีการวางกลอุบายหลอกลวงประชาชนได้จำนวนมาก

“ดังนั้นการรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดี จึงต้องบูรณาการหลายหน่วยงาน ดังนั้นพอขาดการบูรณาการจึงขาดความต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินคดี จึงทำให้ผู้เสียหายที่ถูกกลโกงแบบลูกโซ่ มีเข้าแจ้งความเพียง 10% ส่วนอีก 30% จะรอดูว่าผู้เสียหายกลุ่มแรกที่ไปร้องทุกข์นั้น ได้เงินคืนหรือไม่ ถ้าได้คนกลุ่มนี้จะออกมาร้องทุกข์ ส่วนอีก 20 % จะเป็นผู้เสียหายที่คิดว่าเป็นเวรกรรมหรือกรรมเก่า และท้อกับกระบวนการยุติธรรม ที่ได้เงินคืนช้า จึงไม่ออกมาร้องทุกข์ และไม่ติดตามการดำเนินคดี”นายสามารถ กล่าวต่อท้าย