กรมอนามัย ติวเข้ม Care giver ดูแลผู้สูงอายุ คิกออฟ “มหัศจรรย์ 1,000วัน” เพื่อการเกิดมีคุณภาพ

นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนพัฒนาศักยภาพสมาคมแม่บ้านสาธารณสุขกับบทบาทการเป็นทีมสนับสนับสนุนการทำงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Care giver) ในระดับพื้นที่ ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพมหานคร ว่า การจัดประชุมวันนี้ เป็นการเชิญแม่บ้านในสำนักงานสาธารณสุขทั้ง 76 จังหวัด มาประชุมร่วมกันเพื่อส่งเสริมการทำงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว หรือระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดเตียง ติดบ้าน โดยกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้ กรมอนามัย พัฒนาผู้ดูแลผู้สูงอายุ ( Care giver : CG ) ซึ่งผู้ดูแลส่วนนี้จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางกรมอนามัยเล็งเห็นศักยภาพและขีดความสามารถของสมาชิกสมาคมแม่บ้าน ที่เข้าไปหนุนเสริม เนื่องจากประเทศไทยพัฒนาสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ได้อย่างรวดเร็วและใช้เวลาเพียง 17-18 ปี เท่านั้น ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นใช้เวลายาวนานกว่า 100 ปี ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น่ากังวล ฉะนั้นการเตรียมความพร้อมในการดูแลผู้สูงอายุ จะต้องพัฒนาศักยภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุให้ดี สามารถเข้าไปช่วยเหลือครอบครัวได้ อย่างไรก็ตามครอบครัวก็ต้องช่วยกันดูแลให้ดีด้วย ประกอบกับกลุ่มผู้สูงอายุมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นสำคัญคือ เมื่อผู้สูงอายุมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้นเรื่อยๆ จะต้องมาพร้อมกับสุขภาพที่ยอดเยี่ยม

ขณะเดียวกันประเทศไทยมีเด็กเกิดน้อย ไม่พอเพียงที่จะทดแทนประชากรผู้สูงอายุได้ แต่ถ้าเราส่งเสริมการเกิดไม่ได้ เราก็ทำให้การเกิดทุกการเกิดมีคุณภาพ ที่ผ่านมากรมอนามัยได้จัดทำโครงการ “สาวไทยแก้มแดง” ส่งเสริมให้แม่มีความพร้อม มีความสมบูรณ์ ในการตั้งครรภ์ เพื่อให้การเกิดมีคุณภาพ โครงการนี้ประสบความสำเร็จ และได้รับผลการตอบรับเป็นอย่างดี และในปีนี้ กรมอนามัยได้จัดทำโครงการ “มหัศจรรย์ 1,000 วัน” เป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อให้การเกิดทุกการเกิดและเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงการดำเนินงาน มหัศจรรย์ 1,000 วัน ว่า การดำเนินงานจะแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกอยู่ในท้อง 270 วัน แม่จะต้องได้รับการดูแลอย่างดี มีภาวะโภชนาการที่ดี ตรวจสุขภาพระหว่างฝากครรภ์ ขยายระยะเวลาจากเดิม 5 ครั้งเป็น 8 ครั้ง เพื่อดูแลแม่และเด็กอย่างใกล้ชิด ไม่มีความเสี่ยง ส่วนช่วงที่ 2 จำนวน 180 วัน หรือ 6 เดือนแรก ลูกจะต้องได้กินนมแม่อย่างเดียวตลอด 6 เดือน ซึ่งในปัจจุบันเด็กไทยได้กินนมแม่เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 23 ต่างจาก 5 ปี ที่แล้ว มีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น ส่งเสริมให้เด็กได้กินนมแม่มากขึ้น โดยลดความกังวลของแม่ กรณี ลาเลี้ยงลูกจะได้รับเงินเดือนเต็ม หรือมีสิทธิด้านภาษี รวมถึงการสนับสนุนของรัฐบาลในรูปแบบต่างๆ ฉะนั้นช่วง 6 เดือนแรกสำคัญมาก และช่วงสุดท้าย คือ 550 วัน คือ ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปีบริบูรณ์

“ทำไมต้อง 1,000 วัน เพราะช่วงนี้เป็นช่วงพัฒนาการสมองของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเซลล์สมอง ประสาทที่เชื่อมแต่ละเซลล์ของสมอง ซึ่งการพัฒนาสามารถพัฒนาได้มากกว่าร้อยละ 90 ในช่วง 1,000 วัน ซึ่งเชื่อว่าหากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน จะสามารถสร้างเด็กที่มีคุณภาพได้ และในอนาคตเด็กกลุ่มนี้ก็จะมีศักยภาพสามารถดูแลผู้สูงอายุ ได้ 2-3 คน”

ขณะนี้ กรมอนามัย ได้จัดทำโครงการ มหัศจรรย์ 1,000 วัน ในพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ซึ่งได้ผลดี โดยร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำงานเชิงรุก ใครตั้งท้องบอกด้วย โดยบอกผ่าน อสม. เพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการรับฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ และต้องการให้การฝากครรภ์ใน 12 สัปดาห์แรก เป็นการเตรียมความพร้อม และวางแผนการเกิดร่วมกัน เพื่อให้การเกิดมีคุณภาพต่อไป

“เราพยายามให้ทุกการเกิดเข้าถึง โครงการ มหัศจรรย์ 1,000 วัน แต่ความยากคือในกรุงเทพฯ เนื่องจากมีหน่วยบริการเยอะมาก แต่เราก็พยายามให้ทุกพื้นที่มีการเกิดอย่างมีคุณภาพ และทุกคนต้องช่วยกัน ซึ่งเป็นแผนหลายปี แต่เริ่มคิกออฟปีนี้”

สำหรับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 ข้อหลัก 1.เสี่ยงที่จะล้ม ทำอย่างไรไม่ให้ล้ม ควรออกกำลังกาย สร้างความแข็งแรงของขา แต่ถ้าไม่ไหวก็อย่าเสี่ยง 2.เสี่ยงที่จะหลงๆ ลืมๆ ควรฝึกสมอง เช่น นับเลข หรือเล่นบวกลบเลข รวมถึงฝึกความจำ ซึ่งมีวิธีการฝึกง่ายๆ 3.เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า ไม่ควรปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่คนเดียว จะเกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ ลูกหลาน ญาติพี่น้องต้องช่วยกันดูแลอย่างใกล้ชิด เปลี่ยนจากติดบ้านเป็นติดสังคมก็สามารถช่วยได้ และ 4.เสี่ยงกับการรับประทานอาหารไม่อร่อย ซึ่งเกิดจากสุขภาพฟัน ควรดูแลสุขภาพช่องปากให้ดี และไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

“สูตรง่ายๆ ที่ทุกคนต้องช่วยกัน เริ่มจากท่านช่วยตัวเอง ลูกหลานและคนในสังคมต้องช่วยกัน ทำอย่างไรไม่ให้ล้ม ไม่ลืม ไม่ซึมเศร้า และกินข้าวอร่อย” นายแพทย์วชิระ กล่าวสรุป