เวที Child Protection Summit, Bangkok 2024 แนะแก้กม.-ติด Digital Literacy แก้วิกฤตปัญหา “ล่วงละเมิดทางเพศเด็กไทย”

วัยใส-นิวเจน23 พ.ค. 2567 • 11:36 น.
เวที Child Protection Summit, Bangkok 2024 แนะแก้กม.-ติด Digital Literacy  แก้วิกฤตปัญหา “ล่วงละเมิดทางเพศเด็กไทย”

เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งโดยเฉพาะโครงข่ายอินเทอร์เน็ต และการอาศัยความล้ำหน้านี้เป็นช่องทางก่ออาชญากรรม ทั้งล่อลวง แสวงหาผลประโยชน์ ละเมิดสิทธิ รวมถึงการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กและเยาวชน ล้วนเป็นสถานการณ์ที่ต้องเกาะติดอย่างใกล้ชิด เพราะจากสถิติคดีค้ามนุษย์เด็กและการแสวงประโยชน์ทางเพศผ่านระบบออนไลน์ในประเทศไทยในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา (2559 - ตุลาคม 2566) อ้างอิงข้อมูลจากชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต พบว่าเด็กไทยถูกล่วงละเมิดทั้งการค้ามนุษย์ ล่วงละเมิดทางเพศ ถูกครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก และนำข้อมูลอนาจารของเด็กเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์มากขึ้นแบบก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2565 โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ถึง 24 เท่า และพบผู้กระทำผิดเพิ่มขึ้นเป็น 56 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่เริ่มเก็บสถิติ

ประเทศไทยเองมีกฎหมายเอาผิดเรื่องสื่อลามกอนาจารเด็ก หรือพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 24) เรื่องความผิดเกี่ยวกับเพศ ซึ่งมีการแก้ไขคำนิยามโดยเพิ่มคำว่า “สื่อลามกอนาจารเด็ก” เข้ามาเป็นครั้งแรก และเพิ่มอีก 2 มาตรา คือ มาตรา 287/1 และมาตรา 287/2 เป็นความผิดฐานครอบครอง ผลิตและจำหน่ายสื่อลามกเด็ก ตั้งแต่ปี 2558

บรรยากาศบนเวทีเสวนาพิเศษ Protecting children from sexual abuse: challenges and key steps forward
บรรยากาศบนเวทีเสวนาพิเศษ Protecting children from sexual abuse: challenges and key steps forward

แต่การเดินหน้าแก้ไขวิกฤตปัญหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กในประเทศไทย ที่ดูเหมือนรุดหน้าและมีประสิทธิภาพหลังมีกฎหมายคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม ทว่า ความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ฝ่ายปฏิบัติงานโดยการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงกลุ่มนักวิชาการจากภาครัฐ ภาคเอกชน และ NGO ที่ทำงานเกี่ยวกับการปกป้องสิทธิเด็กทั้งระดับประเทศและนานาชาติ ในเวทีเสวนาพิเศษ “ขั้นตอนสำคัญช่วยลดการล่วงละเมิดทางเพศเด็กและเยาวชนทางออนไลน์” (Key steps to reduce child sexual abuse online) และ “การปกป้องเด็กและเยาวชนจากการล่วงละเมิดทางเพศ : ความท้าทายและก้าวต่อไปเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น” (Protecting children from sexual abuse: challenges and key steps forward) ที่จัดขึ้นในงานประชุมสุดยอดการคุ้มครองเด็ก Child Protection Summit, Bangkok 2024 โดย มูลนิธิเด็กโลก (World Childhood Foundation) ในสมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน ร่วมกับ มูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก (Safeguardkids Foundation) พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เสนอจุดสังเกตที่น่าสนใจพร้อมแนะแนวทางเพื่อให้การร่วมมือแก้ไขปัญหาที่ละเอียดอ่อน ซับซ้อน และผูกพันการทำงานกับหลายกระทรวงจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ได้แก่ กระทรวง มหาดไทย กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อเกิดผลช่วยปกป้องเด็กไทยจากอาชญากรรมได้จริง

Child Protection Summit, Bangkok 2024 โดย World Childhood Foundation ในสมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน ร่วมกับ Safeguardkids Foundation
Child Protection Summit, Bangkok 2024 โดย World Childhood Foundation ในสมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน ร่วมกับ Safeguardkids Foundation

โดย ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ได้อัปเดตสถานการณ์การครอบครองภาพลากมกและล่วงละเมิดทางเพศเด็กทางออนไลน์ในปัจจุบันว่า จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสายด่วนอินเทอร์เน็ตไทยฮอตไลน์กับฮอตไลน์สากลอินโฮป 54 แห่ง ครอบคลุม 50 กว่าประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศไทยมีจำนวนเคสการละเมิดมากขึ้นทุกปี แต่ละปีได้รับรายงานการแจ้งมากกว่า 10,000 URL และแต่ละ URL ไม่ได้มีเหยื่อเด็กแค่ 1 คน หรือภาพอนาจารแค่ 1 ภาพ แต่อาจเป็น 100 เป็น 1,000 ภาพ อายุเด็กที่ถูกละเมิดจากช่วงชั้นมัธยมกลับลดลงเป็น 3-13 ปี ซึ่งมีมากถึง 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ แม้แต่เด็กที่อายุ 0-2 ขวบก็มีถึง 2% เหล่านี้คือสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะจากการสำรวจเด็กกลุ่มตัวอย่าง 30,000 กว่าคนในปี 2565 ประมาณ 81% มีมือถือเป็นของตัวเอง ในจำนวนนี้แอคทีฟบนสื่อโซเชียลมีเดียถึง 85% ซึ่งเพิ่มโอกาสให้เด็กเสี่ยงภัยออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 40% อีกประการที่น่าห่วงคือค่านิยมการสร้างคอนเทนต์ปลดเปลือยจากตัวเด็กเอง ถ่ายกันเองแล้วก็ชวนกันแชร์ขึ้นไปบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งกลุ่มผู้ร้ายมักจะเก็บภาพเหล่านี้ไปรวบรวมและใช้ข่มขู่เแบล็คเมล์เด็ก เป็นต้น

“ภาพลามกอนาจารเด็กที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต ถูกซื้อขายแลกเปลี่ยนและวนเรียนทำร้ายเด็กไม่มีที่สิ้นสุด เราไม่มีทางมั่นใจได้เลยว่าจะตามลบออกได้หมด เด็กจึงมีบาดแผลทางใจ ทนทุกข์ทรมาน บางคนต่อสู้กับสิ่งนี้ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน บางคน 1 ปี สู้ไม่ไหวทำร้ายตัวเองฆ่าตัวตายก็มี อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย” กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม

บรรยากาศบนเวทีเสวนาพิเศษ Key steps to reduce child sexual abuse online
บรรยากาศบนเวทีเสวนาพิเศษ Key steps to reduce child sexual abuse online

เช่นเดียวกับ นายกีโยม แลนดรี ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สำนักงานเลขาธิการ องค์การเอ็คแพท ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดทางเพศเด็กไทยทางออนไลน์ว่า จากการทำงานในระดับนานาชาติประเทศไทยคือ 1 ใน 25 ประเทศ ที่อยู่ในกลุ่มน่าเป็นห่วง โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่เด็กกลุ่มเปราะบางเท่านั้น แต่ปัญหาดังกล่าวข้ามศาสนา ข้ามสังคม เกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคน และไม่มีความแตกต่างว่าจะเป็นเด็กหญิงเด็กชาย เด็กในเมืองหรือชนบท ดังนั้นต้องดูแลเด็ก ๆ ทุกกลุ่ม ควรเน้นรับฟังและให้ความช่วยเหลือเด็กซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะที่ผ่านมามักใช้โครงการหรือยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่ซับซ้อนเข้าไปช่วยเหลือ แต่โครงการเหล่านั้นไม่ได้มีผลทำให้ชีวิตเด็กดีขึ้น เด็กและเยาวชนกว่า 70% ไม่เชื่อมั่นในโครงการหรือยุทธศาสตร์ว่าจะช่วยพวกเขาได้จริง ๆ ด้วยซ้ำ

ด้าน ดร.กัณฐมณี ลดาพงษ์พัฒนา จากเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย ให้ข้อสังเกตที่ชวนฉุกคิดโดยเธอระบุว่า เด็กและเยาวชนที่อยู่ในสถานรองรับประเภทต่าง ๆ คือกลุ่มเปราะบางหนึ่ง ที่ถูกละเมิดทางเพศได้ง่ายและไม่มีใครคาดคิด จากตัวเลขประมาณการมีเด็กเสี่ยงอยู่ในสถานการณ์นี้อย่างน้อย 120,000 คนทั่วประเทศ อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ 30 กว่าแห่ง ของเอกชน 700 กว่าแห่งทั่วประเทศ ในศาสนสถานของทุกศาสนา ในสถานพินิจ โรงเรียนประจำ โรงเรียนประจำศาสนาอีกหลายพันแห่งทั่วประเทศ ซึ่งแค่ในสถานสงเคราะห์เอกชนที่มีจำนวนเด็กในการดูแลเฉลี่ย 58 คนต่อแห่ง แต่มีผู้ดูแลเพียง 2 คน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กจะให้การดูแลเหมือนที่ทุกท่านดูแลลูกอยู่ที่บ้าน และการไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เช่น กฎหมายจดทะเบียนขอรับใบอนุญาตดำเนินการสถานสงเคราะห์ ทำให้สถานสงเคราะห์ส่วนมากในประเทศไทยผิดกฎหมายอยู่อย่างน้อย 70% ยังมีงานวิจัยชี้ชัดว่าสถานสงเคราะห์เด็กในประเทศไทยมีจำนวนมากเกินพอแล้ว ควรผลักดันให้เด็กและเยาวชนกลับไปอยู่กับครอบครัวซึ่งเป็นหนทางที่ดีที่สุด

ขณะที่การตีแผ่ข้อเท็จจริงบนเวทีของ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการศูนย์คดีละเมิดทางเพศเด็ก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ทำให้ทราบถึงแรงจูงใจในการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ซึ่งพบว่าคดีที่ DSI เข้าไปตรวจค้นจับกุม 90% ขึ้นไป ผู้กระทำผิดจะมีภาพลามกอนาจารเด็กอยู่ในความครอบครองและพัฒนาไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศ

“หลังจากที่มีกฎหมายคุ้มครอง DSI มีอำนาจในการดำเนินคดีละเมิดทางเพศเด็ก รวมถึงการพยายามที่จะศึกษาและพัฒนาบุคลากรให้เท่าทันอาชญากรและเทคโนโลยีที่คนร้ายใช้ในการปิดบังอำพราง ส่งต่อหรือแชร์ภาพลามกอนาจารเด็ก พูดได้ว่าไม่มีคดีไหนเลยที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู มาร้องเรียน แต่เป็น DSI สืบสวนจากอินเทอร์เน็ตแล้วเอาความจริงนั้นไปบอกคนในครอบครัวว่าลูกหลานของคุณถูกละเมิดทางเพศ ซึ่งเปรียบได้กับคนประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บเสียชีวิต แล้วเราต้องไปแจ้งข่าวร้ายให้ทราบ ผู้ปกครองหลายคนแทบจะครองสติไม่ได้ถึงขนาดเข่าทรุดลงไปแล้วก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่” ผอ. ศูนย์คดีละเมิดทางเพศเด็ก DSI กล่าว

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ภาคปฏิบัติ กลุ่มนักวิชาการ และนักกฎหมายบนเวทีเสวนาพิเศษ Child Protection Summit, Bangkok 2024 ยังแสดงความเห็นตรงกันอีกว่า กฎหมายที่มีอยู่ในประเทศไทยยังไม่เพียงพอ เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหลังจากเด็กถูกล่วงละเมิดแล้ว และหลายส่วนไม่เอื้อต่อการทำงาน ...จะดีกว่าหรือไม่ หากเร่งคลอดกฎหมายที่สามารถสกัดกั้นการล่วงละเมิดทางเพศทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ก่อนเหตุร้ายจะเกิด!

ดร.มาร์ค เจริญวงศ์ อัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครพนม เสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เมื่อพูดถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ เช่น ถูกข่มขืนหรือกระทำชำเราต่อเด็กและเยาวชน หลายคนอาจไม่กังวลเพราะเห็นว่าบ้านเมืองมีกฎหมายบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว แต่หากพิจารณาเครื่องมือจัดการปัญหาดังกล่าวอีกครั้ง จะพบว่าการตีความของกฎหมายที่คุ้มครองเรื่องการละเมิดเด็ก จะเป็นในลักษณะการกระทำต่อเนื้อตัวร่างกายแล้วเท่านั้น ซึ่งประเทศไทยไม่มีกฎหมายรองรับในพฤติกรรมการพูดคุยเรื่องทางเพศที่ไม่เหมาะสม (Sexting)  การชักจูงใจหรือล่อลวงให้กระทำเรื่องไม่สมควรทางเพศออนไลน์ (Grooming) และการข่มขู่เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ในเรื่องทางเพศ (Sextortion) ซึ่งเป็นความต่างด้านกฎหมายที่ประเทศไทยไม่มี ในเวทีอาเซียนมี 4-5 ประเทศ ที่มีกฎหมายคุ้มครองด้าน Sexting แล้ว แต่ไทยไม่ใช่หนึ่งในนั้น และการ Grooming คือพฤติกรรมเตรียมเด็กให้พร้อมเป็นเหยื่อ

ดร.มาร์ค กล่าวอีกว่า ตนเข้าใจว่าหลายๆ ท่านในที่นี้ไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ขอให้ใช้ความเป็นมนุษย์ที่ถ้าบุตรหลานในครอบครัวถูกใครสักคนส่งข้อความมาคุยเรื่องทางเพศ อยากกอด อยากจูบ อยากหอม อยากมีเพศสัมพันธ์ แต่อย่างอื่นเขาไม่ได้ทำ ไม่ได้ส่งคลิปวีดิโอโป๊ ไม่ได้ส่งใด ๆ มาเลย แต่ตำรวจทำอะไรเขาไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ฉะนั้นจึงควรปรับปรุง แก้ไข และผลักดันกฎหมายเพื่อคุ้มครองเด็กให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และยูนิเซฟ ช่วยดำเนินการให้กฎหมายครอบคลุม Sexting, Grooming และ Sextortion

“ร่างกฎหมายที่ว่าถูกเสนอต่อวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดก่อนให้ความเห็นชอบในหลักการ ขณะนี้อยู่ในความดูแลของสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ซึ่งถ้าไม่มีกฎหมายฉบับนี้ ผมเป็นอัยการ ผมไม่สามารถทำงานได้ ตำรวจหน้างานไม่สามารถจับผู้กระทำความผิดได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้กำหนดว่าเป็นความผิด ไม่มีบทลงโทษ เราดำเนินการใด ๆ ไม่ได้เลยครับ เมื่อมันไม่มีการดำเนินการ ผู้กระทำผิดก็จะอาศัยช่องโหว่นี้กระทำความผิดไปเรื่อย” อัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครพนม อธิบายเพิ่ม

นอกจากการพัฒนาปรับปรุงตัวกฎหมายให้เท่าทันพฤติกรรมผู้กระทำผิดและความล้ำหน้าของเทคโนโลยีแล้ว สิ่งสำคัญที่ผู้ปฏิบัติงานและเหล่านักวิชาการต้องการให้เกิดขึ้นในสังคมคือ การสร้างวัคซีนไซเบอร์ หรือ Digital Literacy ให้แก่เด็ก รวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และสังคม เพราะหากจะแก้ไขปัญหาวิกฤตให้บรรเทา ต้องพัฒนาทุกมิติให้เท่าทันไปพร้อมกัน