ปรากฏการณ์ “คณะก้าวหน้า” ระดับชาติแลนด์สไลด์ แต่ตกม้าตายสนามท้องถิ่น

การเมืองท้องถิ่น25 ธ.ค. 2563 • 16:00 น.
ปรากฏการณ์ “คณะก้าวหน้า” ระดับชาติแลนด์สไลด์ แต่ตกม้าตายสนามท้องถิ่น
ปิดฉากไปเรียบร้อยสำหรับการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ระดับใหญ่ที่สุดอย่างองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) หลังจากที่ห่างหายไปนานกว่า 8 ปี การเลือกตั้งครั้งนี้ถึงแม้จะมีชื่อว่าเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นการแข่งขันระดับชาติ เพราะบรรดาพรรคการเมืองต่างๆได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย หลายสนามจึงแข่งขันกันอย่างดุเดือด มีทั้งแข่งกันของต่างขั้วการเมือง ไปจนถึงการแข่งกันเองของคนที่เคยรักกัน ซึ่งผลการเลือกตั้งที่ออกมาโดยภาพรวมอดีตนายกอบจ.กว่า 70% ก็สามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้ ส่วนที่เหลือ อีก 30% มีผสมปนเประหว่าง วางมือทางการเมือง และพ่ายแพ้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการแข่งขันในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ไม่ปกติ และเป็นทอร์กออฟเดอะทาวน์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ การลงสู้เต็มตัวของคณะก้าวหน้า ในสนามเลือกตั้งท้องถิ่น โดยส่งผู้สมัครลงชิงชัยเก้าอี้นายกอบจ.ใน 42 จังหวัด โดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และนางสาวพรรณิการ์ วานิช ลงพื้นที่เดินสายช่วยผู้สมัครของคณะก้าวหน้าหาเสียง ตามพื้นที่ต่างๆ หวังจะสร้างปรากฎการแลนด์สไลด์ ล้มบ้านใหญ่ ปักธงคณะก้าวหน้า ในสนามท้องถิ่น ต้องยอมรับว่าการเริ่มต้นของคณะก้าวหน้าในสนามท้องถิ่น เปิดตัวได้อย่างยิ่งใหญ่ ไพร่พลมีความฮึกเหิม ด้วยสนามเลือกตั้งระดับชาติที่ผ่านมา กระแสตอบรับพรรคอนาคตใหม่สูงลิ่ว ได้ สส.เข้าสภาเป็นลำดับ ที่ 3 เป็นรองแค่เพียง พลังประชารัฐ กับเพื่อไทย เท่านั้น สนามท้องถิ่นครั้งนี้จึงมั่นใจว่าจะสามารถสร้างปรากฏการณ์ได้อีกครั้ง แต่ความหวังทุกอย่าวก็ต้องพังทลายลง เมื่อผลการเลือกตั้งที่ไม่ได้เป็นไปตามเป้า คณะก้าวหน้าไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกอบจ.แม้แต่คนเดียว เข้าทำนอง กระแสดี แต่ไม่มีคะแนน ระดับชาติแลนด์สไลด์ แต่ตกม้าตายสนามท้องถิ่น นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งนายก อบจ. ที่ออกมาอย่างไม่เป็นทางการ ไม่ได้เหนือความคาดหมาย คาดไว้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ไม่น่าจะเปลี่ยนอะไรไปจากเดิม ซึ่งสามารถพิจารณาได้จาก 3 ส่วน ได้แก่ 1.เรื่องความเปลี่ยนแปลงในเชิงกฎหมาย เช่น ระบบการแบ่งเขตเลือกตั้ง การห้ามผู้มีตำแหน่งทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ไปให้คุณให้โทษ หรือกลั่นแกล้งผู้สมัคร รวมถึงการกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัคร เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ ถือว่ามีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ที่ส่งผลต่อการเลือกตั้ง 2.ความเปลี่ยนแปลงเชิงทางการเมืองในพื้นที่ หรือโครงสร้างอำนาจการเมืองในท้องถิ่น จะเห็นว่าโครงสร้างนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเลย บทบาทของตระกูลการเมือง ลักษณะสังคมวิทยา ชุมชนท้องถิ่น ยังคงเกาะติดอยู่กับเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ความรู้จักมักคุ้น ซึ่งระยะเวลา 7 ปีที่ไม่ได้มีการเลือกตั้ง เท่ากับเป็นการปิดพื้นที่ของคนหน้าใหม่ ๆ ที่จะมาแสดงผลงาน เพราะคนที่รักษาการก็คือคนที่มีตำแหน่งเดิม ดังนั้นการนำเสนอนโยบายจากตัวผู้สมัครใหม่ ๆ จึงไม่ค่อยมีผล จะเห็นได้ว่ากระแสการเมืองระดับชาติกับท้องถิ่นเป็นคนละตัวกัน การเมืองระดับชาติเป็นเรื่องประเด็นนามธรรม เช่น การเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย เป็นต้น แต่ระดับท้องถิ่น สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือผลงานที่เป็นรูปธรรม มีการแก้ปัญหา น้ำไม่ไหล ไฟดับ ซึ่งคนที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้คือคนที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ในท้องถิ่น หรือคนที่อุปถัมภ์ช่วยเหลือชุมชนมาโดยตลอด หรือที่ เรียกว่าตระกูลการเมือง หรือบ้านใหญ 3.พฤติกรรมในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชน โดยการเข้าถึงบริการสาธารณะของภาครัฐไม่ได้อยู่บนความเสมอภาคหรือเท่าเทียมกัน จึงต้องพึ่งพาอาศัยผู้คนที่อาจจะต้องมีสายสัมพันธ์อันดี นำมาซึ่งความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ทำให้เกิดระบบเจ้าพ่อ หรือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น แต่คนนอกมองเรื่องเจ้าพ่อเรื่องการเมือง เป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาหรือไม่พึงประสงค์ในการเมือง แต่คนในพื้นที่มองว่าระบบเจ้าพ่อก็คือผู้บริหารอย่างหนึ่ง ในการแก้ปัญหาให้กับเขาได้ ไม่ต้องมีขั้นตอนมากมาย ส่งผลให้เป็นเหมือนความสัมพันธ์ฉันญาติมิตรของคนในพื้นที่ และไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เขาทำกันมาจากรุ่นสู่รุ่น "นี่คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน สะท้อนให้เห็นว่าคณะก้าวหน้าที่ไม่ได้เลยแม้แต่จังหวัดเดียว เพราะการเมืองระดับชาติกับการเมืองท้องถิ่นเป็นตัวชี้วัดคนละตัวกัน การเมืองท้องถิ่นไทยไม่เหมือนการเมืองระดับชาติ เพราะมีปัญหาในเรื่องโครงสร้างรัฐรวมศูนย์อำนาจ มายาคติในการกระจายอำนาจต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคในการกระจายอำนาจ" อ.ยุทธพร กล่าว