การทุจริตจัดสอบท้องถิ่นกับการฟอกเงิน
บทความพิเศษ / ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น)
ความเป็นมาของการสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น
คำพังเพยว่า "สิบพ่อค้าไม่เท่าพระยาเลี้ยง" หมายถึงอาชีพทางค้าขายสู้รับราชการไม่ได้ เพราะเป็นพ่อค้าย่อมมีวันขาดทุน แต่ถ้ารับราชการก็มีเจ้านายชุบเลี้ยง มีชื่อเสียง และเงินทอง ไม่มีทางขาดทุน จึงเป็นธรรมเนียมของคนไทยที่นิยมรับราชการ เป็นที่ใฝ่ฝันของลูกชาวไร่ชาวนา เพราะมีเงินเดือนกิน และมีสิทธิสวัสดิการต่างๆ ที่ประชาชนทั่วไปไม่มี เช่น สิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลแก่คู่สมรส บุตร บิดา มารดา เป็นต้น
อาชีพข้าราชการอาชีพยอดฮิตของคนบ้านนอกที่จะกล่าวในไม่พ้นตำแหน่ง ทหาร ตำรวจ ครู หรือข้าราชการอื่นๆ ในพื้นที่ เช่น หมออนามัย จะไม่ขอกล่าวในตำแหน่งข้าราชการเฉพาะอื่นๆ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งถือเป็นงานราชการประเภทหนึ่ง เช่น การไฟฟ้า การประปา การรถไฟ เป็นต้น
เมื่อระบบข้าราชการพลเรือนเป็นระบบ PC (จำแนกตำแหน่ง) ตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้มีการเปิดสอบแข่งขันบุคคลทั่วไปจากทั่วประเทศ เพื่อบรรจุเข้ารับราชการ สมัยก่อนไปสอบที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ส่วนข้าราชการครูประถมศึกษาที่สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) ตั้งแต่หลังปี 2521 ต่างแยกย้ายกันไปสอบแข่งขันตามจังหวัดต่างๆ หรือ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด (สปจ.) ที่เป็นเขตพื้นที่การศึกษาในแต่ละจังหวัด ส่วนตำแหน่งข้าราชการพลเรือนเล็กๆ เจ้าหน้าที่ระดับ 1 ก.พ.มอบให้จังหวัดดำเนินการสอบ เช่น เจ้าหน้าที่ปกครอง 1 กรมการปกครอง เป็นต้น
สำหรับสายข้าราชการทหารตำรวจนั้น เริ่มต้นจากการสอบเข้าเรียนโรงเรียนทหารต่างๆ ได้แก่ โรงเรียนนายสิบ โรงเรียนจ่าทหารเรือ โรงเรียนจ่าอากาศ หรือ โรงเรียนเตรียมทหาร รวมถึงพยาบาลเทคนิค ผู้ช่วยพยาบาล(หญิง) หรือ เจ้าพนักงานสาธารณสุข/พนักงานอนามัย (ทั้งชาย/หญิง) ซึ่งสมัยก่อนส่วนใหญ่เฉพาะเพศหญิงจะคล้ายกับโรงเรียนทหาร(ชาย) ส่วนข้าราชการตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เปิดสอบแข่งขันพลตำรวจตามตำรวจภูธรภาค (9 ภาค) ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) 9 ภาค และตำรวจนครบาล (กทม.)
จุดเริ่มของข้าราชการพนักงานส่วนท้องถิ่น
จากความคิดอยากเป็นเจ้าคนนายคน ทำให้ลูกชาวไร่ชาวนาเมื่อเรียนจบการศึกษาถึงระดับที่รับราชการได้ ก็จะพากันไปสอบเข้ารับราชการกันหมด แม้แต่จบการศึกษาสูงระดับ อนุปริญญา ปริญญาตรี ก็ยังต้องมาสมัครสอบเข้ารับราชการ โอกาสที่ไปทำงานส่วนตัว หรือทำงานภาคเอกชนน้อย เฉพาะผู้ที่จบทางด้านธุรกิจเท่านั้น
การแข่งขันเข้ารับราชการเริ่มบูมมากในช่วงหลังปี 2537 เป็นต้นมา เนื่องจากมีการยกฐานะสุขาภิบาล จำนวน 981 แห่ง เป็นเทศบาล เมื่อ 25 พฤษภาคม 2542 และมีการยกฐานะสภาตำบลเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ช่วงปี 2540-2542 ทำให้มีการเปิดสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือ พนักงานส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศเป็นจำนวนมากขึ้น เป็นหลักหมื่นๆ คน
การบรรจุแต่งตั้งข้าราชการสามทหารเสือ อบต.
จากภาพรวมการแข่งขันการเข้ารับราชการดังกล่าว จึงมีการแข่งขันการเข้ารับราชการท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก ในช่วงแรกๆ การบรรจุแต่งตั้งสามทหารเสือ อบต.(ปลัด คลัง ช่าง) เป็นจำนวนมากตั้งแต่ช่วงปี 2540-2542 วุฒิอนุปริญญาตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลัง และหัวหน้าส่วนโยธา(ช่าง) วุฒิปริญญาตำแหน่งปลัด อบต. แม้ว่าจะมีส่วนน้อยที่มีการรับโอนข้าราชการอื่นบ้าง แต่น้อยมาก ส่วนใหญ่ใช้วิธีการสอบแข่งขัน ทั้งสอบแข่งขันจากบัญชีปลัดอำเภอ หรือบัญชีปลัด อบต. เล่าว่า ข้าราชการทหารเรือที่มีวุฒิปริญญาตรี มาสอบแข่งขันตำแหน่งปลัด อบต. (เรียกตำแหน่ง "เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3") ได้เป็นจำนวนมาก แต่ขั้นตอนการรับโอนจากข้าราชการทหารไม่อาจดำเนินการได้ตามปกติ เพราะ ล่าช้า ส่วนใหญ่ข้าราชการทหารเหล่านี้จะลาออกจากราชการเพื่อรับเบี้ยหวัดบำนาญ(ทหาร) เนื่องจากขอโอนเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นไม่ได้ ซึ่งข้าราชการทหารหลายรายรับเบี้ยหวัดบำนาญ และรับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ) เกินสิทธิ ไม่ถูกต้อง เป็นที่มาของกรมบัญชีกลาง (โดยกระทรวงกลาโหม) ฟ้องเรียกคืนเงินเบี้ยหวัดทหาร เพราะเป็นการเบิกซ้ำซ้อน ใช้สิทธิรับเงินหลายทาง ซ้ำกับตำแหน่งปลัด อบต. เป็นเงินจำนวนมาก และมีจำนวนมากกว่าร้อยราย
การสอบแข่งขันข้าราชการพนักงานส่วนท้องถิ่น
จากสภาพการเพิ่มอัตราตำแหน่งของข้าราชการพนักงานส่วนท้องถิ่นเป็นจำนวนมากดังกล่าว ก่อนปี 2545 มีการสอบแข่งขันบุคคลทั่วไปเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการพนักงานส่วนท้องถิ่นขึ้นหลายครั้งหลายรอบ โดยส่วนกลาง คือ สำนักงาน ก.ท. โดยกรมการปกครอง ต่อมามีการแยกกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2545
ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งองค์กรกลางบริหารงานบุคคลหลักของท้องถิ่นครบเรียบร้อย ทุกจังหวัดในประมาณปี 2546 คือ "คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นจังหวัด" หรือที่เรียกย่อว่า "ก จังหวัด" แยกเป็น 3 ประเภท คือ (1) คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ ก.จ.จ. (2) คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด หรือ ก.ท.จ. (3) คณะกรรมการพนักงานตำบลจังหวัด หรือ ก.อบต.จ. ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 มาถึงสมัย คสช.ตามคำสั่ง หน.คสช.ที่ 8/2560 ได้ยึดอำนาจการบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะการสอบแข่งขันและการคัดเลือก/สอบคัดเลือกมาไว้ที่ส่วนกลาง โดย กสถ. หรือ ก กลาง แต่มิได้ตัดขาดอำนาจของ ก จังหวัดแต่อย่างใด อำนาจในการแต่งตั้งยังเป็นของ ก จังหวัด การเยียวยาในการบรรจุแต่งตั้ง อนุ กสถ. ไม่มีอำนาจ ก กลางก็ไม่มีอำนาจ เพราะอำนาจอยู่ที่ ก จังหวัด ตาม พ.ร.บ.บุคคล 2542 มาตรา 15
การทุจริตสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการมีการฟอกเงินหรือไม่
ในการสอบบุคคลเข้ารับราชการมี 2 ประเภทใหญ่ๆ ที่วงการข้าราชการเข้าใจกันดี แต่ชาวบ้านอาจไม่เข้าใจ คือ (1) การสอบเข้ารับราชการครั้งแรก เรียกว่า “การสอบแข่งขัน” โดยเปิดรับสมัครสอบจากบุคคลทั่วไปทุกคนที่มีคุณสมบัติสอบ (2) “การสอบเลื่อนระดับตำแหน่งของข้าราชการ” เป็นการสอบเพื่อเลื่อนชั้นระดับตำแหน่งให้สูงขึ้นของข้าราชการที่มีเดิมพันเป็นตำแหน่งที่สูงขึ้น ปกติมี 2 วิธีหลักคือ (2.1) “การคัดเลือก” ในสายงานนั้นเพื่อให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น (2.2) “การสอบคัดเลือก” จากต่างสายงานนั้นเพื่อให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น ทั้งนี้เป็นไปตามหลักคุณธรรม (Merit) เพื่อความเติบโตก้าวหน้าในสายงานอาชีพราชการ (Career Path)
การสอบแข่งขัน หรือการสอบเลื่อนระดับตำแหน่ง อาจมีการผิดเพี้ยน (Spoil) ในผลของการสรรหา การคัดเลือกคน (Recruitment/Selection) เช่น มีคนทำเสีย พาลดึงคนที่ทำดีเสียไปด้วย มีเทคนิคสารพัดของความผิดเพี้ยนในกระบวนการบริหารงานบุคคล (Personnel/Human Resource Management) ที่ไม่นับรวมการใช้ระบบอุปถัมภ์ (Patronage) หนึ่งในนั้นคือ “การทุจริตการสอบ ด้วยการรับเงินสินจ้างรางวัล” ที่มีการเรียกรับเงิน หรือการเสนอเงินเพื่อให้ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง ด้วยเม็ดเงินที่สูง แน่นอนว่าสนามแข่งขันใดที่มีการแข่งขันสูง เพราะมีตำแหน่งที่จะได้รับการแต่งตั้งน้อย หรือ การเลื่อนชั้นที่ต้องอาศัยทักษะความรู้ เมื่อไม่มีกรอบอัตราว่างรองรับ แต่การคัดเลือกก็ยาก จึงมีการแข่งขันกัน “วิ่งเต้น” จ่ายเงินได้ ซึ่งเม็ดเงินที่หมุนสะพัดอาจเป็นร้อยล้าน โดยเฉพาะการสอบแข่งขันท้องถิ่นในระยะแรกๆ
ที่จริงสอบพลเรือน ครู ตำรวจ ทหาร พยาบาล ก็มีการวิ่งเต้นจ่ายเงินเช่นกัน แต่เป็นในวงการเฉพาะที่อาจเป็นเรื่องของเด็กเส้น ที่มีพ่อแม่ ญาติรับราชการในด้านนั้นๆ อยู่แล้ว ทำให้ไม่เห็นความเข้มข้นของการทุจริตได้ง่าย เช่นกันมันมีมานมนาน จนเป็นเรื่องปกติ ที่จับไม่ได้ เพราะความลงตัว ความสมยอมระหว่างผู้เสนอเงิน กับผู้รับเงินกันทั้งสองฝ่าย มีการลอกเลียนระบบการเสียเงินซื้อขายตำแหน่งมาจากหน่วยงานอื่นๆ จนกระทั่งมาลงตัวเป็น “บริบทของท้องถิ่นเอง” เป็นแบบอย่างมาแต่รุ่นก่อนหน้า รุ่นพ่อรุ่นแม่ มันเลยมาซื้อตำแหน่งให้ลูกหลาน โดยเฉพาะ คนที่ทำงานใน อปท. ลูกชาวบ้าน ลูกพ่อค้า น้อยคนนักที่จะใส่ใจ สนใจในเรื่องนี้ อาจมีบ้างในชาวบ้านที่เป็นหัวคะแนนใน อปท. เป็นแบบอย่างร่องทางที่สืบต่อกันมา เริ่มปรากฏที่ อปท. เพราะการเติบโตของท้องถิ่น ย่อมทำให้มีกรอบอัตราตำแหน่งต่างๆ ว่างมากขึ้น ยิ่งนานวันขึ้นความซับซ้อนซ่อนเงื่อนการซื้อขายตำแหน่งยิ่งฝังลึก เป็นธรรมเนียมไปโดยปริยาย
ปัจจุบันในการเลื่อนระดับตำแหน่งสายข้าราชการพลเรือน ก็มีปัญหาไม่น้อยเช่นกัน ข่าวการทุจริตบรรจุแต่งตั้งก็แผ่วหายไป แต่มาดังที่ท้องถิ่น ลูกตำรวจ ลูกทหาร สอบตำรวจ ทหาร มีคะแนนบวกเพิ่มให้ แบบนี้ แม้ขัดระบบคุณธรรมไปบ้าง แต่เป็นระเบียบกติกากฎเกณฑ์ราชการที่กำหนดไว้นานแล้ว แต่ข่าวการซื้อขายตำแหน่งในราชการส่วนท้องถิ่นในรอบสองสามปีที่ผ่านมายิ่งดัง ทั้งการสอบแข่งขันและการสอบคัดเลือก จนกระทั่งมีการตั้งกระทู้ถามในรัฐสภา มีการร้องเรียนต่อ กมธ.ของสภาผู้แทนราษฎร และมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองเป็นคดีมากมาย ล่าสุดศาลปกครองนครศรีธรรมราชได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามประกาศ คณะอนุกรรมการสรรหาพนักงานเทศบาล (กสถ.) ให้ดำรงตำแหน่งสายงานบริหารตำแหน่ง “ปลัดเทศบาลระดับสูง” ไว้ เพราะความสมยอม ไม่มีใบเสร็จหลักฐาน ด้วยเม็ดเงินเสนอราคาซื้อตำแหน่งแบบ “ตั๋วช้าง” หรือแม้แต่ “ตั๋วเด็ก” ที่สูงลิ่วหลักแสนหลักล้าน เม็ดเงินย่อมหมุนสะพัดมหาศาล แน่นอนว่ามันคือสัญญาณของ “การฟอกเงิน” นั่นเอง วันนี้ขอฝากเกร็ดความรู้การฟอกเงิน
การฟอกเงินคืออะไร
กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในประเทศไทย ยังมิได้มีการบัญญัติความหมายของคำว่า “การฟอกเงิน” ไว้ มีเพียงการกำหนดความผิดมูลฐานที่เกี่ยวกับการฟอกเงินไว้ใน มาตรา 3 แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เท่านั้น โดยกำหนดให้การกระทำความผิดอาญา จำนวน 21 มูลฐาน เป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเท่านั้น ซึ่งจะเกี่ยวโยงกับกฎหมายการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) และความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาหรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นต้น
การฟอกเงินถือเป็น “อาชญากรรมทางการเงิน” และเป็นการกระทำความผิดแบบต่อเนื่องในลักษณะวงจรการกระทำความผิด กล่าวคือ “การฟอกเงิน” คือ การกระทำผิดกฎหมายตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 3 แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่กล่าวข้างต้นจำนวน 21 มูลฐาน เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่อาจคำนวณมูลค่าได้ และทำการเก็บ ซุกซ่อน ยักย้าย ถ่ายเท โอน ส่งต่อ หรือกระทำการด้วยประการอื่นใด เพื่อแปรสภาพทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิดกฎหมายให้สามารถครอบครองและใช้ประโยชน์ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย กล่าวโดยสรุปคือ “การฟอกเงิน” หรือ “Money Laundering” เป็นการดำเนินการด้วยวิธีการต่างๆ ให้เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดใดๆ เปลี่ยนเป็นเงินหรือทรัพย์สินซึ่งบุคคลทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย
การยึด อายัด และริบทรัพย์สินรวมถึงดอกผลของทรัพย์สิน
ตาม มาตรา 3 (5) ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กำหนดให้ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการเป็นหนึ่งในความผิดมูลฐานซึ่งทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิดดังกล่าวจะต้องถูกยึด อายัด และริบทรัพย์สินรวมถึงดอกผลของทรัพย์สินนั้นให้ตกเป็นของแผ่นดิน เพื่อเป็นการป้องปรามและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญาที่ได้ทำลงโดยหวังทรัพย์สินหรือประโยชน์ลดลง ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเป็นการลดแรงจูงใจของผู้กระทำผิด เจ้าหน้าที่รัฐที่ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากการทุจริตต่อหน้าที่ราชการจึงถือเป็นอาชญากรและต้องถูกยึดอายัดริบทรัพย์สินรวมถึงดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าว ดังนั้น เจ้าหน้าที่เหล่านั้นจึงต้องหาหนทางกระทำการบางอย่างเพื่อฟอกเงินเหล่านั้นให้สะอาดและรอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีและบังคับทรัพย์สิน
วิธีการฟอกเงินของมิจฉาชีพ
การฟอกเงินสามารถทำได้หลายวิธี หลายรูปแบบ และมีการพัฒนากระบวนการให้แยบยลตามสภาวการณ์ของสังคมและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จากการวิจัยของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบว่า การฟอกเงินที่ได้รับความนิยมจากเหล่าอาชญากรในปัจจุบัน และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การฟอกเงินผ่านการจัดตั้งบริษัทจำกัด โดยการจัดตั้งบริษัทเพื่อบังหน้าและใช้เป็นแหล่งเพื่ออ้างอิงที่มาของรายได้ การซื้อหุ้นแบบไม่ระบุชื่อที่สามารถโอนให้แก่กันได้โดยการส่งมอบ การจัดตั้งบริษัททัวร์ การจัดตั้งบริษัทเพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมลงทุนในรูปแบบแชร์ลูกโซ่ หรือธุรกิจขายตรง “การบริจาคผ่านองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร” องค์กรการกุศลต่างๆ ที่สามารถบริจาคได้โดยผู้ไม่ประสงค์ออกนาม และรอรับผลประโยชน์จากองค์กรเหล่านี้ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเงินเท่านั้น ยังรวมถึงประโยชน์อื่นๆ และสุดท้าย คือ “การฟอกเงินผ่านวัด” ที่ไม่มีระเบียบใดควบคุมอย่างชัดเจนมีเพียงการกำหนดให้วัดต้องจัดทำบัญชีรับจ่ายเงินของวัดตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เท่านั้น โดยไม่มีการกำหนดให้เผยแพร่หรือกำหนดมาตรการตรวจสอบใดที่จะสามารถควบคุมการฟอกเงินผ่านวัดได้ โดยเหล่าอาชญากรจะใช้วิธีฟอกเงินผ่านวัดในรูปแบบเดียวกับที่ได้ฟอกเงินผ่านองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร องค์กรการกุศลต่างๆ และรอรับประโยชน์ที่จะได้มาโดยที่คนในสังคมไม่ทราบถึงเบื้องหลังการบริจาค เพราะเหล่าอาชญากรได้ทั้งประโยชน์ และหน้าตาทางสังคมไปพร้อมกัน
อาชญากรเหล่านี้ได้สร้างความสูญเสียให้กับประชาชนอย่างมหาศาล แต่กลับได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายในสังคมทำให้สังคมบิดเบี้ยว ทำให้คนเชื่อว่า คนมีเงินและมีอำนาจจะมีความสุขซึ่งจะสืบทอดความคิดเหล่านี้ไปชั่วรุ่นลูกหลาน จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนในการช่วยเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสความผิดปกติและความเสี่ยงในการฟอกเงินที่จะเกิดขึ้น อย่าคิดว่า การทุจริตที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราเป็นเรื่องปกติ ไม่มีความชอบธรรมใดในสังคมที่จะยอมให้เหล่าอาชญากรเสวยสุข หากการก่ออาชญากรรมในแต่ละครั้งของอาชญากรถูกตามริบทรัพย์จนไม่ได้ประโยชน์อันใด สังคมย่อมไม่มีอาชญากรรม
แน่ใจได้อย่างไรว่า การทุจริตในการสอบท้องถิ่นจะไม่มี “การฟอกเงิน”