"จตุพร" จี้รัฐจัดการกัมพูชารุกแดน แนะเลิก MOU 43-44 เปิดทางเจรจาใหม่

การเมือง9 ต.ค. 2568 • 09:24 น.
"จตุพร" จี้รัฐจัดการกัมพูชารุกแดน แนะเลิก MOU 43-44 เปิดทางเจรจาใหม่

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2568 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยเรียกร้องให้รัฐและฝ่ายความมั่นคงจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเด็ดขาดด้วยวิธีละมุนละม่อนผลักดันประชาชนกัมพูชาถอยร่นออกจากแผ่นดินไทยในวันที่ 10 ต.ค. ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) สระแก้วได้ประกาศไว้

"เรื่องนี้ไม่ได้อยู่กับแค่ ผวจ.สระแก้ว แต่เมื่อเขาพูดแล้ว เขาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไทย ดังนั้นจึงพูดในฐานะเป็นตัวแทนประเทศไทย ถ้าทำไม่ได้ ผวจ.สระแก้วต้องฮาราคีรีตัวเอง เพราะประเทศไทยจะขาดความยำเกรงอีกมากมาย และสหรัฐรอใช้ฐานะพี่ใหญ่เข้าแทรกแซงเอาเปรียบได้ตลอด โดยเรื่องนี้จะเป็นเดิมพันอนาคตสำคัญของนายกฯ (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) เสียเอง"

อีกทั้งหวังว่า รัฐบาล กองทัพ และ ผวจ. คงเตรียมการรับมือเส้นตายผลักดันกัมพูชาถอนหนีจากแผนดินไทยในวันที่ 10 ต.ค.นี้ โดยประชาชนชายแดนบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้วจะไม่ได้รับผลกระทบกับมาตรการทางกฎหมายของไทยด้วย

ส่วนโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะเป็นประธานเจรจาสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น ตนเห็นว่า ไทยไม่ใช่เบี้ยล่างสหรัฐ ถ้าเรายอมรับเงื่อนไขนี้เท่ากับเปิดหน้าบาดหมางกับจีน ยิ่งกว่าเป็นการชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน ดังนั้น ไทยต้องไม่ยอมให้มหาอำนาจมาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ คงหวังได้รับรางวัลโนเบล ถ้าเสนอเงื่อนไขสันติภาพจอมปลอมแล้ว แต่ระยะยาวปัญหาไทย-กัมพูชายังดำรงอยู่ ดังนั้น หากต้องการเจรจากันแล้ว ต้องเป็นเรื่องของไทย-กัมพูชาเท่านั้น

สิ่งสำคัญ ตามบันทึกข้อตกลง MOU 43 ซึ่งใช้ภาษาสวยงามแต่การเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่เคยประสบความสำเร็จ และทำให้กัมพูชารุกล้ำดินแดนไทยต่อเนื่องยาวนาน จนเป็นปัญหาสะสมตามชายแดนในความรับผิดชอบของกองทัพภาค 1 จำนวน 17 จุด และพื้นที่กองทัพภาค 2 อีก 11 จุด ดังนั้นในเรื่องดินแดน ต้องดำเนินการเด็ดขาด

"เราไม่นิยมและปรารถนาสงคราม แต่บ้านเมืองควรจัดการอาณาเขตให้เรียบร้อย ถ้าหมักหมมปัญหาไว้ยาวนาน เราจะอยู่ในสภาพถูกกฎหมายปิดปากอีก และจะเสียดินแดนแบบการเสียปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นกรณีศึกษา"

พร้อมกล่าวว่า ถ้าไทยไม่ให้ประชาชนเสียเลือดเนื้อแล้ว รัฐต้องเข้าจัดการปัญหาชายแดนอย่างละมุนละม่อม ดังนั้นจึงหวังว่าในวันที่ 10 ต.ค.นี้ คงได้เห็นวิธีแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาดด้วยวิธีการละมุนละม่อม

ส่วนการยกเลิก MOU 43-44 นั้น ถ้าต้องการเจรจากันใหม่ ก็ทำ MOU ขึ้นมาใหม่ อาจเป็น MOU 68 ที่เริ่มต้นเจรจาด้วยความจริงใจต่อกันในการแก้ปัญหา เพราะหากไทยไม่เด็ดขาดในกรณีดินแดนแล้ว อาจต้องเจอกับสภาพถูกกฎหมายปิดปากไม่แตกต่างจากการเสียปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาอีก

นายจตุพร กล่าวถึงพรรคการเมืองเตรียมเลือกตั้งใหม่ ว่า แต่ละพรรคเริ่มขยับทางการเมือง โดยเชื่อว่า สถานการณ์ยุบสภาคงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและรัฐบาลอาจอยู่ไม่ถึง 4 เดือน ดังนั้นเวลาทางการเมืองจะไม่รอท่ากับการแข่งขันเลือกตั้ง ซึ่งแต่ละพรรคการเมืองประกาศความเชื่อมั่นจะได้รับเสียงมากระดับเกิน 100 สส.กันแล้ว

อย่างไรก็ตาม ถ้าการเลือกตั้งเริ่มต้นด้วยการซื้อเสียง มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่ฟอกขาว ย่อมทำให้ประเทศไม่ได้แก้ปัญหา เพราะการซื้อเสียงเลือกตั้งย่อมเป็นประชาธิปไตยที่มีต้นทุน เมื่อมาเป็นรัฐบาลจึงไปถอนทุนคืน

"เมื่อการเมืองการปกครองผิดพลาด การคิดแก้ปัญหาของชาติจะหาหนทางสำเร็จได้ยากมาก เราพยายามให้ประเทศเป็นสีขาวคือ ต้องกล้าปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นให้จริงจัง ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ ก็มาจากรากปัญหาการซื้อเสียงเลือกตั้ง แล้วถอนทุนคืนให้มาก เพื่อเตรียมซื้อครั้งต่อไป ดังนั้นประเทศจึงถดถอย"

อีกทั้งกล่าวว่า พรรคการเมืองมุ่งแต่เสนอประชานิยมแลกกับความนิยมจากประชาชน ซึ่งเป็นวิธีการสุกเอาเผากิน แก้ปัญหาในระยะยาวไม่ได้ ตนจึงหวังให้ภาคประชาชนกล้าถ่วงดุลพรรคการเมือง เพื่อยกเครื่องประเทศนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ย่ำอยู่กับที่เหมือนที่ผ่านมา

นายจตุพร กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่ ยังไม่มีพรรคการมืองเสนอการเปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อแข่งขันความได้เปรียบกับประเทศอื่น ดังนั้น ขอให้พรรคและภาคประชาชนช่วยกันคิดอ่าน โดยเอาชาติบ้านเมืองเป็นหลัก เป็นตัวตั้งกับการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งดีๆ

แท็กที่เกี่ยวข้อง