"ภคมน" ชี้ "รัฐธรรมนูญ 60" กลไกชนชั้นนำทำลายปากท้อง ปชช. ทางรอดเดียวคือการแก้
วันที่ 15 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้มีการพิจารณาวาระเรื่องด่วน คือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ซึ่งเสนอโดย 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย
ในการนี้ นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเทศไทยถูกทำให้เป็นเรื่องยากและไกลตัวสำหรับประชาชน แม้แต่นักการเมืองบางส่วนยังเลี่ยงที่จะพูดหรืออธิบายเรื่องนี้ โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องการเมืองเชิงเทคนิคที่เหมาะกับนักกฎหมายมากกว่า เหตุผลเหล่านี้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เป็นเรื่องการเมืองของชนชั้นนำ และห่างไกลจากปัญหาปากท้องของคนรากหญ้า และระบุว่าความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากการที่ประชาชนไม่ตื่นรู้ แต่เกิดจากการที่ชนชั้นนำพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเอารัฐธรรมนูญออกห่างจากประชาชน จนกลายเป็นวัฒนธรรม
นางสาวภคมน กล่าวต่อไปว่า ระบบการศึกษาไทยสอนเพียงว่ารัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่ไม่ได้สอนว่าประชาชนคือเจ้าของรัฐธรรมนูญ หรือสอนให้เข้าใจว่าเหตุใดทุกครั้งที่มีการต่อสู้ทางการเมืองต่างฝ่ายถึงต้องการเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และไม่ได้สอนว่าทำไมหลังคณะรัฐประหารฉีกและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มักจะมีคนบางกลุ่มที่ร่ำรวยขึ้นและบางกลุ่มที่ยากจนลง ในทางประวัติศาสตร์ การฉีกรัฐธรรมนูญจากการรัฐประหารหลายครั้ง ทำให้เกิดภาพว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องการเมืองสกปรกที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ปัจจุบันองค์กรต่าง ๆ ที่พยายามผลักดันให้เกิดการแก้ไขและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ถูกกีดกันจนเป็นเงื่อนไขทางการเมืองที่ซ้ำซ้อน น่าเบื่อ และไร้ความหวัง
ในฐานะตัวแทนประชาชน นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ยืนยันว่า รัฐธรรมนูญมีคนจงใจทำให้ซับซ้อน เมื่อใดก็ตามที่ได้ยินว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขไม่ได้ แก้ไขยาก หรือทำไม่ได้ นั่นคือกลไกที่ชนชั้นนำวางไว้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องปากท้องของพวกเขา ขณะเดียวกันก็เป็นการทำลายปากท้องของพี่น้องประชาชน จึงขอสื่อสารไปยังประชาชนคนไทยทุกคนว่า รัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องโดยตรงกับการมีชีวิตอยู่ของทุกคนในประเทศ และคือสาเหตุของสภาพปากท้อง ปรากฏการณ์ที่คนส่วนน้อยร่ำรวยขึ้นมหาศาล มีอำนาจทั้งทางการเมืองและอำนาจในการควบคุมครอบงำเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่อุบัติเหตุ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือเรื่องบุญกรรม แต่เป็นผลจากการออกแบบโครงสร้างและกลไกทางการปกครองที่คณะรัฐประหารและพวกพ้องได้ไตร่ตรองเอาไว้แล้ว
นางสาวภคมน ย้ำว่า รัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกของคณะรัฐประหาร เป็นต้นเหตุของปัญหาปากท้องและต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เพราะรัฐธรรมนูญวางโครงสร้างไว้ให้คนรวยจำนวน 1% พุ่งตัวทะยานขึ้นกอบโกยเหยียบหัวคนส่วนมาก คำกล่าวที่ว่ารัฐธรรมนูญเป็นต้นเหตุของปัญหาปากท้องจึงไม่เกินจริง แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะไม่ได้กำหนดราคาสินค้าอย่างไฟฟ้า น้ำมัน ยางพารา ปาล์ม ค่าบริการขนส่งสาธารณะ อัตราภาษีเงินได้ หรืออัตราภาษีมูลค่าเพิ่มโดยตรง แต่สิ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำมีมากกว่านั้น คือการมีอำนาจชี้ขาดว่าใครจะมาเป็นคนบริหารทรัพยากรของประเทศ และควบคุมโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ส่งผลดีกับประชาชนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ยกตัวอย่าง ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 มีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 4 คน แต่ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนใดที่มาจากพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งถูกทำลายให้อ่อนแอลงด้วยกลไกรัฐธรรมนูญ ถูกตัดสิทธิ์ ยุบพรรค ทำลายเจตนารมณ์ของประชาชน สรุปง่าย ๆ คือภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ประชาชนไม่มีทางได้รับการสนองนโยบายที่ใฝ่ฝันจากรัฐบาลที่มอบความไว้วางใจให้ เมื่อพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งแล้วผลักดันนโยบายไม่ได้ก็อ่อนแอลง ประชาชนไม่เชื่อมั่นการเมืองระบอบรัฐสภา ก็จะเข้าเกมของชนชั้นนำ
ทั้งหมดนี้คือ โครงสร้างอำนาจที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างขึ้น หากไม่แก้ไขหรือสร้างขึ้นมาใหม่ เราจะอยู่ในวงโคจรการเมืองที่ไร้ความหวัง สังคมเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงมาก การแก้ไขปัญหาปากท้องและการลดความเหลื่อมล้ำจึงเป็นการต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ยากเหลือเกินที่ประชาชนจะเป็นผู้ชนะ เพราะรัฐธรรมนูญได้ออกแบบกติกาให้ประชาชนเสียเปรียบตั้งแต่แรก ดังนั้น การแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนจะแก้ได้ที่ต้นเหตุก็คือ การแก้รัฐธรรมนูญ
ในสังคมประชาธิปไตย ประชาชนต้องส่งเสียงผ่านตัวแทนเข้าไปแก้ปัญหาปากท้อง แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันกลับออกแบบให้เสียงของประชาชนเงียบและไร้ความหมาย โดยมีการตั้งคำถามว่ามีที่ไหนที่องค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีสิทธิ์ที่จะยุบพรรคการเมืองที่เลือกมาได้ นี่คือรัฐธรรมนูญที่สร้างระบอบการปกครองที่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องปากท้องของประชาชนตั้งแต่แรก
การที่ประชาชนได้ใช้อำนาจกำหนดหน้าตาของรัฐธรรมนูญใหม่ คือการปลดล็อกเศรษฐกิจ และการทลายขีดจำกัดที่ถูกสร้างขึ้นด้วยชนชั้นนำ นางสาวภคมนระบุว่านี่ไม่ใช่เรื่องการเมืองน้ำเน่า ไม่ใช่เรื่องกฎหมายที่ซับซ้อนน่าปวดหัว แต่เป็นการตัดสินว่านับจากนี้ต่อไป พี่น้องประชาชนคนไทยจะได้ลืมตาอ้าปากได้หรือไม่
และเน้นย้ำว่า สิ่งที่ชนชั้นนำต้องการมากกว่าสิ่งใดคือการที่ประชาชนรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไรก็แก้ไม่ได้ เลิกพยายามดีกว่า เอาเวลาไปทำมาหากินแม้ไม่ร่ำรวยอย่างน้อยก็ไม่อดตาย การที่ประชาชนไร้ความหวังคือสิ่งที่ชนชั้นนำต้องการ แต่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อแค่เอาตัวรอดไม่ให้อดตาย การใฝ่ฝันที่จะมีลูกเข้าเรียนโรงเรียนดี ๆ, มีโอกาสรักษาในโรงพยาบาลดี ๆ เมื่อเจ็บป่วย, และการทำงานมีรายได้มีเงินเก็บเยอะ ๆ คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และจะไม่มีค่าอะไร ถ้าประชาชนต้องใช้ชีวิตไปวัน ๆ โดยเลิกหวังเลิกฝันว่าชีวิตนี้ดีกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
นางสาวภคมน ทิ้งท้ายด้วยการยืนยันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้พรากความฝัน พรากความหวัง พรากความเป็นไปได้ของชีวิตคนธรรมดาแทบหมดสิ้น ดิฉันในฐานะผู้แทนราษฎรยืนยันว่า อำนาจการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นอำนาจประชาชน และรัฐธรรมนูญคือทางรอดเดียวของประชาชน