สัมภาษณ์พิเศษ : “พีระพันธุ์” ลั่นปราบ “ทุนเทา” ต้องเด็ดขาด รู้จริง เปิดนโยบาย "รทสช."ชู "เศรษฐกิจแบ่งปัน" แก้ปัญหาด้านความมั่นคง
หมายเหตุ : "พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค" หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์พิเศษ รายการ "สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์" ฉายภาพสถานการณ์การเมืองไทย จะเดินต่อไปอย่างไรบนไทม์ไลน์ "ยุบสภา" ภายใน 4เดือน ตามอำนาจของ"อนุทิน ชาญวีรกูล" นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ทำ MOA เอาไว้กับพรรคประชาชน
ขณะเดียวกัน "พรรครวมไทยสร้างชาติ" ที่เพิ่งการปรับโครงสร้างพรรค พร้อมแล้วสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมีแนวนโยบายเตรียมเดินหน้าแก้ปัญหา ทั้งเรื่องทุนเทา ไปจนถึงการนโยบายด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ รายการออกอากาศทางช่องยูทูบ Siamrathonline เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568
-ประเมินสถานการณ์การเมือง เวลานี้เชื่อว่ารัฐบาล จะอยู่ครบ 4เดือนตามที่ประกาศไทม์ไลน์เอาไว้ได้หรือไม่
แม้รัฐบาลจะมีกรอบกำหนดการยุบสภาฯตามข้อตกลง MOA ที่ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ประกาศไว้ว่าจะเป็นช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 แต่สถานการณ์ทางการเมืองไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความมั่นใจทางการเมืองด้วย นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนหลังจัดตั้งรัฐบาลไม่นาน สถานการณ์หลายประเด็นเริ่มถาโถมเข้าใส่รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น และส่วนหนึ่งมาจากสมาชิกของพรรคประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาลเอง
ผมเชื่อว่าท่านนายกฯ เริ่มไม่มั่นใจในการสนับสนุนจากพรรคประชาชนแล้ว โดยเฉพาะหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งหากความมั่นใจลดลง โอกาสที่จะตัดสินใจยุบสภาฯก่อนกำหนดก็มีสูง เพราะสถานการณ์รุมเร้าและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และเกี่ยวโยงกับคนในภาครัฐบาลมากขึ้น หากปล่อยให้มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วยุบสภาไม่ได้ จะเป็นสถานการณ์ที่ลำบากกว่าในปัจจุบัน จึงเชื่อว่ามีโอกาสสูงที่จะมีการยุบสภาเร็วกว่ากำหนด โดยก่อนหน้านี้ ท่านนายกฯ ได้กล่าวว่า การยุบสภาอาจจะเร็วขึ้นกว่าเดิม 1 เดือน ก็ไม่น่ามีปัญหา
ไม่นานนี้ พรรคประชาชน มีสโลแกนหาเสียงว่า 'มีเราไม่มีเทา' เขาลืมไปรึเปล่า ว่ามีเทาวันนี้ เพราะเขาเป็นคนซัปพอร์ตขึ้นมา จะไม่มีได้ไง ที่มีวันนี้เพราะเรานั่นแหละ เพราะฉะนั้นเขาต้องแก้สถานการณ์แน่นอน อาจทำให้ท่านนายกฯไม่มั่นใจในทางการเมืองขึ้นมา โอกาสที่จะยุบสภาก่อนกำหนดคิดว่ามีสูง เพราะสถานการณ์รุมเร้าและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และเกี่ยวโยงกับคนในรัฐบาลมากขึ้นเรื่อย ๆ หากปล่อยให้มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เป็นอันยุบสภาฯไม่ได้
- เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการประชุมใหญ่และปรับโครงสร้างพรรค ซึ่งคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยังคงได้รับความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าพรรคต่อไป
การปรับโครงสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากอดีตเลขาธิการพรรคและกรรมการบริหารพรรคอีก 1 ท่านลาออก ทำให้มีตำแหน่งว่างลง 2 ตำแหน่ง ขณะเดียวกัน ก็มีบุคคลที่มีศักยภาพเข้ามาเสริมทัพ เช่น นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี (ซึ่งร่วมงานมาสักพักแล้ว) และนายนราพัฒน์ แก้วทอง ซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพและประสบการณ์สูง
ดังนั้นผมจึงแสดงความตั้งใจลาออกเพื่อเปิดโอกาสให้มีการปรับคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด แต่ที่ประชุมมีมติให้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคต่อ ทั้งนี้ ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคได้ลดลงจากเดิมที่มี 10 กว่าคน (ปี 2565) เหลือ 8 คน ในปัจจุบัน โดยเน้นให้แต่ละคนมีภารกิจหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ใช่เป็นรองหัวหน้าพรรค แบบลอย ๆ โดยสรุปแล้ว พรรครวมไทยสร้างชาติผ่านมา 3 ปี และถือเป็นหนึ่งเดียวแล้ว
สำหรับจุดยืนและนโยบาย พรรค เรายังคงชูสโลแกน "มาช่วยกันทำงาน ไม่ได้มาเล่นการเมือง" โดยเห็นว่าประชาชนเบื่อการเมืองที่เอาแต่ทะเลาะกันและไม่เกิดประโยชน์ นายพีระพันธุ์ยกตัวอย่างการใช้บทบาททางการเมืองมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานที่สามารถตรึงราคาค่าแก๊สได้ตลอด และตรึงค่าไฟในปี 2567 ได้ จากการปรับปรุงทำให้ค่าไฟยันไว้ที่ 4.18 บาท (จากเดิม 4.70 กว่าบาท) ซึ่งมีการคำนวณว่าช่วยประหยัดเงินประชาชนไปได้กว่า 270,000 ล้านบาทในปี 2567 และในปี 2568 ได้มีการปรับลดค่าไฟอย่างต่อเนื่องจาก 4.18 เหลือ 4.15 บาท และ 3.98 บาท ล่าสุดอยู่ที่ 3.94 บาท รทสช. เชื่อว่าการเข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่พรรคต้องการทำ
นอกจากปัญหาพลังงานแล้ว ยังมีปัญหาอื่น ๆ เช่น ปัญหาทุนเทา และปัญหาเรื่องหวย ที่มีการปราบปรามซ้ำแล้วซ้ำอีกแต่ก็ยังคงมีอยู่ นายพีระพันธุ์ระบุว่า การแก้ไขปัญหาทุนเทาที่ผิดกฎหมาย (เช่น การฟอกเงิน, การฉ้อโกง) ต้องอาศัยการบูรณาการกฎหมายหลายฉบับ แต่ปัญหาหลักคือ กฎหมายปัจจุบันมักจัดคดีเหล่านี้เป็นความผิดฐานฉ้อโกงธรรมดา ซึ่งมีโทษเบาและยอมความได้ ต่างจากความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนซึ่งมีโทษหนักกว่า แต่คดีหลอกลวงทางโทรศัพท์ส่วนใหญ่ไม่เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน
ดังนั้น หากพรรค มีโอกาสเข้ามาบริหาร จะต้องมีการปรับปรุงขบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง โดยจำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ เช่นเดียวกับที่สิงคโปร์ได้ออกกฎหมายพิเศษแล้ว กฎหมายใหม่นี้จะช่วยให้สามารถสนธิกำลังและกำหนดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องพิสูจน์ตัวเอง รวมถึงการลงโทษผู้สนับสนุน เช่น ผู้ให้ที่พักพิง ซึ่งปัจจุบันไม่ถือว่ามีความผิดชัดเจน นายพีระพันธุ์ย้ำว่า การแก้ปัญหานี้ต้องรู้จริง มีความสามารถ และตั้งใจทำจริง และต้องแก้ระบบที่ไม่ทันสถานการณ์ เพราะเมื่อปริมาณคดีเพิ่มขึ้นมาก (คาดว่าวันละเป็นพันเป็นหมื่นคดี) แต่กำลังเจ้าหน้าที่ยังเท่าเดิม ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอว่าผู้ที่มีส่วนกระทำความผิดหรือมีอำนาจคุ้มครองกลุ่มทุนเทาควรถูกลงโทษขั้นประหารชีวิต
ปัญหาคือระบบบ้านเราไม่แก้ให้ทันสถานการณ์ ยกตัวอย่าง การจับกุมคนจีน 40 ถึง 50 คนพร้อมโทรศัพท์กว่า 200 เครื่อง ที่รีสอร์ทจังหวัดจันทบุรี บางคนไม่มีพาสปอร์ตและแสตมป์ตราเข้าเมือง แล้วให้เข้าพักได้อย่างไร เจ้าของสถานที่ต้องรับผิดชอบด้วย แต่ปัจจุบันคนที่ให้ที่พักไม่มีความผิด หรือหากผิดจะผิดข้อหาอะไร
แต่หากมีกฎหมายพิเศษครอบคลุมเหมือนเมืองจีนก็จัดการได้ แต่เราไม่มี รวมถึงในทางการเมืองยังมีคนมีอำนาจเข้ามาให้การคุ้มครอง และตัวเองก็มีส่วนในการกระทำความผิด ผมถึงได้เสนอการประหารชีวิตเรื่องทุจริต ผมเป็นคนแรกที่พูด เดี๋ยวนี้ก็พูดตามผมกันหมด แต่รู้ไหมว่าทำอย่างไร เดี๋ยวผมจะทำให้ดู
- การนำเสนอนโยบาย ด้านความมั่นคง โดยเฉพาะประเด็นปัญหาชายแดนไทย- กัมพูชา
ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีความเด็ดขาดและต้องหมดเวลาที่ต้องเกรงใจ เนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ฝ่ายไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้น แต่การกระทำ เช่น การเซ็นสัญญาสันติภาพ อาจทำให้ไทยดูเหมือนเป็นผู้ร่วมผิดด้วย ทั้งที่ฝ่ายกัมพูชายิงเข้าใส่พื้นที่ประชาชน การพูดหรือการกระทำใด ๆ ต้องระมัดระวัง เพราะคำพูดเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาแผ่นดินไทยและอธิปไตยไทยไว้สูงสุด
ที่ท่านนายกพูดว่าที่เรารุกพื้นที่ก็ต้องคืนให้เขา แต่ท่านก็แก้แล้ว พลาดแล้วก็ไม่เป็นไร แต่เราต้องระมัดระวัง ผมอภิปรายเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2550 ตั้งแต่คดีเขาพระวิหารที่มามีปัญหากันใหม่ ทุกอย่างที่เราทำเราพูด เขาเอาไปใช้ประโยชน์หมดเลย คำพูดแบบนี้ไม่ควรพูด ผมคิดว่าหมดเวลาที่ต้องเกรงใจ เราต้องเด็ดขาดในเรื่องปัญหาชายแดน และต้องรักษาแผ่นดินไทยอธิปไตยไทยไว้สูงสุด
-นโยบายด้านความมั่นคงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังเห็นได้ว่าสถานการณ์ไม่ได้สงบ
แนวทางแก้ไขที่ดีที่สุดในวันนี้ คือการทำรั้วลวดหนาม เพื่อป้องกันการหลบหนีเข้าออกประเทศเพื่อนบ้านของผู้ก่อการร้าย เหมือนที่เวียดนามเคยทำ ซึ่งจะช่วยให้ง่ายต่อการติดตามและป้องกัน นอกจากนี้ต้องแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังโดยต้องทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในพื้นที่ ความคิดทางการเมือง ศาสนา หรือปัญหาที่อาจเกิดจากเจ้าหน้าที่ไม่ต้องการให้ปัญหาจบหรือไม่
ยกตัวอย่างประสบการณ์สมัย ที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ขณะนั้นเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ลงไปดูแลปัญหาภาคใต้ ปัญหาที่พบคือ การจับกุมจำนวนมากตามอำนาจหน้าที่แต่ละหน่วยงาน อาจมีผู้บริสุทธิ์ถูกจับกุมไปด้วย และการกำหนดวงเงินประกันที่สูงมาก ทำให้หัวหน้าครอบครัวที่ถูกจับกุมไม่สามารถประกันตัวได้ สถานการณ์นี้ได้ก่อให้เกิดเครือข่ายคู่สมรสของผู้ต้องขังขึ้นมา
แนวทางแก้ไขคือ การให้ความเข้าใจกับครอบครัวว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้ง แต่เมื่อมีหลักฐานก็ต้องทำตามหน้าที่ และกระทรวงยุติธรรมจะเข้ามาช่วยเหลือตามหน้าที่เช่นกันเพื่อความยุติธรรม
นอกจากนี้ ได้มีการขออนุมัติเงินจากกองทุนยุติธรรม เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังที่เชื่อว่าน่าจะเป็นผู้บริสุทธิ์ และสุดท้ายศาลจะยกฟ้อง ให้สามารถกลับไปดูแลครอบครัวได้ในระหว่างดำเนินคดี และมีการประสานงานกับศาลให้ใช้วิธีอื่นในการเป็นหลักประกันแทนเงินสด วิธีการนี้ทำให้ประชาชนเห็นภาพว่าหน่วยงานรัฐไม่ได้มีแต่การรังแก แต่มีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลให้ความเป็นธรรมได้ ซึ่งสามารถลดความตึงเครียดในพื้นที่ได้
- แนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งคุณพีระพันธุ์ เคยย้ำว่าพรรคไม่สามารถทำให้ทุกคนรวยขึ้นมาได้ แต่ช่วยให้ประหยัดได้
พรรคไม่สามารถทำให้ทุกคนร่ำรวยขึ้นได้ แต่สามารถช่วยให้ทุกคนประหยัดค่าใช้จ่ายได้ เช่นเดียวกับการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เคยทำมา สำหรับแนวคิดหลักทางเศรษฐกิจที่พรรคสนับสนุนคือ เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน
เราไม่สามารถห้ามคนที่มือยาวแขนยาว หรือคนที่มีความสามารถในการทำธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ให้ร่ำรวยได้ เพราะความเหลื่อมล้ำจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่เราสามารถขอให้พวกเขาแบ่งปันได้
เศรษฐกิจแบบแบ่งปันนี้กำหนดให้ผู้ที่มีรายได้สูงต้องแบ่งปัน 3 สิ่งแก่สังคม คือ 1.แบ่งปันรายได้คืนสู่สังคม เมื่อมีกำไรมาก 2.แบ่งปันความรู้ โดยถ่ายทอดความรู้ที่มีในการทำธุรกิจ การทำมาหากิน หรือความรู้ด้านวิชาการ (เช่น การทำบัญชี) ให้แก่สังคม 3.แบ่งปันโอกาส โดยเฉพาะโอกาสในการทำมาหากินต่าง ๆ ที่สามารถมอบให้แก่ผู้ที่ขาดโอกาส
แม้จะไม่สามารถทำให้ทุกคนรวยได้ แต่การสร้างเศรษฐกิจแบบแบ่งปันที่เอื้อเฟื้อกันนี้ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในความรู้สึก และทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้
เศรษฐกิจแบบแบ่งปันคือ เราไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความสามารถในการสร้างรายได้ได้เท่ากัน และเราไม่สามารถห้ามคนที่มีความสามารถในการสร้างรายได้ได้ แต่เราสามารถบอกได้ว่าหากปีนี้คุณมีกำไรมาก คุณควรแบ่งปันรายได้ให้สังคมอย่างไร
คุณสามารถแบ่งปันความรู้ในการทำธุรกิจและการสร้างรายได้แก่สังคมได้อย่างไร รวมถึงคุณต้องแบ่งปันโอกาสในการทำมาหากินแก่ผู้อื่นที่มีโอกาสน้อยกว่า อย่างน้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในความรู้สึก และเพิ่มโอกาสต่างๆ ในสังคม
- อยากจะเชิญชวน คนรุ่นใหม่ หรือผู้ที่มี DNA เดียวกับพรรครวมไทยสร้างชาติ มาร่วมทำงานการเมือง อย่างไร
ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนมากที่รักบ้านเมือง สนใจทำงานการเมืองอย่างจริงจัง และเบื่อหน่ายการเมืองรูปแบบเก่า ๆ ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ จึงขอเชิญชวนให้คนเหล่านี้มาร่วมกันทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีแนวทางความคิดเดียวกันที่จะทำให้บ้านเมืองดีขึ้น
-เป้าหมายการทำงานการเมืองของพรรค ไม่ได้เน้นที่จำนวนสส.
เป้าหมายของพรรคไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันด้วยจำนวน สส. หรือปริมาณ แต่รพรรคต้องการคนที่มีคุณภาพ พรรคต้องการคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำเพื่อบ้านเมือง โดยมีดีเอ็นเอที่สำคัญคือ อย่าเข้ามาเพื่อหาประโยชน์ให้ตัวเอง ไม่ใช่เข้ามาเพื่อยกระดับฐานะ หรือต้องการสถานะไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว
อยากเชิญชวน เชื่อว่าคนที่สนใจทำงานการเมืองอย่างจริงจังมีเยอะ แล้วก็เบื่อการเมืองแบบเก่า การเมืองที่เข้าหาประโยชน์ ถ้าหากต้องการทำบ้านเมืองของเราให้ดีขึ้น ทำให้สังคมดีขึ้น มาทำงานการเมืองด้วยกัน เพื่อประโยชน์บ้านเมือง ประโยชน์ของประเทศชาติ ก็ขอเชิญชวน มาร่วมทำงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เรามีแนวทางเดียวกันที่ต้องการให้บ้านเมืองนี้ดีขึ้น