ช็อกโพล! "เพื่อไทย" คะแนนวูบภาคเหนือ "จุลพันธ์" รับสภาพพ่ายแพ้! ลั่นขอเวลาแค่ 7 วัน "ยกเครื่อง" สู้ตาย

การเมือง10 พ.ย. 2568 • 09:57 น.
ช็อกโพล! "เพื่อไทย" คะแนนวูบภาคเหนือ "จุลพันธ์" รับสภาพพ่ายแพ้! ลั่นขอเวลาแค่ 7 วัน "ยกเครื่อง" สู้ตาย


​หัวหน้าพรรคเพื่อไทย "จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์" เปิดใจหลังผลโพลภาคเหนือชี้ความนิยมตกต่ำ ยอมรับพรรคกำลัง "เพลี่ยงพล้ำ" ต่อคู่แข่งอย่าง "ภูมิใจไทย-ประชาชน" เปิดแผนเร่งด่วน เตรียมทิ้งไพ่ "แคนดิเดต" และ "นโยบายมูนช็อต" ชุดใหม่ สู้กู้ศรัทธากลับมา

วันที่ 10 พ.ย.2568 เวลา 15.30 น. ที่พารากอนซีนีเพล็กซ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีผลสำรวจล่าสุดในพื้นที่ภาคเหนือ พรรคเพื่อไทยความนิยมตกลง ขณะที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนมีคะแนนสูงขึ้นว่า ตนเองเพิ่งเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพียงแค่สัปดาห์เดียว เรากำลังอยู่ในช่วงของการยกเครื่อง ต้องให้เวลาในการปรับเปลี่ยนเรื่องการบริหารจัดการและการทำงาน รวมถึงเรื่องโพลต่างๆ อาจจะมองว่าคะแนนนิยมตกกว่าแต่ก่อนแน่นอน เราก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าเราอยู่ในภาวะที่มีความเพลี่ยงพล้ำอยู่บ้าง แม้คนจะมองว่ายังตกต่ำ แต่ในบางจุดคะแนนนิยมของเราก็อยู่ในระดับที่สูง และพร้อมที่จะเดินหน้า

"ตอนนี้อยู่ที่พรรคจะสามารถปรับเปลี่ยนการทำงาน และมีนโยบายที่ตอบโจทย์เพื่อประชาชนมากน้อยเพียงใด รวมถึงจะมีแคนดิเดตที่ตรงกับใจหรือไม่ และจะมีผู้สมัครที่ตรงกับจริตของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่หรือไม่ หากเราสามารถตอบโจทย์ประชาชนได้ คนที่ยังไม่ตัดสินใจ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ เชื่อว่ายังไม่เปิดใจ พร้อมที่จะรองรับการทำงานของพรรคเพื่อไทยในอนาคต"หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว

เมื่อถามหากมีการเปิดนโยบายและแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยออกมา จะสามารถยกเครื่องดันคะแนนขึ้นได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เราเชื่อมั่นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะนโยบายของพรรคเพื่อไทยในอดีต เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน วันนี้เราก็มาในเวทีมูนช็อต ฟอรั่ม คือการเสวนาเรื่องนโยบาย นำมาพูดคุยกับนักวิชาการและประชาชนว่านโยบายของเราในอนาคต จะตอบโจทย์เขาจริง ๆ และจะตรงกับความต้องการ

เมื่อถามว่าแสดงว่านโยบายที่ผ่านมายังไม่ตอบโจทย์ใช่หรือไม่ ถึงทำให้คะแนนเสียงลดลงในช่วงนี้ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นโยบายที่ผ่านมาก็ตอบโจทย์ในช่วงของมัน นโยบายและการเมืองมีความเปลี่ยนแปลงตามวันและเวลา วันนี้ความต้องการของประชาชนไม่ได้เหมือนกับ 2 ปีก่อนหน้าที่มีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน ดังนั้นเราเองในฐานะพรรคการเมืองต้องปรับตัว ปรับนโยบาย ให้เข้ากับความต้องการของประชาชนในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้นเอง