"วิโรจน์" จี้ ธปท.-กสทช.-ก.ล.ต. เร่งทำกฎหมายรับผิดชอบร่วมตามมาตรา 8/10 ปกป้องประชาชนจากสแกมเมอร์

การเมือง14 พ.ย. 2568 • 09:13 น.
"วิโรจน์" จี้ ธปท.-กสทช.-ก.ล.ต. เร่งทำกฎหมายรับผิดชอบร่วมตามมาตรา 8/10 ปกป้องประชาชนจากสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.68 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.พรรคประชาชน โพสต์รูปพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร" ระบุว่า...

[ ธนาคารแห่งประเทศไทย กสทช. ก.ล.ต. และคณะกรรมการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จะปล่อยให้คนไทยเผชิญหน้ากับแก๊งสแกมเมอร์ตามลำพังอีกนานแค่ไหน เมื่อไหร่จะดำเนินการตามมาตรา 8/10 ของ พ.ร.ก.ไซเบอร์ ฉบับที่ 2 ]

แม้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 จะบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2568 โดยมาตรา 8/10 ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ให้สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติตามมาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย กสทช. ก.ล.ต. และคณะกรรมการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์

แต่กลับพบว่า ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีคุณวิทัย รัตนากร เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กสทช. ซึ่งมี ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นประธาน กสทช. ก.ล.ต. ซึ่งมี ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เป็นเลขาธิการ ก.ล.ต. และคณะกรรมการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมี คุณวิลาวรรณ มังคละธนะกุล เป็นประธานกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้ออกกฎหมายลูกเพียงแค่มาตรฐานในการปฏิบัติ ตามมาตรา 4/1 เท่านั้น โดยยังไม่มีการออกกฎหมายลูกที่ครอบคลุมถึงกรอบความรับผิดชอบร่วม (Shared Responsibility) ที่สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ผู้ให้บริการหลักทรัพย์ และผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ต้องร่วมรับผิดชอบในความเสียหายให้แก่ประชาชนที่ถูกเครือข่ายสแกมเมอร์หลอกลวงฉ้อโกงทรัพย์แต่อย่างใด

กฎหมายลูกที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นประกาศที่ 19/2568 ของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การป้องกันการสวมรอยทำธุรกรรมแทนผู้ใช้บริการ Know Your Customers (KYC) บัญชีม้าสีต่างๆ หรือประกาศของ กสทช. เรื่อง การคัดกรองและระงับผู้ใช้บริการที่มีลักษณะผิดปกติ การลงทะเบียนซิม การส่ง SMS การป้องกัน SimBox ที่ไม่ได้ลงทะเบียน และการแจ้งเตือนหมายเลขโทรศัพท์จากต่างประเทศ

หรือประกาศที่ สธ. 22/2568 ของ ก.ล.ต. เรื่อง KYC การตรวจสอบบัญชีม้า และการตรวจสอบข้อเท็จจริงลูกค้าในระดับเข้มข้น (Enhanced Due Diligence: EDD) ไม่มีรายละเอียดตรงไหนเลย ที่ระบุลำดับ และสัดส่วนของความรับผิดชอบร่วมที่สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ผู้ให้บริการหลักทรัพย์ และผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ต้องร่วมรับผิดชอบให้แก่ประชาชนผู้เสียหายจากเครือข่ายสแกมเมอร์เลย

ไม่มีรายละเอียดเลย ว่าประชาชนจะดำเนินการเพื่อขอรับการชดเชยความเสียหายอย่างไร จะต้องส่งคำร้องไปให้ใคร จะต้องขอรับการชดเชยจากหน่วยงานไหนก่อน

เท่ากับว่าตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ผ่านมา 7 เดือนแล้ว ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย กสทช. ก.ล.ต. และคณะกรรมการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยังคงปล่อยปละละเลย ให้ประชาชนเผชิญหน้า และรับผิดชอบกับความเสียหายจากเครือข่ายสแกมเมอร์ตามลำพัง

ซึ่งหากเปรียบเทียบกับธนาคารกลางสิงคโปร์ หรือ MAS (Monetary Authority of Singapore) ของสิงคโปร์ (ดูเอกสารแนบที่ Comment) จะรู้ได้โดยทันทีว่าสิงคโปร์ได้กำหนดการแบ่งความรับผิดชอบเป็นลำดับชั้น (Waterfall Approach) อย่างชัดเจน โดยเริ่มต้นจาก สถาบันการเงินในฐานะที่เป็นผู้ดูแลเงินของผู้บริโภค ที่ จะต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียทั้งหมดเป็นอันดับแรก หากพบว่าไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด หากสถาบันการเงินได้ปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างครบถ้วน และพบว่าผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือบกพร่องในการปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับความเสียหายทั้งหมด และหากทั้งสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างครบถ้วน ความรับผิดชอบต่อความเสียหายจะตกอยู่กับผู้บริโภค แต่ผู้บริโภคยังคงสามารถยื่นดำเนินการผ่านช่องทางอื่น เช่น Financial Industry Disputes Resolution Centre Ltd (FIDReC) ได้

ผมอยากให้คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ก.ล.ต. ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. และคุณวิลาวรรณ มังคละธนะกุล ประธานกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ไปดูการดำเนินการของ MAS เพื่อจะได้ตระหนักว่าหน้าที่ของตนเองนั้นคือปกป้องประชาชน ไม่ใช่ปกป้องผลประโยชน์ของนายทุนธนาคาร นายทุนเครือข่ายมือถือ นายทุนหลักทรัพย์ และนายทุนสื่อโซเชียล

ประเทศสิงคโปร์ ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) และสำนักงานพัฒนาสื่อสารมวลชนและสารสนเทศ (IMDA) เขาได้ออกกฎหมายใหม่ที่กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจาก Phishing Scam โดยมีผลบังคับใช้ไปตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2567

และล่าสุดธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) จะบังคับใช้มาตรการใหม่ เพื่อป้องกันสแกมเมอร์ โดยจะมีการหน่วงธุรกรรม 24 ชั่วโมง หรือปฏิเสธการทำรายการทันที เมื่อการโอนเงินออนไลน์รวมกับการถอนเงินอื่นๆ ภายใน 24 ชั่วโมงก่อนหน้า มีมูลค่าเกิน 50% ของยอดคงเหลือในบัญชีที่มียอดคงเหลืออย่างน้อย 50,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งการหน่วงธุรกรรม หรือ Slow Payment ก็เป็นเรื่องที่สภาองค์กรของผู้บริโภค ผลักดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณามาอย่างยาวนานแล้ว แต่ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่เคยใส่ใจ

หากธนาคารแห่งประเทศไทย กสทช. ก.ล.ต. และคณะกรรมการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยังคงเพิกเฉย หรือมีความล่าช้าที่จะดำเนินการตามมาตรา 8/10 ของ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ผมคงมีความจำเป็นต้องหารือกับสภาองค์กรของผู้บริโภค เพื่อพิจารณ่ยื่นร้องเรียนผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ประธาน กสทช. เลขาธิการ ก.ล.ต. และประธานกรรมการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตามมาตรา 172 ซึ่งระบุว่าเจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต่อ ป.ป.ช. ต่อไป

#วิโรจน์ #สแกมเมอร์ #มาตรา8_10 #ธปท #กสทช #กลต #CyberCrime #คุ้มครองผู้บริโภค