“นักวิชาการ” วิเคราะห์จุดยืน “อนุทิน” ชี้รัฐบาลไทยใช้หลัก ‘Firm but Fair’ ไม่แลกสันติภาพกับอธิปไตย
วันที่ 18 พ.ย. 2568 ดร. สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการสื่อสารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ต่อกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ภายหลังการหารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ (นายโดนัลด์ ทรัมป์) และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย (นายอันวาร์ อิบราฮิม) ประธานอาเซียน ว่า ท่าทีของรัฐบาลไทยสะท้อนจุดยืน “Firm but Fair” หรือ หนักแน่นแต่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลระหว่างสันติภาพกับอธิปไตยแห่งรัฐ ดังนั้นการสื่อสารของนายกรัฐมนตรีครอบคลุม 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกัน คือ 1. พลวัตความมั่นคงชายแดน 2. กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ และ 3. การรักษาสมดุลระหว่างสันติภาพกับอธิปไตยแห่งรัฐ
ดร. สติธร กล่าวว่า ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า 1.การที่นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืนว่าไทยพร้อมรับคำแนะนำจากมิตรประเทศ แต่จะไม่ยอมประนีประนอมกับการละเมิดอธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีหลักฐานจากผู้สังเกตการณ์นานาชาติยืนยันว่ามีการลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลจำเป็นต้อง “แสดงความหนักแน่น” เพื่อรักษาความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของสังคม
2.รัฐบาลไทยระบุว่าหากกัมพูชาปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ จะส่งผลกระทบต่อ “ความไว้วางใจระหว่างประชาชนสองประเทศ” ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของสันติภาพอย่างยั่งยืน การเรียกร้องให้ขอโทษอย่างเป็นทางการจึงเป็น “หลักประกันขั้นต่ำ” ต่อกระบวนการสันติภาพในอนาคต
3.ท่าทีของไทยเป็นไปในลักษณะ สงบแต่พร้อมรับมือ หรือ Peaceful but Prepared ซึ่งเป็นแนวคิดในยุทธศาสตร์ความมั่นคงสมัยใหม่ เพื่อสื่อสารกับนานาชาติว่าไทยไม่ใช่ผู้รุกราน แต่พร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยตามครรลองสากล
ดร. สติธร กล่าวต่อว่า 4.เป็นที่น่าสนใจที่ผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย (ประธานอาเซียนและสักขีพยานปฏิญญากัวลาลัมเปอร์) ได้โทรศัพท์มาแสดงความห่วงใยและสนับสนุนไทย แสดงให้เห็นว่าไทยไม่ได้โดดเดี่ยว แต่มีการใช้ อิทธิพลพหุภาคี (multilateral leverage) โดยมีอาเซียนและมหาอำนาจเป็น “ตัวกลาง” ในการสร้างแรงกดดันให้กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลง
5.นายกรัฐมนตรีชี้ว่าไทยเคยช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาในอดีต แต่รัฐบาลกัมพูชากลับก่อเหตุที่เป็นภัยต่อไทย การย้ำเช่นนี้มีผลทางการทูตเพื่อ แยก “รัฐบาลกัมพูชา” ออกจาก “ประชาชนกัมพูชา” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของ การทูตเชิงป้องกัน (preventive diplomacy) เพื่อลดการสร้างภาพความขัดแย้งในระดับสังคม
6.โดยรวมแล้ว กลยุทธ์ที่ไทยใช้คือ Firm but Fair คือ ยืนบนหลักสันติวิธี แต่จะไม่เดินหน้ากระบวนการสันติภาพหากอีกฝ่ายยังละเมิดข้อตกลง ซึ่งเป็นจุดยืนที่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นแนวทางที่ประเทศที่มีอำนาจระดับกลาง (middle power) ใช้ในการจัดการข้อพิพาทระดับภูมิภาค
“วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาชายแดน แต่เป็น บททดสอบโครงสร้างสันติภาพของอาเซียน และศักยภาพทางการทูตของไทยในการจัดการกับภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น” ดร. สติธร กล่าว